ปี 2560 เป็นปีที่พิเศษสุด ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่มีมากขึ้น แต่ก็เป็นปีที่เกือบจะสมบูรณ์แบบสำหรับนักลงทุน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังจากเกิดวิกฤตทางการเงินส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวพร้อมๆ กันทั่วโลก

และตลาดเงินเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดตราสารทุน ส่งผลให้สินทรัพย์ทางการเงินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ร้อยละ 7.7 สินทรัพย์ทางการเงินรวมของโลกเพิ่มสูงขึ้นแตะ 168 ล้านล้านยูโร หรือประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท

ไมเคิล ไฮส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มอลิอันซ์ เยอรมนี กล่าวว่า

ปีที่แล้วเป็นปีที่ดีมากสำหรับผู้ฝากเงิน ถือเป็นยุคหลังวิกฤตที่จบลงด้วยดี อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป นโยบายการเงินที่ครอบจักรวาลสุดขั้วช่วยให้เกิดกระแสขาขึ้นอย่างต่อเนื่องและมั่นคงในตลาดเงิน แต่ตอนนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณต่างๆ ที่น่าเป็นกังวล อาทิ การขึ้นอัตราดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางการค้าและการเมืองที่เน้นนโยบายประชานิยมมากขึ้นเป็นสาเหตุให้เกิดความตึงเครียดและความวุ่นวาย ซึ่งทำให้เดือนแรกของปีนี้มีสัญญาณที่ไม่ดีนัก

สำหรับประเทศไทย การเติบโตของสินทรัพย์ทางการเงินชะลอตัว

ในปี 2560 สินทรัพย์ทางการเงินภาคครัวเรือนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 9.8 ในปีก่อน “ตัวการ” สำคัญ คือ หลักทรัพย์ที่มีอัตราการเติบโต “เพียง” ร้อยละ 9.8 หลังจากปีกันชนในปี 2559 ที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20 สินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ขยายตัวพอๆ กับปีที่ผ่านมา

กล่าวคือ เงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 และสินทรัพย์ประกันภัยและเงินบำเหน็จบำนาญเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 เงินฝากธนาคารยังคงอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่โดดเด่นในหน่วยลงทุนกลุ่มภาคครัวเรือนไทยซึ่งคิดเป็นร้อยละ 45 ของสินทรัพย์ทางการเงินรวม ตามด้วยหลักทรัพย์ หุ้นและพันธบัตรโดยมีสัดส่วนร้อยละ 39.3

การก่อหนี้ของภาคครัวเรือนของไทยยังคงเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข แม้จะผ่อนคลายเล็กน้อยในปี 2560 แต่หนี้สินภาคเอกชนก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬารถึงร้อยละ 79.1 ของ GDP ซึ่งลดลงจากจุดสูงสุดที่ร้อยละ 81.2 ในปี 2558 อย่างไรก็ตาม พัฒนาการเช่นนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการหยุดยั้งที่จะไม่ก่อหนี้ ในทางกลับกัน หนี้สินพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อปีที่แล้วแตะที่ร้อยละ 4.6 หลังจากเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.8 ในปี 2559 เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า (ตัวเลข) การเติบโตทางเศรษฐกิจแซงหน้าการเติบโตของสินเชื่อ แม้ว่าอัตราการขยายตัวจะต่ำกว่าอัตราตัวเลขสองหลักที่มีให้เห็นในระหว่างปี 2553-2556 โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้น้อยยังคงอ่อนแอ นอกจากนี้ การเพิ่มดอกเบี้ยและอัตราการว่างงานอาจเป็นสาเหตุให้จำนวนครัวเรือนที่ประสบปัญหาในการชำระคืนเงินกู้ยืมพุ่งสูงขึ้น

สินทรัพย์ทางการเงินสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 แตะ 4,330 ยูโรต่อหัว หรือประมาณ 140,530 บาท ดังนั้น ประเทศไทยจึงอยู่ในลำดับที่ 44 ของกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของโลกเช่นเดียวกันกับปีก่อน สวิตเซอร์แลนด์กลับขึ้นมาผงาดครองอันดับสูงสุด หลังสูญเสียอันดับที่หนึ่งให้กับสหรัฐอเมริกาไปเมื่อปีก่อน

โดยทั่วไปแล้วประเทศในแถบยุโรปทำอันดับได้ดีขึ้นในปี 2560 ดีกว่าหลายปีก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเงินยูโรที่แข็งแกร่งขึ้นมากที่สุดและเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุด

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมตามติด—ดูสหรัฐอเมริกาไล่บี้แซงจีน

หลายปีหลังจากวิกฤตการเติบโตของสินทรัพย์ที่ค่อนข้างอ่อนแอในภาคอุตสาหกรรมเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ซึ่งการเติบโตเช่นนี้ยังคงเปลี่ยนแปลงในปี 2560 อัตราเร่งในการเติบโตเกิดขึ้นจากการพัฒนาในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเป็นหลัก

กล่าวคือ ขณะที่การเติบโตของสินทรัพย์ในประเทศต่างๆ เหล่านี้เพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งจุดเป็นร้อยละ 6.5 กลุ่มประเทศเกิดใหม่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 12.9 ผลต่างของการเติบโตของสินทรัพย์ระหว่างกลุ่มประเทศทั้งสองกลุ่มนี้จึงอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2548 ที่ร้อยละ 6.5 ตัวเลขเฉลี่ยการเติบโตของสินทรัพย์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสูงกว่าสองเท่าที่ร้อยละ 13

พัฒนาการที่ขัดกันเช่นนี้เมื่อดูการเติบโตของสินทรัพย์ทางการเงินเกิดจากคู่มวยรุ่นเฮฟวี่เวตอย่างพญามังกรจีน การเติบโตที่ชะลอตัวลงจากร้อยละ 18.3 เหลือเพียงร้อยละ 14 กับพญาอินทรีสหรัฐอเมริกา ซึ่งการขยายตัวพุ่งพรวดขึ้นจากร้อยละ 5.8 เป็นร้อยละ 8.5 ในเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น มีการขยายตัวลดลงจากร้อยละ 14.7 ในปี 2559 มาอยู่ที่ร้อยละ 12.2 ในปี 2560

ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงแซงหน้าคู่แข่งอย่างจีนได้อีกครั้งในแง่ของอัตราการเติบโตอย่างแน่นอนแล้ว ในปี 2560 การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา คิดเป็นประมาณร้อยละ 44 ของการเติบโตของสินทรัพย์ทางการเงินภาคครัวเรือนรวมทั้งโลก

ในขณะที่ประเทศจีนมีสัดส่วนสินทรัพย์ภาคครัวเรือนเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น อัตราส่วนดังกล่าวเฉลี่ยร้อยละ 26 เทียบกับร้อยละ 35 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจีนขยายตัวเป็นอันดับหนึ่ง

ความไม่เสมอภาคมีมากขึ้นในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม

พัฒนาการของความไม่เท่าเทียมกันในบริบทของประเทศแสดงออกมาให้เห็นภาพที่แตกต่างกันออกไป ในหลายประเทศมีการกระจายความมั่งคั่งได้ดีขึ้นนับตั้งแต่เปลี่ยนสหัสวรรษ แต่การกระจายความมั่งคั่งในหลายๆ ประเทศก็แย่ลง เช่น ประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่

เริ่มตั้งแต่สหรัฐอเมริกาไปจนถึงประเทศในกลุ่มวิกฤตยูโร และไม่เว้นแม้แต่ประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่น การรับรู้ว่าประเทศอุตสาหกรรม “เก่าแก่” เป็นอาทิ ได้รับความทุกข์ระทมจากวิกฤตในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาจากช่องว่างของความไม่เท่าเทียมระหว่างคนรวยและคนจนที่ถ่างเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงในหลายๆ กรณี และเป็นจริงสำหรับประเทศไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายครัวเรือนได้ถูกลดชั้นจากความมั่งคั่งระดับกลางไปสู่ระดับความมั่งคั่งต่ำ สืบเนื่องมาจากการก่อหนี้สินที่พอกพูนขึ้น

การลงทุนในหลักทรัพย์กลับมาคึกคัก

พฤติกรรมการลงทุนในปี 2560 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่สนใจลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม ในช่วงหลายปีหลังจากวิกฤตปี 2560

เราได้เห็นเงินไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญในสินทรัพย์ประเภทนี้ ส่วนแบ่งในปีก่อนเกือบแตะ 1 ใน 5 ของเงินลงทุนใหม่ ซึ่งสูงกว่าในช่วงหลายปีก่อนหน้าเกิดภาวะวิกฤต ในบริบทของตลาดหุ้นที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นว่าเป็นหลักทรัพย์ที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสินทรัพย์ทุกประเภทในปี 2560

เพิ่มขึ้นรวมร้อยละ 12.2 และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 42 ของเงินออมทั้งหมดในสิ้นปี 2560 ตามติดๆ มาด้วยอันดับที่สองโดยเงินรับ Receivables จากบริษัทประกันภัยและเงินบำนาญ คิดเป็นร้อยละ 29 ของพอร์ตสินทรัพย์และขยายตัวร้อยละ 5.2 ในปีที่ผ่านมา

ในขณะที่นักลงทุนพบว่าตลาดทุน เงินฝากธนาคารได้รับความนิยมลดลงในหมู่ครัวเรือนทั่วโลก มีเพียงร้อยละ 42 ของเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่ไหลเข้าสู่ธนาคาร เทียบกับร้อยละ 63 เมื่อปีก่อน ตัวเลขเต็มๆ คือ ลดลงกว่า 390,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท เป็นผลทำให้การเติบโตของเงินฝากลดลงถึงสองจุดที่ร้อยละ 4.3 ส่วนแบ่งของพอร์ตสินทรัพย์เกือบร้อยละ 27

การเติบโตของหนี้สินพุ่งสูงขึ้นต่อไปอีก

หนี้สินครัวเรือนทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ในปี 2560 ดังนั้นอัตราการเติบโตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อยที่ระดับร้อยละ 5.5 ในภูมิภาคเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น การเติบโตของหนี้สินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ในระดับสูงโดยลดลงจากร้อยละ 16.5 เป็น ร้อยละ 15.8 ในปี 2560 เนื่องจากความต้องการสินเชื่อที่สูงในตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาค สัดส่วนหนี้สินคิดเป็นร้อยละต่อ GDP เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 64.3 ในเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่นมีหนี้ร้อยละ 49.2 ของ GDP ตัวเลขค่าเฉลี่ยเหล่านี้ปกปิดความแตกต่างกันอย่างมหาศาลในบางประเทศ ระดับหนี้และการเปลี่ยนแปลงได้ถึงขั้นวิกฤตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

การมีส่วนร่วมมากขึ้นจากโลกาภิวัตน์

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาของโลกาภิวัตน์ที่รวดเร็วได้ก่อให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ของความมั่งคั่งขึ้นบนโลกซึ่งมีมากถึงราว 1.1 พันล้านคนในปลายปี 2560 ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า 500 ล้านคนในช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษ น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของชนชั้นกลางกลุ่มนี้มาจากยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ หรือญี่ปุ่น

ปัจจุบันประเทศเหล่านี้มีสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของชนชั้นกลางที่มีความมั่งคั่งทั่วโลกเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ส่วนแบ่งของชนชั้นกลางในจีนได้เพิ่มขึ้นจากต่ำกว่าร้อยละ 30 มาเป็นสูงมากกว่าร้อยละ 50 ในช่วงเวลานี้ ตัวเลขที่มาพร้อมกับเรื่องราวความสำเร็จนี้เป็นที่น่าประทับใจ ชาวจีนประมาณ 500 ล้านคนได้ย้ายเข้าสู่กลุ่มชนชั้นกลางที่มีฐานะร่ำรวยระดับโลกตั้งแต่ปี 2543

และมีชาวจีนกว่า 100 ล้านคนสามารถนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งระดับโลก ดังนั้น วันนี้จึงกล่าวได้ว่าร้อยละ 62 ของชนชั้นกลางที่มีความมั่งคั่งระดับโลกและร้อยละ 42 ของชนชั้นที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นพลเมืองของประเทศในเอเชีย

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer