ไขข้อข้องใจ โรคไบโพลาร์ เป็นอย่างไร

1.โรคไบโพลาร์ คืออะไร ?

สำหรับ โรคไบโพลาร์ (Bipolar) เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคทางด้านเรื่องอารมณ์ กลุ่มเดียวกับโรคซึมเศร้า แต่ซึมเศร้านั้นคือ อาการที่มีอารมณ์เบื่อเศร้า ท้อแท้หมดความสนใจในหน้าที่การงานการเรียน แต่โรคไบโพลาร์จะมีลักษณะอารมณ์อีกขั้วหนึ่งร่วมด้วย คือ ช่วงแมเนีย (mania) ซึ่งผู้ป่วยจะมีกิจกรรมในชีวิตมากกว่าปกติ หายเศร้า พูดเยอะ สลับกับอารมณ์ซึมเศร้าอีกช่วงหนึ่ง ไบโพลาร์นี้มีหลายชื่อ เช่น โรคอารมณ์แปรปรวน, manic-depressive disorder, bipolar affective disorder, bipolar disorder ในปัจจุบันชื่อเป็นทางการคือ โรคไบโพลาร์ (bipolar disorder) ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือ ความผิดปกติของอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จะแปรปรวนมากจนกระทบกับหน้าที่การงาน การเรียน และกระทบกับความสัมพันธ์ต่อผู้อื่นอย่างชัดเจน

 

2.อาการของโรคนี้เป็นอย่างไร ?

คนที่มีอาการไบโพลาร์นั้นจะอารมณ์ดีในลักษณะที่ผิดปกติ เรียกว่า mania หมายถึง เมื่ออารมณ์ดีก็จะมากเกินกว่าปกติที่ควรจะเป็นและมักจะไม่มีเหตุผลหรือไม่สมเหตุสมผล ช่วงที่มีอารมณ์ดีจะช่างพูดช่างคุย คุยได้ไม่หยุด และไม่ชอบให้ใครมาขัดจะเกิดอารมณ์หงุดหงิด บางคนอารมณ์ดีจนกระทั่งตัดสินใจในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  แต่ถ้าอารมณ์ร้ายขึ้นมาเมื่อไร ก็ถึงขั้นใช้อารมณ์ก้าวร้าวได้ เรียกว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ซึ่งอาจทำให้มีปัญหากระทบกระเทือนต่อหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิตประจำวันได้เลย ผู้ป่วยบางคนจะมีปัญหาไม่ยอมหลับยอมนอน ตอนกลางคืน อยากเที่ยวกลางคืน ใช้จ่ายเงินมาก

อย่างไรก็ตาม อาการของโรคไบโพลาร์ไม่จำเป็นต้องสลับกับช่วงซึมเศร้า บางคนเป็นโรคนี้อยู่ช่วงหนึ่ง อาจจะประมาณ 4-6 เดือนก็สามารถกลับคืนเป็นปกติได้เองโดยไม่ต้องรักษา ทำให้คนรอบข้างไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาถ้าไม่สังเกตอย่างใกล้ชิด เมื่อเป็นปกติแล้วเขาจะดำเนินชีวิตได้ปกติ พอถึงช่วงหนึ่งจะรื่นเริงอีก

หรืออาจจะสลับไปขั้วตรงข้าม เป็นแบบซึมเศร้า อาการก็จะเริ่มตั้งแต่แยกตัว เบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไร กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เบื่อ ๆ เข้าก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ที่สำคัญที่สุดคือการฆ่าตัวตาย โรคนี้ช่วงซึมเศร้าจะเหมือนกับโรคซึมเศร้า อัตราการฆ่าตัวตายคือ 15-20% เพราะฉะนั้น เท่ากับว่าผู้ป่วยหนึ่งในห้ามีโอกาสที่จะเกิดปัญหาเบื่อเศร้าและฆ่าตัวตาย แต่ช่วงที่รื่นเริงมาก ๆ ก็จะมีประเด็นการฆ่าตัวตายได้ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ตอนซึมเศร้า

 

3.สาเหตุของการเกิดโรคนี้?

ถ้าถามว่า คนกลุ่มไหนเป็นโรคไบโพลาร์มากกว่ากัน จากสถิติจะพบว่า ผู้ป่วยโรคนี้มักเริ่มเป็นก่อนวัยกลางคน บางรายเริ่มเป็นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี ช่วงวัยรุ่น แต่อาการไม่ปรากฏชัด ทำให้คนไม่สังเกต แต่ก็มีบางรายที่มาเริ่มเป็นหลังอายุ 40 ปีได้  ส่วนสาเหตุนั้น เชื่อว่าเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมองโดยมีสารสื่อนำประสาทที่ไม่สมดุล คือมีสารซีโรโทนิน (serotonin) น้อยเกินไป และสารนอร์เอพิเนฟริน (epinephrine) มากเกินไป นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมค่อนข้างมาก หากซักประวัติก็จะพบว่า ผู้ป่วยจะมีญาติบางคนป่วยเป็นโรคนี้ด้วย ทำให้อาจบอกได้ว่า ลูกหลานของผู้ป่วยโรคไบโพลาร์มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป

 

4.ปัจจุบันคนเป็นโรคไบโพลาร์มากน้อยขนาดไหน? แล้วหมอคิดว่าเป็นเพราะอะไร?

โรคไบโพลาร์ จะพบได้ ประมาณ 1 คนใน 100 คน ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็ได้ระบุว่า โรคไบโพลาร์ เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความสูญเสียเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือความพิการ อันดับที่ 6 ของโลก ซึ่งโรคนี้สามารถพบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชายในอัตราที่เท่ากัน มักเริ่มมีอาการในช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และมักพบร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตหรือภาวะในทางจิตเวชอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติด ภาวะเครียดหรือโรควิตกกังวล อีกทั้งยังพบว่า โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างชัดเจน

 

5.เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าเรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไบโพลาร์ ?

สังเกตว่าตัวเองเป็นโรคไบโพลาร์หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว ให้สังเกตว่าเรามีอารมณ์หรือพฤติกรรมนั้นเปลี่ยนแปลง ผิดปกติไปจากเดิมโดยหาสาเหตุไม่ค่อยได้ โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ช่วงอารมณ์ด้วยกัน คือ

  1. ช่วงอารมณ์ซึมเศร้า (Depression) หดหู่ โดยในช่วงนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายจนไม่อยากทำอะไรเลย หรือบางครั้งก็อาจจะร้องไห้ออกมาโดยไม่มีสาเหตุ ในบางครั้งก็จะรู้สึกหงุดหงิด โมโหได้ง่ายโดยไม่มีสาเหตุ นอนไม่หลับและที่สำคัญผู้ป่วยที่มีอาการเช่นนี้มักจะมีความคิดที่พยายามจะทำร้ายตัวเองอยู่บ่อยครั้ง หรือบางครั้งก็อาจจะคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตจากการคิดฆ่าตัวตายของโรคนี้มากถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
  2. ช่วงที่อารมณ์ดี คึกคักเกินกว่าปกติ (Mania) ในบางครั้งที่ผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกอารมณ์ดี พูดเยอะ คิดเร็ว ไม่ค่อยอยากนอน อยากทำกิจกรรมมากมาย มั่นใจในตัวเองเกินความเป็นจริง ผู้ป่วยจะมีลักษณะขาดสมาธิ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่จดจ่อกับอะไรจริงจัง อารมณ์ไม่คงเส้นคงวา จนเสียหน้าที่การงาน สูญเสียความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น มีอาการติดต่อกันเป็นอาทิตย์ ถ้ามีลักษณะเช่นนี้ ก็ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนมาขัดก็จำให้รู้สึกไม่พอใจและโมโหได้ง่ายๆ จนบางครั้งอาจแสดงอาการก้าวร้าวออกมาได้ และอารมณ์เช่นนี้ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยคิดฆ่าตัวตายได้เช่นกัน

 

6.คนที่เป็นโรคไบโพลาร์จะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างหรือไม่?

ถ้าในกรณีที่ได้รับการรักษาจากคุณหมอต่อเนื่องตามที่คุณหมอบอกก็จะไม่มีผลกระทบกับคนรอบข้างและใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป แต่ถ้าไม่ได้รับการดูแลจากคุณหมอก็อาจจะส่งผลกระทบจากคนรอบข้าง เมื่อถูกขัดใจจะหงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างรุนแรง อาละวาดก้าวร้าว และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจพบมีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าและอาจมีความคิดอยากตาย หรือพยายามทำร้ายตนเอง ซึ่งอารมณ์ทั้งหมดที่คุณหมอได้พูดไปต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อรักษาระยะยาว ในการดำรงชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไปกำลังใจและความเข้าใจจากคนรอบข้างสำคัญที่สุดของผู้ป่วยที่เป็นโรคไบโพลาร์

 

7.โรคไบโพลาร์มีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง?

รับประทานยาตามที่หมอสั่ง ยารักษาปัจจุบันมีหลายกลุ่ม และมีผลข้างเคียงแตกต่างกันออกไป มาหาหมอเป็นประจำ สิ่งสำคัญที่สุด คนรอบข้างต้องเข้าใจในผู้ป่วยที่เป็นภาวะเช่นนี้ด้วย ตัวผู้ป่วยเองก็ต้องดำเนินชีวิตในทางสายกลาง ควบคุมเวลานอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยก็วันละ 6-8 ชั่วโมง พยายามหาวิธีแก้ปัญหาและลดความเครียด และอย่าใช้ยากระตุ้นหรือสารมึนเมา เช่น เหล้า หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง ถ้ามีผู้ป่วยในครอบครัว คนรอบตัวต้องเข้าใจและช่วยกันป้องกันผู้ป่วยในช่วงก่อนโรคกำเริบรุนแรง เพราะว่ามีโอกาสกลับไปเป็นซ้ำ

 

8.คนที่เป็นโรคไบโพลาร์หลังจากได้รับการรักษาแล้วจะกลับมาเป็นเหมือนคนปกติหรือไม่ ?

ถ้าคนที่เป็นโรคไบโพลาร์รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอก็จะสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่ เมื่ออาการดีขึ้นมักจะหยุดยาเอง ส่งผลกระทบให้อาการกลับมาเป็นใหม่ และเมื่อคนไข้ดีแล้ว ญาติพี่น้อง ก็มักจะคาดหวังกับคนไข้สูง ญาติก็ต้องเข้าใจว่าโรคไบโพลาร์ เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม แต่ชีวิตคนเราก็ไม่ได้ง่ายพอที่จะเลือกได้ทุกเรื่อง และไม่แน่ว่าในอนาคต อาจจะเป็นตัวเราเองหรือคนที่เรารักก็ได้ ที่จะต้องประสบกับโรคเหล่านี้ขอเพียงความเข้าใจ

 

พญ.สุนิดา โสภณนรินทร์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ประจำศูนย์การแพทย์ คลีนิค พัฒนาการเด็ก