Interactive : อาวุธลับป้ายแดงที่ Netflix เล็งใช้แซงคู่แข่งในสมรภูมิ Streaming

ความท้าทายของตลาด Mass ในทุกธุรกิจคือทำอย่างไรให้โดดเด่นเหนือคู่แข่ง เพราะหากทำได้ย่อมหมายถึง Market Share ที่เพิ่มขึ้น และยอดขายที่มากมาย เงื่อนไขดังกล่าวผลักดันให้ทุกแบรนด์งัดไม้เด็ดออกมาเพื่อชิงความได้เปรียบ เหมือนล่าสุดที่ Netflix จะใช้ Feature แบบ Interactive ประเดิมด้วยตอนหนึ่งของ Black Mirror หนึ่งใน Series ดังซึ่ง Season ใหม่จะได้ดูกันธันวาคมนี้

ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามอง เพราะนี่คือความเคลื่อนไหวจากเบอร์หนึ่งในวงการ Video Streaming ทั้งในเรื่องสร้างตลาดนี้ขึ้นมา และส่วนแบ่งตลาดในปัจจุบัน จึงอาจเป็นก้าวสำคัญที่ส่งผลให้การรับชม Content ผ่านสารพัด Device แบบไม่จำกัดเวลา จำกัดสถานที่ มาถึงจุดเปลี่ยน

Feature ใหม่ที่ใช่ เมื่อมีแต่ Content ดีไม่พออีกต่อไป 

จากบริษัทที่ทำธุรกิจให้เช่า DVD ภาพยนตร์แบบออนไลน์และส่งแผ่นหนังผ่านทางไปรษณีย์เมื่อปี 1998 แล้วเปลี่ยนมาให้สมาชิกรับชมแบบ Streaming

พร้อมจุดเด่นที่ Content ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ Series ซึ่งบริษัทให้ทุนสร้าง ผู้ชมสามารถชมได้ต่อเนื่องครบทุกตอนของแต่ละ Season เพื่อให้ดูติดต่อกันให้จบในคราวเดียว (Binge Watch) ทำให้ปัจจุบัน Netflix คือเบอร์หนึ่งในวงการ Video Streaming

Interactive Reed

Reed Hastings 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือด หาก Netflix อยากรั้งตำแหน่งเบอร์หนึ่งต่อ พร้อมทิ้งระยะห่างจากคู่แข่งอย่าง Amazon Video และ Hulu รวมถึง HBO ที่รุกตลาด Video Streaming มากขึ้น การมี Original Content มากมายและหลากหลาย จึงไม่พออีกต่อไป

สื่อธุรกิจและวงการบันเทิงหลายแห่งรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า บริษัทที่ Reed Hastings เป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งและนั่งเก้าอี้ CEO เตรียมนำ Feature แบบ Interactive ซึ่งผู้ชมสามารถกำหนดได้เองว่า จะให้เนื้อเรื่องตอนหนึ่งของ Black Mirror–Series แนววิทยาศาสตร์เรื่องดังใน Season 5 ดำเนินต่อไปจนจบในทิศทางใด

Feature ล่าสุดของค่าย Streaming Media สัญชาติอเมริกัน เป็นการขยับขยายมาใช้กับ Content สำหรับผู้ใหญ่และผู้ชมทั่วไปเป็นครั้งแรก หลังจากเริ่มทดลองใช้เมื่อปีที่แล้วกับ Puss in Book : Trapped in an Epic Tale การ์ตูน Series ภาคแยกของ Shrek และ Buddy Thunder Struck–Animation Series เล่าเรื่องการแข่งรถของเหล่าสัตว์จอมซิ่ง แบบ Stop Motion ไม่กี่เดือนก่อนหน้าที่ HBO จะปล่อย Mosaic–Miniseries แนวฆาตกรรมซ่อนเงื่อนที่ใช้ Feature เดียวกันออกมา      

คาดกันว่า Feature ที่เหมือนนำหนังสือแนวเลือกทิศทางของเรื่องได้ด้วยตัวเอง (Choose Your Own Destiny) ซึ่งขายดีในยุค 80 มาไว้บนจอ และทำให้ผู้ชมกำหนดเนื้อหาของ Content ด้วยการแตะหน้าจอหรือกดปุ่มเหมือน Video Game จะสร้างความแตกต่าง

และเป็นจุดขายใหม่ของ Netflix บริษัทที่ถือว่าเป็นผู้มาพลิกโฉม (Disrupt) วงการภาพยนตร์และ Series ทั้งด้านการเข้าถึง รูปแบบการรับชม และการนำข้อมูลที่ได้จากพฤติกรรมของผู้ใช้มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด     

ขณะเดียวกันยังเป็นนวัตกรรมที่มาถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากปัจจุบัน Technology ต่างๆ เช่น Mobile Device ,เครือข่ายสัญญาณ Internet ที่ครอบคลุม และช่องสัญญาณ Internet ที่กว้างขึ้น ก็เอื้อผู้ชมสามารถใช้ได้ง่ายและสะดวกกว่าในอดีตมาก        

 

เสริมความน่าสนใจ ให้ ‘กระจกดำ’ Sci-Fi ได้อีก 

อีกประเด็นน่าสนใจคือการที่ Netflix เลือก Black Mirror มาประเดิมใช้กับ Feature แบบ Interactive โดยการที่เป็น Series แนววิทยาศาสตร์ (Sci-Fi) ที่เล่าถึงผลกระทบของ Technology ที่มีต่อมนุษย์ในด้านต่างๆ ผ่านการดำเนินเรื่องอันหลากหลาย ทั้งลึกลับ ตื่นเต้น ระทึกขวัญ หรือประทับใจ

นี่จึงเป็น Content ที่เหมาะสมที่สุดในการนำ Feature นี้มาใช้ ขณะเดียวกันยังทำให้ตัว Series มีความเป็น Sci-Fi และจับต้องได้มากขึ้นด้วย 

ทีมผู้สร้าง Black Mirror เคยเสนอให้ Netflix นำ Interactive มาใช้เพราะเห็นว่าสอดคล้องกับเนื้อหาใน Playtest ซึ่งเป็นตอน 2 ของ Season 3 เมื่อปี 2016 โดย Charlie Brooker ผู้เขียนบทของตอนดังกล่าวซึ่งควบตำแหน่ง Showrunner ด้วย กล่าวว่า “ผู้ชมคงกลับมาดูตอนนี้ได้ซ้ำแบบไม่รู้จบ ถ้าทุกครั้งที่เข้ามาดูเนื้อหาจะเปลี่ยนไปแบบกำหนดได้เอง”

สำหรับ Black Mirror เป็น Series อังกฤษ โดยคอ Sci-Fi ได้ชม 2 Season แรก ผ่านทางช่อง Chanel 4 ของอังกฤษ เมื่อปี 2011 และ 2013 ตามลำดับ จากนั้นตั้งแต่ Season 3 เป็นต้นมาจึงเปลี่ยนมาเป็น Original Series ของ Netflix  โดยเล่าเรื่องแบบ Anthology ซึ่งจบในตอน แต่จะมีรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่าง เช่น สถานที่ หรือสิ่งของที่เชื่อมโยงกัน  

จนถึงปัจจุบัน Series ที่ถูกยกให้เป็น Twilight Zone ของยุคนี้ มีออกมา 4 Season โดยบางตอนแตะประเด็นที่ใกล้ตัวผู้ชม เช่น ในตอน Nosedive ที่พูดถึงการเสพติด Social Media ขณะที่ตอน USS Callister และ San Junipero ไปไกลถึงการคว้ารางวัล Emmy ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในวงการโทรทัศน์

จับตาดูภาคต่อ หาก Interactive Feature แจ้งเกิด

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า Netflix จะใช้ Interactive กับตอนหนึ่งของ Black Mirror ใน Season 5 ซึ่งอาจจะได้ชมกันธันวาคมนี้แบบใด

โดยหาก Feature นี้ได้รับความนิยมอาจช่วยผ่าทางตันวงการ Video Steaming ไม่ต่างจากที่รายการ Reality ทำไว้กับวงการโทรทัศน์

พร้อมส่งผลให้ทีมผู้สร้างต้องเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการทำรายการ ส่วน Video Steaming แต่ละค่ายต้องเพิ่มงบในการผลิตรายการมากขึ้น เพราะการที่ผู้ชมสามารถเลือกได้ว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินไปแบบใดนั้น ย่อมหมายถึงบทที่เพิ่มขึ้น การตัดต่อใหม่ ไม่ต่างจากการผลิตรายการใหม่ขึ้นมานั่นเอง

นอกจากนี้ยังจะทำให้การนำ Twilight Zone ซึ่งใช้ชื่อไทยว่า แดนสนธยา ต้นแบบของ Black Mirror มาทำใหม่ ที่กำกับโดย Jordan Peele ที่โด่งดังมาจาก Get Out หนังลึกลับสยองขวัญเมื่อปี 2017 ที่เล่าผ่านประเด็นเรื่องสีผิว ซึ่งมีกำหนดออกอากาศผ่านทางช่อง CBS ปีหน้า ถูกจับตามองมากขึ้นด้วย  / bloomberg, hollywoodreporter, variety, theverge, rollingstone, ft, wikipedia

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer