นอกจากดอกเบี้ยของคนจ่ายไม่ตรงเวลา บัตรเครดิตมีรายได้จากไหนบ้าง ?

เป็นคำถามง่าย ๆ ที่หลายคนไม่รู้คำตอบ เพราะรูดก็ฟรี แถมมีโปรโมชั่นมากมายพ่วงมาในบัตร อีกทั้งถ้ายังเป็นลูกค้าชั้นดีก็สามารถโทรกริ๊งเดียวเพื่อยกเลิกค่าธรรมเนียมกับธนาคารเจ้าของบัตรได้

แล้วแบบนี้บริษัทเจ้าของบัตรเครดิตได้อะไร?

คำตอบก็คือค่าธรรมเนียม เป็นค่าธรรมเนียมที่เก็บจากร้านค้าต่าง ๆ ที่มักจะถูกเรียกเก็บประมาณ 2-3% ของราคาสินค้า

ซึ่งค่าธรรมเนียม 2-3% นั้นก็ไม่ใช่ว่าธนาคารเจ้าของบัตรจะได้รับไปเต็ม ๆ แต่ยังต้องไปแบ่งให้กับธนาคารที่เป็นเจ้าของเครื่องรูดบัตรของร้านค้า และตัวกลางในการตัดเงินอย่าง Visa, Mastercard หรือ Union Pay เป็นต้น

โดยธนาคารเจ้าของบัตรจะเป็นผู้ที่ได้รับค่าธรรมเนียมมากที่สุด รองมาก็เป็นธนาคารของร้านค้า และตัวกลางในการตัดเงินตามลำดับ

ซึ่งเหตุผลที่ธนาคารเจ้าของบัตรได้รับค่าธรรมเนียมมากที่สุด นั่นก็เพราะต้องเป็นผู้ที่แบกรับความเสี่ยงว่าหนี้จะกลายเป็นหนี้เสียหรือไม่ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการทำโปรโมชั่นหรือทำการตลาดต่าง ๆ

แม้จะถูกธนาคารหักค่าธรรมเนียม 2-3% แต่เหตุผลที่ทำให้ร้านค้ายังคงรับชำระด้วยบัตรเครดิตอยู่ ก็เพราะโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่อยู่ในบัตรนั้นจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจที่จะซื้อได้ง่ายมากขึ้น ซื้อเพราะได้ Cash Back ซื้อเพราะได้ Point หรืออาจจะซื้อทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีเงินสดในกระเป๋าเลยก็ตาม

ซึ่งหากซื้อสินค้าในราคาที่สูง แม้จะหักค่าธรรมเนียมจากราคาสินค้าไป 2-3% ถึงอย่างไรร้านค้าก็ยังได้กำไรอยู่ดี

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงเห็นร้านค้าเล็ก ๆ มักจะติดป้ายว่ารับชำระด้วยบัตรเครดิตเมื่อมียอดใช้จ่าย 500 บาทขึ้นไป เพราะถ้ายอดบิลต่ำกว่านั้นแล้วถูกหักไปอีก 2-3% ก็อาจจะไม่เหลือกำไรเลยก็ได้

สุดท้ายแล้วถ้าอยากให้ธนาคารเจ้าของบัตรรวยเพราะค่าธรรมเนียม ไม่ใช่เพราะดอกเบี้ยของคุณ ก็จงใช้บัตรเครดิตอย่างฉลาด ด้วยหลักการง่าย ๆ ที่ว่า

“จะรูดก็ต่อเมื่อมีเงินสดเท่าจำนวนที่จะรูดเท่านั้น” 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer