เบ็นคิว ขับเคลื่อนยอดขายเติบโตช่วง 6 เดือนแรกในปี 2561 พร้อมลุยตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง

เบ็นคิว ประเทศไทย เปิดเผยความสำเร็จของธุรกิจ 6 เดือนแรกในปี 2561 ด้วยยอดขายที่เติบโตสูงขึ้นถึง 149 ล้านบาท คิดเป็น 16% ซึ่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกในปี 2560 ส่งผลให้เบ็นคิว ประเทศไทย เป็นหนึ่งในแบรนด์สินค้าที่จัดจำหน่ายด้านอุปกรณ์เครือข่ายดิจิทัล รวมถึงเทคโนโลยีด้านไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตสูงในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา จึงแสดงให้เห็นว่าเบ็นคิว ประเทศไทย เป็นองค์กรที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคคนไทยได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ เบ็นคิวยังมีกลยุทธ์ในการขยายส่วนครองตลาดแบบการเป็นผู้นำของแต่ละ Market Segmentation หรือการแบ่งส่วนตลาด

ธัญรัก นาสมยนต์ ผู้จัดการใหญ่ เบ็นคิว ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เบ็นคิวมีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งด้านยอดขายและส่วนแบ่งตลาด โดยดูได้จากผลประกอบการช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด วิสัยทัศน์ และนโยบายในการพัฒนาส่วนต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าที่ตรงจุด และส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยมุ่งไปที่การเข้าถึงตลาดเป้าหมาย ส่งผลให้ยอดขายในครึ่งปีแรกของปี 2561 เติบโตสูงขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกในปี 2560 ในส่วนยอดหลักของบริษัทนั้นยังคงมาจากผลิตภัณฑ์โปรเจกเตอร์ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของรายได้รวมในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 หากดูภาพรวมตลาดโปรเจกเตอร์ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานั้นลดลงประมาณ 3%

ทั้งนี้ผลมาจากการชะลอการสั่งซื้อจากภาครัฐ แต่เบ็นคิวก็ยังคงรักษาอันดับส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่อันดับ 4 ของตลาดโปรเจกเตอร์ประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 6% ทั้งนี้เราตั้งเป้าที่จะขยายส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 7% ในสิ้นปี 2561 และขยายเป็น 10% ในปี 2562 เนื่องด้วยจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สิ้นปีนี้ของทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่สามารถรองรับและครอบคลุมธุรกิจทุกขนาดด้วยการจำหน่ายแบบ solution รวมทั้งเรายังมีอุปกรณ์เสริมไม่ว่าจะเป็นจอ Digital Signage หรือระบบห้องประชุมอัจฉริยะ Smart Meeting Room ซึ่งจะส่งผลให้เบ็นคิว ประเทศไทย ยังคงมียอดจำหน่ายสูงเป็นอันดับต้นของประเทศไทยอีกครั้ง”

การเติบโตของเบ็นคิวเป็นผลมาจากกลยุทธ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี และบริการด้านโซลูชั่นสมัยใหม่ โดยเน้นการตอบโจทย์และการเข้าถึงการใช้งานของกลุ่มลูกค้า พร้อมเจาะกลุ่มเป้าหมายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสถานศึกษา เพื่อผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้า ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวผลิตภัณฑ์ สื่อโฆษณาออนไลน์ และการออกบูธโชว์ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย

ด้านนายวัชรพงษ์ วงษ์มา ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ เล่าถึงผลิตภัณฑ์ Projector, Standard LCD, Professional LCD, Zowie, Gaming gear และ IFP ว่า “โดยภาพรวมนั้นยอดขายมีการพัฒนาในด้านยอดขายแบบก้าวกระโดด และมีการเติบโตขึ้นคิดเป็นร้อยละ 16% ของรายได้รวม โดยเทียบกับฐานในปีที่ผ่านมา โดยผลิตภัณฑ์ที่โตเป็นอันดับต้นๆ เลยคือจอ Interactive flat panel และ จอ professional LCD monitor หรือที่เราเรียกกันว่า Photographer Monitor หรือจอสำหรับช่างภาพ ตามด้วยจอ ZOWIE ที่ตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดของจอ gaming e-sport แบบ FPS ในส่วนของจอ monitor แบบทั่วไปในกลุ่มของ Standard LCD นั้นเบ็นคิวได้ลดการทำตลาด Standard LCD ตัวล่างซึ่งมีราคาถูกลง และเข้าเจาะกลุ่มตลาดระดับกลางถึงบน โดยชูนวัตกรรม Brightness Intelligent plus เพื่อเข้าจับตลาดในส่วนกลุ่มลูกค้าระดับกลางและบน หรือกลุ่มลูกค้าองค์กรที่เน้นในเรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพของการถนอมสายตา

โดยจุดแข็งของ Brightness Intelligent Plus นั้นหน้าจอจะสามารถปรับลดหรือเพิ่มแสงได้เองตามสภาวะแวดล้อมรอบๆ ห้องทำงาน และยังสามารถปรับลดความสว่าง ความขาวของหน้าจอได้เองอัตโนมัติหากมีการใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการถนอมสายตา”

กลุ่มผลิตภัณฑ์ % 6 เดือนแรก 2561 Vs. 2560
ZOWIE Gaming Gear 34%
ZOWIE LCD Monitor 80%
Professional LCD Monitor 203%
Standard LCD -23%
Interactive Flat Panel 264%
Projector 7%
ภาพรวม 6 เดือนแรก 2561 16%

“เพื่อการเติบโตขึ้นและมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ในครึ่งปีหลังด้วยยอดขายรวมที่ 245 ล้านจากทุกผลิตภัณฑ์ เบ็นคิวได้วางกลยุทธ์ด้วยการทำตลาดแบบ Marketing 4.0 โดยเปลี่ยนจากการทำตลาดแบบเดิมๆ ที่เน้นรูปแบบการจัดหน้าร้านแบบ offline ไปเป็นการทำการตลาดในโลก digital online สืบเนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่สมัยนี้จะค้นหาข้อมูลก่อน และศึกษารายละเอียดของสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มตลาด gaming ซึ่งน้อยมากที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าแบบไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาก่อน การทำการตลาดแบบ marketing 4.0 นั้นจะเข้าถึงและเน้นการเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสนใจเฉพาะด้านและเฉพาะเจาะจง พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเข้าไปตอบสนองคนกลุ่มนี้ ตลอดจนทำให้สินค้ามีความเฉพาะและเหมาะสมกับผู้บริโภค เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เบ็นคิว รวมทั้งขยายช่องทางการจัดจำหน่ายแบบ online ให้มากขึ้นเพื่อเร่งขยายและพัฒนาเครือข่ายให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เบ็นคิวยังได้มุ่งทำตลาดด้วยหลัก 5A คือ

 

A1 = Aware คือ การทำให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์เบ็นคิวมากขึ้น โดยการทำคอนเทนต์รีวิวสินค้า หรือสื่อโฆษณาออนไลน์

A2 = Appeal คือ การทำให้ผู้บริโภคชื่นชอบในผลิตภัณฑ์เบ็นคิว และเกิดการจดจำแบรนด์

A3 = ASK คือ การทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ และสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจากการค้นหาข้อมูล online หรือการติดต่อเข้ามาทาง call center หรือ in-box Facebook เพื่อพูดคุยกับเราและสอบถามข้อมูลหากมีข้อสงสัย รวมทั้งการ update ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยคอนเทนต์ส่วนใหญ่ที่เรา post ขึ้นนั้นจะเน้นคอนเซ็ปต์ของคำว่า “ประสบการณ์” เช่น เกร็ดความรู้ / หรือการใช้งานที่ถูกต้อง

A4 = ACT คือ การทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ของเบ็นคิว ไม่ว่าจะเป็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายแบบ online ซึ่งเราจะเพิ่มจำนวนออน์ไลน์ดีลเลอร์ให้มากขึ้น ทั้งนี้เรายังมีการปรับปรุงช่องทาง offline โดยการปรับปรุงการจัดการแบบหน้าร้าน offline โดยเปลี่ยนจากการตั้งโชว์สินค้าแบบเดี่ยว ไปเป็นการสร้าง Experience Zone เพื่อให้คนส่วนใหญ่นั้นได้มาทดลองเล่น ทดลองใช้ หาก contents ต่างๆ ที่เราได้นำเสนอบนโลกออน์ไลน์นั้นไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ ทั้งนี้ experience zone ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง หรือโปรเจกเตอร์ หรือจอ interactive flat panel นั้นเราได้มีการเริ่มสร้าง Experience Zone ไปบ้างแล้วตั้งแต่ต้นปี 2561 ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยในส่วนต่างจังหวัดนั้นเราจะเลือกตัวแทนจำหน่ายหรือดีลเลอร์ ที่อยู่ในเขตหัวเมืองใหญ่เป็นหลักก่อน เพื่อให้มีพื้นที่ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

A5 =ADVOCATE คือ การทำให้ผู้บริโภคมีการสั่งซื้อในครั้งที่สอง หรือมีการซื้อแล้วบอกต่อ โดยเราจะมุ่งเน้นไปที่การบริการหลังการขายเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นการบริการ on-site service ให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นใหญ่ๆ เช่น จอ interactive flat panel, เลเซอร์โปรเจกเตอร์, จอช่างภาพ, รวมทั้งการขยายเวลารับประกันสินค้าให้กับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มหรือองค์กร และการเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่ภายใน 30 วัน รวมทั้งการมีเครื่องใช้งานระหว่างรอซ่อม”

“ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้คือการทำตลาดสมัยใหม่ด้วย concept ที่ว่า ฉันรู้จักเบ็นคิว-ฉันชื่นชอบเบ็นคิว-ฉันเชื่อมั่นเบ็นคิว-ฉันซื้อเบ็นคิว-ฉันแนะนำและบอกต่อ” นายวัชรพงษ์กล่าวเสริม

นอกจากนี้ เบ็นคิวได้มีการเตรียมขยายจำนวนศูนย์บริการหลังการขาย เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากขึ้น Service Coverage ให้ครบทุกภาคโดยเพิ่มจำนวน Service Authorize Center ให้ครอบคลุมถึงทั่วประเทศ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พิษณุโลก ระยอง เป็นต้น

“ด้วยความมุ่งมั่นของเบ็นคิวในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ เราหวังว่าลูกค้าจะได้รับความพึงพอใจจากผลิตภัณฑ์ของเบ็นคิว ตลอดจนเบ็นคิวจะยังคงเดินหน้าสร้างความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อมวลมนุษย์ และผู้ให้บริการด้านโซลูชั่น ด้วยปรัชญา “Because It Matters” ที่นำผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โซลูชั่นเทคโนโลยี และการให้บริการมาผนึกกำลัง เพื่อเดินหน้าตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งยังขยายฐานการตลาดทุกภาคส่วน” นายวัชรพงษ์กล่าวปิด


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer