Skinfood ต่อลมหายใจ เพื่อสู้อีกสักครั้ง

ใครจะเชื่อว่าแบรนด์เครื่องสำอางที่เคยติด 1 ใน 3 ขายดีในประเทศเกาหลีอย่าง Skinfood จะมีวันนี้ วันที่ตัวเองต้องร้องศาลขอพิทักษ์ทรัพย์ ปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้มีลมหายใจในธุรกิจต่อไป

แม้วิกฤตจะส่อเค้ามาก่อนหน้านี้ว่า Skinfoodกำลังมีปัญหา เพราะในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาสินค้าของ Skinfoodหลายรายการอยู่ดีๆ เกิดขาดตลาดในประเทศเกาหลีใต้ทั้งหน้าร้านและในออนไลน์ หากใครอยากจะซื้อสินค้าชิ้นนั้นๆ จะต้องสั่งจองกว่าจะได้ของก็รอ 1-2 อาทิตย์

แต่…ผู้บริหาร Skinfoodเลือกที่จะปกปิดความจริง พร้อมกับบอกว่าสินค้าที่ขาดตลาดเพราะเตรียมจะเลิกผลิตรุ่นดังกล่าว แล้วเตรียมพัฒนาสินค้าสูตรใหม่ที่ดีกว่า ข่าวเรื่องธุรกิจขาดทุนต่อเนื่องจนไม่มีเงินหมุนเวียนมาใช้ในการผลิตสินค้าไม่เป็นความจริง 

สวนทางกับความเป็นจริงที่บริษัทขาดทุนต่อเนื่อง จนล่าสุดในวันที่ 9 ตุลาคม ได้ยื่นคำร้องต่อศาลในเมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อให้มีการพิทักษ์ทรัพย์ เนื่องจากบริษัทมีปัญหาด้านสภาพคล่องและมีหนี้สินจำนวนมาก

แล้วตอนนี้ก็ยังไม่สามารถจ่ายหนี้ก้อนโตมูลค่ารวมกันสูงถึง 1,260 ล้านบาท จากบริษัทคู่สัญญา 14 แห่งที่ยื่นฟ้องร้องต่อศาล

การต้องอยู่ในสภาวะโคม่าจนต้องปรับโครงสร้างหนี้ของ Skinfoodมีสาเหตุมาจากอะไร เพราะนี่คือ “แบรนด์” ที่ในอดีตแจ้งเกิดด้วยคอนเซ็ปต์การตลาดที่แตกต่างคือ “อาหารความงามสำหรับชาวเมือง” ด้วยการเอาวัตถุดิบจากธรรมชาติมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอาง จนสามารถขยายตลาดไปถึง 19 ประเทศทั่วโลก

แถมยังเคยว่าจ้างดาราระดับซุปตาร์เกาหลีหลายคนไม่ว่าจะเป็น อีจงซอก และ อีมินจอง เป็นต้น

นั่นเพราะ Skinfoodเจอมรสุมทางการตลาดตีทั้งด้านซ้าย-ด้านขวา

ทางซ้าย: คือมรสุมที่ตัวเองไม่สามารถแก้ไขได้ โดยในปี 2015 เกิดโรคระบาด “ไวรัส เมอร์ส” ในประเทศเกาหลีใต้ ต่อมาในปี 2016 เกาหลีใต้มีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน ในประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลง

แล้วคนจีนนี่แหละ! ที่ถือเป็นอีกหนึ่งลูกค้าหลักของแบรนด์ Skinfood

ทางขวา: ในช่วงเริ่มต้นของแบรนด์ในปี 2004 คู่แข่งในตลาดยังไม่มากนัก แต่เมื่อตลาดเครื่องสำอางเติบโต โลกการค้าเข้าสู่ยุค E-commerce ตลาดเปิดกว้าง จนมีแบรนด์เครื่องสำอางใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย

และเมื่อ…สาวๆ มีตัวเลือกมากขึ้นก็ย่อมส่งผลกระทบต่อแบรนด์ที่ปรับตัวไม่ทัน โดยหนึ่งในนั้นก็คือ Skin food

ที่น่าสนใจคือบรรดาแบรนด์ใหม่ๆ ทั้งเกาหลีด้วยกันเองและแบรนด์ต่างประเทศในกลุ่มเครื่องสำอางระดับ Mass ที่มีราคาเข้าถึงง่าย เกือบทุกรายต่างไปสู่โหมด “เกมราคา” เพื่อแย่งชิงลูกค้ากันอย่างอุตลุด

ส่วน Skin food มองว่าแบรนด์ตัวเองเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด Mass กลับเลือกจะขึ้นป้ายว่า No Sale ไม่ลดราคา ไม่มีโปรโมชั่น

โดยคิดว่าแม้ยอดขายอาจจะน้อยลงนิดหน่อย แต่จะได้กำไรมากขึ้น ก็คุ้มค่าที่จะเดินอยู่ในเส้นทางการตลาด

แต่แล้วคำตอบที่ได้ เป็นสิ่งที่  Skinfoodคิดผิด เพราะยอดขายกลับลดลงมหาศาล จนทำให้ตัวเองมีหนี้สินมหาศาล 

สิ่งที่น่าติดตามคือ Skinfoodเลือกจะขอ “แก้ตัว” อีกสักครั้ง เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้สินตัวเองต่อศาล ยืดเวลาต่อลมหายใจในการทำธุรกิจ พร้อมกับมั่นใจว่าจะเคลียร์หนี้สินมหาศาลของตัวเองได้หมด

Skinfood

เพียงแค่ขอโอกาสและเวลาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

เพราะเชื่อว่าด้วยพลัง Branding ตัวเองยังคงแข็งแกร่งเพียงแต่ต้องปรับตัวให้ทันตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยนักวิเคราะห์การตลาดในประเทศเกาหลีใต้หลายคนมองว่าสิ่งแรกที่ Skinfoodต้องทำคือการปิดสาขาที่ไม่สร้างยอดขาย เพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกิจ

จากนั้นมาเน้นช่องทางการขายออนไลน์ให้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรเดิมอย่าง Amazon Korea และเว็บไซต์ E-commerce เจ้าอื่นๆ โดยหวังว่ารายได้จากออนไลน์จะช่วยทดแทนรายได้สาขาที่ปิดตัวบางสาขา

ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาสินค้าตัวเองให้แข่งขันในตลาดได้มากขึ้นกว่าในอดีต

ก็ต้องตามดูแบรนด์เครื่องสำอางที่ในอดีตเคยอยู่ตำแหน่งระดับทอปๆ ของเกาหลีใต้จะกลับมามีชีวิตสดใสอีกครั้งได้หรือไม่ ? 

แต่…สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมใจ Skinfoodนั้นคือเมื่อมองเห็นโอกาสอยู่รอดของตัวเองกลับไม่ยอมแพ้ แต่เลือกจะสู้ต่อไป

ไม่ต่างจากชีวิตคนเราตราบที่มีลมหายใจก็ต้องสู้กันจนวินาทีสุดท้าย

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer