Penguin Eat Shabu สร้างธุรกิจภายใน 67 วัน

 

 

เชื่อว่าชื่อ เพนกวิน อีท ชาบู ในหมู่นักทานที่เชื่อว่า ชาบู จะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง ถึงขนาดเคยสร้างปรากฏการณ์ อยากทานเพนกวิน อีท ชาบูในวันหยุดต้องจองล่วงหน้า 7 วัน

ทำไมเพนกวินกินชาบู ถึงฮิตอยู่ในวันที่ชาบูล้นตลาดจนชะลอตัว จากคนไปรับประทานอาหารอื่นๆ ตามเทรนด์ใหม่ๆ จนมีรายได้จาก 3 สาขา รวมกันมากถึง 11 ล้านบาท จาก 6 สาขาที่เปิดให้บริการ (เสียดายที่ Marketeer ไม่สามารถหารายได้ทั้งหมดมาได้เนื่องจากสาขาของเพนกวิน อีท ชาบู จดทะเบียนภายใต้ชื่อบริษัทที่แตกต่างกัน

เคยสงสัยไหม แล้วเขามีกลยุทธ์อย่างไร

1.จุดเริ่มต้นของเพนกวิน อีท ชาบู มาจากการตลาดและการ Research  วิเคราะห์โอกาสทางการตลาดบนแผ่นกระดาษ ก่อนมาทำจริง ทั้งๆ ที่ ธนพันธ์-ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี ไม่เคยมีความรู้ธุรกิจอาหารมาก่อน และทำอาหารไม่เป็นเลย เพราะ ธนพันธ์ จบวิศวอุตสาหกรรมและออกมาทำธุรกิจด้านไอที ส่วนธนพงศ์ เป็นสถาปัตย์

ทั้ง 2 พี่น้องเล่าถึงที่มาที่ไปของ เพนกวิน อีท ชาบู เกิดจากความต้องการช่วยเหลือครอบครัวที่ประสบปัญหาทางธุรกิจ และคิดว่าขายอาหาร เป็นธุรกิจที่ลงทุนไม่สูงมาก และคืนทุนได้เร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงสูง

อาจจะดูแปลกที่จะบอกว่าพวกเขาเลือกทำชาบูเพราะมองว่าง่าย มีเพียงน้ำซุบ หมู ไก่ น้ำจิ้ม เท่านั้น ส่วนการปรุงคือหน้าที่ของผู้ทาน และยังเป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตได้อีก 2-3 ปี ซึ่งถ้าเขาทำธุรกิจให้เกาะกระแสดีๆ ก็สามารถไปรอดได้ โดยใช้วิธีในการเริ่มต้นธุรกิจคือ ชิม และ ชิม และ ชิม ชาบูของคู่แข่ง เพื่อหารสชาติที่เหมาะสมของตัวเอง

2 หนุ่มใช้เงินลงทุนทั้งมีอยู่ทั้งเนื้อทั้งตัวประมาณ 1.3 ล้านบาท ในการเริ่มธุรกิจ และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเปิดร้านให้ได้ภายใน 60 วัน เพราะพวกเขามีเวลาไม่มากที่จะนำเงินมาจุนเจือครอบครัว

พวกเขาเลือกเปิดสาขาแรกที่สะพานควายหลังบิ๊กซี แทนการเปิดที่ซอยอารีย์ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก เพราะค่าเช่าที่ไม่สูงจนเกินไป

2.ร้านสว่าง มีเอกลักษณ์ พร้อมพร๊อพถ่ายรูป การตกแต่งร้านของเพนกวินเน้นความสว่าง ต้องการให้คนที่ผ่านมาเห็นได้ชัด เกิดความสนใจและอยากเข้ามาลองทาน เพราะพื้นที่หลังบิ๊กซี สะพายควายที่เปิดเพนกวิน อีท ชาบู สาขาแรกค่อนข้างมืด

การตกแต่งร้านมีความแตกต่างจากร้านชาบูอื่นๆ ตกแต่งแบบเปลือย เปิดโล่ง ใช้สีเหลืองตัดสร้างความสวยงาม ด้วยการนำแผ่นสังกะสีมาแทนวอลล์เปเปอร์ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามากจากความต้องการประหยัดต้นทุน และกลายเป็นกิมมิกของร้านที่เอกลักษณ์แตกต่างจากคู่แข่ง มีตุ๊กตาเพนกวิน กระจายอยู่ในร้านจำนวนมากให้หยิบมาถ่ายรูปหรือร่วมกินชาบูก็ได้ แถมช่วงหลังๆ มีผ้ากันเปื้อนลายเพนกวินให้ใส่ถ่ายรูปอีกด้วย

3.ใช้สื่อโซเชียลโปรโมทร้าน และร้านสว่างทำให้ผู้หญิงถ่ายรูปสวยเพื่อโพสต์ลงโซเชียล เพราะ 2 พี่น้องต้องการโปรโมทแบรนด์เพนกวิน อีท ชาบู จากการเช็ค แชะ แชร์ของลูกค้า โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะจากการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้หญิงที่เล่นโซเชียลจะมี engagement ชอบเช็คอิน แชร์ แทก และเมนต์ ต่างจากกลุ่มผู้ชายที่เน้นส่องเพียงอย่างเดียว

ตอนโปรโมทร้านในช่วงแรกๆ พวกเขาจึงใช้ โชเชียลมีเดีย โปรโมทร้านเป็นหลัก โดยใช้วิธีถ่ายภาพทำมุม 45 องศา เอียง 35 องศาและต้องถ่ายด้วยกล้องมือถือเท่านั้น เพราะเป็นรูปที่ให้ความรู้สึกเหมือนอาหารเอียงพร้อมเสิร์ฟเข้าปากคนดู

และต้องโพสต์ภาพตอนช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่มเท่านั้น เพราะเป็นช่วงที่อาหารเย็นย่อย และรู้สึกอยากทานอาหารอีกครั้ง ก่อนต่อยอดไปยังคลิปวิดีโอ เพื่อสร้างความจดจำแบบให้คนแอบเกลียดว่า ทำไมต้องโพสต์เวลานี้ก่อนที่จะแทกเพื่อนหรือแฟนชวนกันไปกิน เพราะ 2 หนุ่มมีความเชื่อว่าถ้าโพสต์ในช่วงเวลาอีทไทม์ตามปกติ เพนกวิน อีท ชาบู อาจจะไม่ได้รับความสนใจ

ก่อนเพนกวิน อีท ชาบู เปิดตัววันแรก เพจในเฟซบุ๊กมีแฟนเพจติดตามพอสมควร และหลังเปิดให้บริการได้เพิ่มแฟนเพจอย่างต่อเนื่องด้วยการ Boots Post แบบกระหน่ำ เพราะมีความเชื่อว่าถ้าแฟนเพจมากขึ้นแค่ไหน ยอดลูกค้าในร้านก็เพิ่มขึ้นตามมา

มันเป็นสมมติฐานที่เป็นจริง เพนกวิน อีท ชาบู เปิดสาขาสองพร้อมยอดแฟนเพจ 1.5 แสนคน ส่วนปัจจุบันมีแฟนเพจ 4.7 แสนคน และต่อยอดไปยังสื่อโซเชียลมีเดียอื่นๆ นำเสนอให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้ของสื่อนั้นๆ เช่น ไอจี เน้นภาพสวย ข้อความน้อย เฟซบุ๊ก ไว้บอกโปรโมชั่น และคุยกับลูกเพจ ส่วนไลน์ใช้สำหรับบอกโปรโมชั่นที่เฉพาะเจาะจงเป็นต้น

4.สร้างตัวตนให้แบรนด์ ผ่านโลโก้เพนกวิน ให้มีความน่ารัก ดูเฟรนด์ลี่ โพสต์ข้อความสนุกสนาน โต้ตอบลูกเพจ สร้าง engagement อีกรูปแบบหนึ่ง ที่มาพร้อมกับสโลแกน “ไม่อร่อยต่อยเพนกวิน” แทนการบอกว่าร้านชาบูร้านนี้อร่อยที่สุดใน 3 โลก หรือเป็นร้านที่ใช้ของคุณภาพเยี่ยมเหมือนกับคู่แข่ง

ส่วนการตั้งชื่อร้านของเพนกวิน อีท ชาบู ที่หลายคนสงสัยว่าทำไมเพนกวิน ต้องกินชาบู มีเหตุผลมาจากการนำชื่อร้านชาบูทั้งหมดในประเทศไทยมาวิเคราะห์ พบกว่า 80% เป็นร้านชาบูชื่อญี่ปุ่น 10% ชื่อไทย และอีก 10% เป็นชื่อภาษาอังกฤษ และพวกเขาเลือกชื่อภาษาอังกฤษเพราะศึกษาพบว่า ร้านชาบูที่มีชื่อภาษาอังกฤษจะสามารถตั้งราคาอาหารได้แพงกว่าชื่อไทย

และเลือกชื่อสัตว์มาเป็นชื่อร้านจากการมองเห็นร้านอาหารไทยไม่มีใครนำสัตว์มาเป็นชื่อร้าน นอกจากเป็นแมสคอตโปรโมทร้านเท่านั้น และเพนกวิน ก็เป็นสัตว์ที่ดูน่ารักทุกมุมมอง ทุกเพศทุกวัยเห็นก็ชอบ ซึ่งก่อนที่จะมาเป็นชื่อเพนกวิน เคยคิดจะเลือกชื่อฮิปโป แต่มาคิดดูอีกทีฮิปโปไม่น่ารักทุกมุมมอง ชื่อนี้จึงตกไป

และใช้คำว่า อีท มาเชื่อม เพนกวิน กับชาบู เหมือนเป็นประโยชน์บอกเล่า และสื่อถึงลูกค้าคือเพนกวิน กินชาบู

5.เพิ่มราคาบุฟเฟต์แทนโปรโมชั่น ตอนแรกเริ่มแรกเพนกวิน อีท ชาบู ตั้งราคาแบบบุฟเฟต์ราคาเดียว 359 บาท มีหมู ไก่ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มญี่ปุ่น ผ่านไป 2 เดือน กำไรไม่ได้ตามเป้า ซึ่งทางออกคือการเพิ่มลูกค้า ด้วยโปรโมชั่น หรือเพิ่มราคา พวกเขาเลือกใช้วิธีอัพเกรดราคาและอาหาร จาก 359 บาท ราคาเดียวเป็น 359 / 459 และ 659 พร้อมอาหารที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นการยกระดับลูกค้า แทนโปรโมชั่น ลดราคามา 4 จ่าย 3 ที่อาจจะดึงลูกค้าได้เพียงช่วงเวลาเดียว และหลังจากหมดโปรลูกค้าอาจจะไม่มาทานเหมือนเดิม

6.เปิดสาขาเชียงใหม่ ศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดต่างจังหวัด พร้อมแผนเปิดสาขาต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น ส่วนกรุงเทพขยายฐานลูกค้าด้วยการพาเพนกวินขึ้นห้างมากขึ้น

แต่ไม่ใช่มีแต่กลีบกุหลายโรยให้เพนกวินเดิน ก่อนหน้านั้น เพนกวิน อีท ชาบู ก็เคยเดินสะดุดขาตัวเองล้มเหมือนกัน อย่างเช่นตอนที่ร้านเพนกวิน อีท ชาบู โดนลูกค้าคอมเพลนเรื่องอาหารบางรายการหมด และไม่สามารถมาเติมได้ทันท่วงที เพราะต้องรอสั่งกับซัพพลายเออร์เจ้าประจำที่ต้องใช้เวลาในการขนส่งประมาณ 1 อาทิตย์ จากการคำนวณสต๊อกพลาดจนมีลูกค้าออกมาแสดงความคิดเห็นทางลบในเฟซบุ๊กเพจ

ทางออกคือออกมาขอโทษ ในความผิดพลาด ซึ่งคำขอโทษนี้ ทำให้ลูกค้ากลุ่มหนึ่งให้อภัย แต่ก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะไม่กลับมาทาน ซึ่งเป็นบทเรียนที่คนทำธุรกิจต้องเจอ

 

cr.ภาพจาก Facebook Penguin Eat Shabu

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer