ไอคอนสยาม ความท้าทายอีกครั้งของชฎาทิพ ในการสร้างแลนด์มาร์กใหม่ เพื่ออวดสายตาชาวโลก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2548 ชฎาทิพ จูตระกูล ได้จับมือกับศุภลักษณ์ อัมพุช จากเดอะมอลล์ กรุ๊ป ทุ่มเม็ดเงินมูลค่าการลงทุนถึง 15,000 ล้านบาท เปิดตัวโครงการ “สยามพารากอน” ขึ้นในประเทศไทย แต่กระเทือนศูนย์การค้าอื่นๆ ไปทั่วเอเชีย

เป็น The Pride of Bangkok ที่รู้จักไปทั่วโลก สร้างความภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ และเป็นโครงการที่ชฎาทิพบอกว่าคงสุดยอดที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว

แต่เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาผู้หญิงคนนี้คิดการใหญ่อีกครั้ง โดยผนึกกำลังกับ 3 องค์กรยักษ์ คือ สยามพิวรรธ์, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) และเครือเจริญโภคภัณฑ์ สร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของโลก ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยมูลค่าโครงการ กว่า 5 หมื่นล้านบาท สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การจับมือทำธุรกิจของภาคเอกชนไทย

วันนี้ ชฎาทิพพร้อมพันธมิตรได้เปิดแถลงข่าวครั้งสุดท้ายเพื่อประกาศถึงความพร้อมของโครงการที่สมบูรณ์แบบตามที่เธอมุ่งมั่นและคาดหวังไว้  

ประตูของเมืองไอคอนสยามกำลังจะเปิด แต่ลึกๆ ลงไปเชื่อว่าเธอรู้ดีว่าเกมนี้เพิ่งเริ่มต้น

ทำทุกอย่างเพื่อดึงผู้คนเข้ามาเยือน

ต้องยอมรับว่าไอคอนสยาม คืออภิมหาโครงการแรกที่เข้ามาพลิกประวัติศาสตร์อาณาจักรธนบุรีที่จะมีอายุครบ 251 ปี ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ด้วยรูปแบบของที่อยู่อาศัยและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ แต่ปัญหาสำคัญคือการเดินทาง 

สยามพารากอนเป็นการพัฒนาที่ดินผืนใหญ่ 52 ไร่ใจกลางเมือง มีโครงการรถไฟฟ้าพาดผ่าน มีสถานีใหญ่ ซึ่งเป็นสถานีร่วมอยู่หน้าโครงการ มันหาไม่ได้อีกแล้วในเมืองไทย เป็นเรื่องที่นักลงทุนรู้ดี และมั่นใจว่ามันเป็นทำเลที่คุ้มค่าในการลงทุนอย่างมาก แต่พารากอนก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้คนเข้ามาตามเป้าหมาย 2.5 แสนคน 

 ในขณะที่ไอคอนสยามมีเพียงถนนสายเล็กๆ พาดผ่าน และมีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านหน้าโครงการ ทราฟฟิกที่เกิดขึ้นมันต่างกันมาก

ถึงแม้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าฝั่งธนบุรีเจริญขึ้นมากหลังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายไปยังบางหว้า โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียม ที่เรียงรายไปตามเส้นทางรถไฟฟ้า

ไอคอนสยามได้ตั้งเป้าคนเข้ามาโครงการถึง 150,000 คนต่อวัน ดังนั้นการมุ่งแก้ปัญหาในเรื่องการเดินทางเป็นสิ่งที่ชฎาทิพให้ความสำคัญอย่างมาก

เธอจำเป็นต้องดึงผู้คนให้หลั่งไหลเข้ามาให้เร็วที่สุด มากที่สุด และเข้ามาให้บ่อยครั้ง ที่สุด ไม่ใช่มาตามกระแสของการประชาสัมพันธ์ เยี่ยมชม แล้วกลับไป

“ทำโครงการในที่ที่ทราฟฟิกมีอยู่แล้ว กับการดึงทราฟฟิกเข้ามาหาคนมันยากนะคะ เพราะเราทั้งสร้างเมืองและสร้างสาธารณูปโภคไปพร้อมๆ กัน”  

การร่วมมือกับชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาและจับมือกับโครงการอื่นๆ ริมแม่น้ำ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย เป็นสิ่งที่ไอคอนสยามเพียรทำมาตลอด 5 ปี พร้อมๆ กับลงทุนดึงเอารถไฟฟ้าสายสีทองเข้ามาในโครงการ (เปิดประมาณกลางปี 2562)   รถไฟสายนี้จะเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีแดง และสีม่วง เข้าด้วยกันในอนาคต

และในพื้นที่โครงการยังสร้างท่าเทียบเรือ 4 ท่า เพื่อรองรับการสัญจรทางน้ำด้วยเรือยอชต์ส่วนตัว เรือสำราญของนักท่องเที่ยว และเรือข้ามฟาก 73 ท่าเรือโดยรอบ  ไอคอนสยามจึงจะเป็นจุดเชื่อมโยงการสัญจรทางรถ ราง เรือ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทย

ดังนั้นเธอจึงมั่นใจว่าทั้งรถ ราง และเรือ สามารถดึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคนไทย 70% และชาวต่างชาติอีก 30% เข้ามาได้แน่นอน

ความเป็นเลิศของไทยผสานร้านแฟล็กชิปสโตร์ชื่อดังของโลก

จุดแข็งที่แตกต่างสำคัญของโครงการนี้คือความสวยงามน่าภูมิใจที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ถูกหลอมรวมกับสิ่งที่ดีของโลก เพื่อความเป็น “ที่สุด” และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าอย่างเช่น

ที่สุดของทัศนียภาพเหนือคำบรรยาย การเนรมิตพื้นที่เปิดโล่งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่สวนริมน้ำ สวนลอยฟ้าริมน้ำ และระบำสายน้ำ แสง สี เสียง และไฟ ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาและยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่สุดของเมืองมหัศจรรย์ ‘สุขสยาม’ โดยความร่วมมือกับผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นต่างๆ และศิลปินตัวจริงเสียงจริงจากทั่วทุกภูมิภาค นำเสนอของดีทั้งสินค้ายอดนิยมและศิลปวัฒนธรรมที่เป็นความภาคภูมิใจของไทย 

ที่สุดของความหรูหราระดับโลก รวบรวมสุดยอดแบรนด์ลักชัวรีชื่อดังจากทั่วโลก มาเนรมิตร้านแฟล็กชิปสโตร์ ในรูปแบบ Global Iconic Store ครั้งแรกในประเทศไทยมากมาย เช่น แอปเปิ้ล, เจดี สปอร์ต รวมทั้งมหกรรมยานยนต์ลักชัวรี

ที่สุดของการนำเสนอความเป็นไทยผ่านผลงานมาสเตอร์พีซของศิลปินแห่งชาติและศิลปินระดับโลก การตกแต่งภายในของอาณาจักรศูนย์การค้าไอคอนสยามแห่งนี้จะทำงานร่วมกับศิลปินแห่งชาติและศิลปินระดับโลกจำนวนมาก ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ของความเป็นไทย ลงในประติมากรรมชิ้นเอก ซึ่งจะจัดแสดงอยู่ทั่วอาคาร

ที่นี่ยังมีห้างสรรพสินค้าระดับตำนาน สยาม ทาคาชิมายะ สาขาแรกในประเทศไทย  ซึ่งมีขนาด 35,000 ตร.ม. ใหญ่ที่สุดนอกประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

รวมทั้งมีร้านค้ากว่า 500 ร้านค้า หลากหลายแบรนด์ โดยชฎาทิพยืนยันว่ากว่า 20% เป็นร้านที่ไม่เคยเปิดให้บริการในประเทศไทยมาก่อน 

ความมั่นใจอย่างหนึ่งก็คือ ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่เข้ามาในศูนย์ต่างๆ ของเราเพิ่มขึ้นทุกปี และยังมีการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้นถึง 13%ต่อคนด้วย ในเดือนกันยายนที่ผ่านมาคิดว่าจะลดก็ไม่ลด และคาดว่าปีนี้ จากลูกค้าทั้งหมดจะเป็นนักท่องเที่ยวประมาณ 35-38%”

ทุ่มเปิดตัวด้วยงบ 1,000 ล้านบาท เพื่อสะกดสายตาชาวโลก

เป็นการประกาศใช้เงินในการประชาสัมพันธ์โครงการที่สูงมาก ชฎาทิพบอกว่า เงินส่วนใหญ่ 70% จะถูกทุ่มไปกับมหาปรากฏการณ์งานเปิดไอคอนสยามในวันที่ 9-11 พ.ย. นี้ 

โดยโจทย์ที่อีเวนต์ออแกไนเซอร์ชื่อดังของไทย คือ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ, ซีเอ็มโอ กรุ๊ป, บริษัท แม็กซ์ อิมเมจ, บริษัท ไร้ท์แมน, บริษัท ตือ, บริษัท เอ็มคิวดีซี ไบรท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ อินเทล บริษัทเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของโลก ได้รับเพื่อรวมพลังแสดงศักยภาพของคนไทยคือ “สิ่งที่ดีที่สุดของไทยบรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก” และเรื่อง “Co-Creation”  

นอกจากนั้นยังมีการรวมพลังของศิลปินต่างชาติชื่อก้องโลก ศิลปินระดับชาติจากหลากหลายสาขา นักแสดงมืออาชีพ และนักแสดงอาสาจากทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน  

จับตาดู “โดรนไลฟ์โชว์” จากสายน้ำสู่ท้องฟ้า จำนวน 1,500 ลำ ที่มากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม ภาพความยิ่งใหญ่ในวันเปิดตัวอาจไม่ใช่บทสรุปของความสำเร็จ ผู้ที่มากด้วยประสบการณ์อย่างชฎาทิพรู้ดีว่าจะต้องเจอโจทย์ใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้และต้องแก้ตามมาอีกอย่างต่อเนื่อง

แต่เธอก็มั่นใจว่าการทำตลาดแบบ Emotional Engagement เพื่อสร้างเรื่องราวและความประทับใจที่มีคุณค่าและมีจิตวิญญาณ เป็นเรื่องที่คนไทยและคนทั้งโลกต้องประทับใจและจะทำให้ ไอคอนสยาม เป็น The Next Global Destination ที่คนทั่วโลกต้องมาเยือน เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วอย่างแน่นอน

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer