จุดจบตำนาน TRANSFORMERS กับกำเนิด Bumblebee

หลายคนคงตั้งหน้ารอดูภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ส่งท้ายปลายปี 2018 ในเดือนธันวาคมอย่าง Bumblebee พร้อมกับเกิดข้อสงสัยว่าแล้วหนังอย่าง Transformers ที่ฉายตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปี 2017 รวม 10 ปีมีถึง 5 ภาค หายไปไหนจากโลกภาพยนตร์?

ทั้งๆ ที่นี่คือภาพยนตร์ที่สร้างรายได้และกำไรมหาศาลให้แก่ค่าย Paramount Pictures ในทุกๆ ภาค แต่ทำไมจู่ๆ ถึงเลือกประกาศยุติหนังภาคต่อเรื่องนี้ แล้วหันไปสร้างหนังภาคแยกตัวละครอย่าง Bumblebee

จากข้อมูลจะเห็นว่ารายได้ของภาค 5 ที่เพิ่งฉายไปในปี 2017 เป็นหนังภาคที่มีรายได้ต่ำสุด พร้อมกับเสียงวิจารณ์สารพัดในแง่ลบ โดยเฉพาะเนื้อเรื่องที่หลายเสียงบอกว่าหนังหุ่นยนต์ต่างดาวเรื่องนี้กำลังออกทะเล และคนดูไม่สามารถปะติดปะต่อหาเหตุผลของตัวละครหุ่นยนต์ในการต่อสู้กันแต่ละครั้ง

แม้ Paramount Pictures รู้ดีว่าหากเดินหน้าสร้างภาค 6 ก็ยังสามารถไปต่อได้ เพราะฐานแฟนคลับ TRANSFORMERS ทั่วโลกมีจำนวนมหาศาล

แต่เลือกยุติการสร้าง TRANSFORMERS เพราะมองว่าหากระยะยาวหนังเรื่องนี้ไม่พัฒนาเนื้อเรื่องฉีกหนีออกไปจากภาค 5 ที่เต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์ในแง่ลบ และไม่สามารถทำให้หนังเข้าถึงคนดูระดับ Mass เหมือนอย่างภาคก่อนๆ 

แฟนคลับ TRANSFORMERS ก็จะลดน้อยลง ตรงนี้เองที่ทำให้ Paramount Pictures เลือกตัดสัมพันธ์กับผู้กำกับทั้ง 5 ภาคอย่าง “ไมเคิล เบย์”

แต่…ทีมการตลาดและผู้บริหารก็ยังมองว่าพลัง Branding ของหนัง TRANSFORMERS ยังมหาศาล เพียงแต่เอามาปรุงแต่งใหม่ให้ถูกจริตผู้ชมทั่วโลกมากขึ้น

โดยเฉพาะ 2 ตัวละครเอกอย่าง Optimus Prime กับ Bumblebee ที่มีแฟนคลับมหาศาลทั่วโลก สะท้อนจากการที่บริษัทของเล่นและโมเดลหลายแห่งต่างขอซื้อลิขสิทธิ์ไปผลิตขายทั่วโลก

ทีนี้โจทย์ของทีมผู้สร้างก็คือ ต้องเลือกระหว่าง Optimus Prime กับ Bumblebee ว่าจะเลือกตัวไหนมาผลิตเป็นภาพยนตร์หนังเดี่ยวก่อน

ทำให้มีการทำแบบสำรวจความชื่นชอบตัวละครระหว่าง Optimus Prime กับ Bumblebee ว่าเจ้าหุ่นยนต์ 2 ตัวนี้ ใครป๊อปปูล่ามากกว่ากัน โดยรายงานจากเว็บไซต์ movieweb.com ระบุว่าเสียงโหวตส่วนใหญ่เลือก Bumblebee เป็นผู้ชนะ

 

เหตุผลเพราะลุคและคาแรคเตอร์ของ Bumblebee มีความน่ารักและเข้าถึงง่าย เป็นกันเองกับทุกคน ทำให้มีฐานแฟนคลับทั้งเด็ก, ผู้หญิง จนถึงผู้ใหญ่ ในขณะที่ Optimus Prime นั้นแฟนคลับจะเป็นกลุ่มเด็กผู้ชายและผู้ใหญ่ที่ชอบความเท่ เก่ง และความเป็นผู้นำ

ตรงนี้เองที่ทำให้ Paramount Pictures เลือกจะหยิบ Bumblebee มาทำเป็นหนังภาคแยกหลังจากยุติหนังภาคหลักอย่าง TRANSFORMERS พร้อมกับปลด “ไมเคิล เบย์” ทันที

ทำให้เนื้อเรื่องของ Bumblebee เข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและผู้หญิงมากขึ้น โดยเนื้อเรื่องจะมีการพูดถึงความสัมพันธ์อันน่ารักระหว่างเด็กสาวอายุ 18 ปีที่ชื่อ “ชาร์ลี” ที่ได้เจอ Bumblebee โดยบังเอิญ จากนั้นหนังก็ขยายเนื้อเรื่องไปสู่การต่อสู้สุดมันส์ระหว่าง Bumblebee กับฝ่ายหุ่นยนต์ตัวร้ายพวกดีเซปติคอนส์

ที่น่าสนใจก็คือ Bumblebee เวอร์ชั่นหนังเดี่ยวที่จะฉายในเดือนธันวาคม ที่มาจากฝีมือผู้กำกับคนใหม่อย่าง “ทราวิส ไนท์” เลือกจะดีไซน์ Bumblebee ให้มีคาแรคเตอร์ใกล้เคียงกับในการ์ตูนมากยิ่งขึ้น

โดย TRANSFORMERS ฉบับภาคการ์ตูนนั้น Bumblebee จะมีความน่ารักอ่อนโยน มากกว่า Bumblebee ในโลกภาพยนตร์ TRANSFORMERS ของ “ไมเคิล เบย์” เสียอีก

ส่วนจะมีหนังภาคแยกของ Optimus Prime หรือจะมี Bumblebee ภาคสองไหมนั้น

ก็ขึ้นอยู่กับรายได้ทั่วโลกของ Bumblebee ภาคแรก ว่าจะทำกำไรให้ Paramount Pictures มหาศาลแค่ไหน

ถ้า Bumblebee สอบผ่านฉลุย การรีบูทจักรวาลหนัง TRANSFORMERS ใหม่หมดด้วยสูตรหุ่นยนต์ฉายเดี่ยวจะกลายเป็น…

“สูตรหนัง” ที่ Paramount Pictures ใช้เป็นไม้ตายในการเรียกเงินจากผู้ชมทั่วโลก


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer