มองอนาคตแบรนด์ไทย ยุค 4.0

By: ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
จะรู้ได้อย่างไรว่าแบรนด์ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งหลายองค์กรอาจมีวิธีการวัดมูลค่าแบรนด์แตกต่างกัน บางองค์กรวัดจากการรับรู้ที่ประชาชนรู้จักแบรนด์มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ได้แปลว่าผู้บริโภคจะรู้สึกดีและเลือกใช้แบรนด์ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งแท้จริงแล้วการวัดมูลค่าแบรนด์ที่มาพร้อมความน่าเชื่อถือนั้น ควรเป็นหลักการวัดมูลค่าด้วยประสิทธิภาพด้วยเหตุและผล มีข้อมูลเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแบรนด์ประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับและความมั่นใจที่ผู้บริโภคมีให้กับแบรนด์

 

ล่าสุดผมได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำการวิจัยมูลค่าแบรนด์องค์กร เชิญร่วมงานประกาศผลรางวัลงานวิจัยและมอบรางวัล Thailand’s Top Corporate Brand Values 2017 ซึ่งถือเป็นงานที่ทุกองค์กรต่างจับตามอง และในปีนี้ทางผู้จัดทำวิจัยได้เพิ่มรางวัล Thailand’s Top Corporate Brand Values Hall of Fame 2017 ให้กับองค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดอย่างต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน 

รางวัล Thailand Corporate Brand Value เป็นผลงานจากการวิจัยต่อยอดจากผลงานวิจัยเรื่อง “การประเมินมูลค่าและจัดอันดับแบรนด์องค์กรในประเทศไทย” โดย ศ.ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ และ อ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด ซึ่งได้รับการตัดสินจากคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น สาขาเศรษฐกิจ ประจำปี พ.ศ.2557 โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นงานวิจัยที่มีองค์ความรู้ มีนวัตกรรม และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจในสังคมไทย โดยใช้เครื่องมือวัดมูลค่าแบรนด์องค์กรด้วย CBS Valuation (Corporate Brand Success Valuation) การนำตัวเลขจากงบการเงินในรายงานประจำปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนมาคำนวณโดยสูตรการประเมินมูลค่าแบรนด์องค์กรเป็นคณิตศาสตร์ที่บูรณาการจากแนวคิดด้านการตลาด การเงิน และการบัญชี ทำให้สามารถวัดมูลค่าแบรนด์องค์กรมาเป็นตัวเลขทางการเงิน

การประกาศรางวัล Thailand Corporate Brand Value 2017 จัดขึ้นปัจจุบันเป็นปีที่ 6 เพื่อประกาศผลงานและมอบรางวัลให้แก่องค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในประเทศไทยใน 13 หมวดธุรกิจ และรางวัล Thailand’s Top Corporate Brand Values Hall of Fame 2017 องค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดอย่างต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน จำนวน 5 องค์กร ได้แก่ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ในหมวดธุรกิจแฟชั่น, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในหมวดธุรกิจธนาคาร, บริษัท พีทีที โกลบอล แคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในหมวดธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์, บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในหมวดธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 
พร้อมกันนี้สำหรับรางวัล Thailand Corporate Brand Value 2017 แบรนด์องค์กร 13 หมวดธุรกิจที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในประเทศไทย ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยมูลค่าแบรนด์องค์กร  93,089 ล้านบาท, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในหมวดธุรกิจธนาคาร มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 170,007 ล้านบาท, บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในหมวดธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 55,188 ล้านบาท, บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ในหมวดธุรกิจวัสดุก้อสร้าง มีมูลค่าแบรนด์องค์กร  49,280 ล้านบาท, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในหมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 139,199 ล้านบาท, บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 114,456 ล้านบาท ในหมวดธุรกิจพาณิชย์, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 255,714 ล้านบาท ในหมวดธุรกิจการแพทย์, บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 32,915 ล้านบาท ในหมวดธุรกิจสื่อและสิ่งพิมพ์, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 33,269 ล้านบาท ในหมวดธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการ, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 309,111 ล้านบาท ในหมวดธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าแบรนด์องค์กร  50,381 ล้านบาท ในหมวดธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

 

รวมกว่า 18 แบรนด์ธุรกิจที่ขึ้นคว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์ที่มีมูลค่าแบรนด์ที่สูงสุดในประเทศ ถือเป็นรางวัลเกียรติยศทรงคุณค่า สู่การต่อยอดภาพลักษณ์แบรนด์ ซึ่งรางวัลดังกล่าวเปรียบเสมือนแรงเสริมในการขับเคลื่อนแบรนด์ บวกกับการวางแผนเส้นทางลัดสู่ความสำเร็จจากเหล่านักการตลาดในการสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาด รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์กับกลยุทธ์สร้างสรรค์ใหม่ๆ และการปรับเนื้อหาคอนเทนต์กินใจผู้บริโภค ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกที่วางใจผลิตภัณฑ์ และก่อเกิดการซื้อสินค้าใช้ซ้ำและมีความจงรักภักดีต่อตราสินค้า ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์คู่แข่งในตลาดจะเพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่หลายองค์กรในประเทศไทยมีมูลค่าแบรนด์ที่สูง ประสบความสำเร็จจากการได้รับความไว้วางใจของผู้บริโภคในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ด้วยกลยุทธ์การตลาดของแต่ละองค์กรที่มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าสู่เป้าหมายที่องค์กรได้ตั้งไว้ในแต่ละปี ซึ่งเมื่อผลประกอบการของแต่ละองค์กรเติบโตขึ้น แน่นอนว่าถือเป็นสัญญาณที่ดีกับการช่วยยกระดับ GDP ประเทศไทยให้เติบโตและมั่นคง พร้อมส่งเสริมแบรนด์ประเทศไทยให้โด่งดังในระดับโลก ส่งผลให้เกิดความน่าเชื่อถือจากนักลงทุนต่างประเทศ ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสพบกับ คุณวิพล วรเสาหฤท กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA ได้เล่าว่า รางวัลเกียรติยศนี้ถือเป็นความภูมิภาคใจ และเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานให้กับชาว BLA มาอย่างต่อเนื่อง  3 ปีซ้อน ด้วยบริการจากใจตลอดระยะเวลากว่า 66 ปี ของ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ที่อยู่เคียงข้างคนไทยมา และผ่านการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้ง รูปแบบการใช้ชีวิตประชาชนที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย รวมถึงการขับเคลื่อนธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยมาก็ไม่น้อย บวกกับวิถีการดำเนินงานอย่างโปรงใสถูกต้อง ไม่ขัดต่อศีลธรรมและหลักกฎหมาย อีกทั้งการใส่ใจลูกค้าด้วยการสำรวจความพึงพอใจต่อสินค้า และบริการของกรุงเทพประกันชีวิตจนถึงปัจจุบัน 

มาถึงวันนี้วงจรธุรกิจผันผวนเข้าสู่ยุคดิจิทัล BLA เองก็ไม่หยุดนิ่งกับสิ่งเดิมๆ ในการประกาศชัดเจนว่า BLA พร้อมแล้ว มุ่งการพัฒนาองค์กรอย่างรอบด้านยุค 4.0 โลกดิจิทัล ด้วยกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ ด้านลูกค้า มุ่งตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ โดยพัฒนาการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์บนโลกดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า

 

อีกทั้งยังมั่นใจได้ด้วยการรับรองมาตรฐานระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ISO 27001:2013 ทำให้ BLA เป็นบริษัทประกันชีวิตที่ได้รับการอนุมัติจาก คปภ. ในการขายประกันผ่านช่องทางออนไลน์อย่างครบวงจรเป็นรายแรกของประเทศไทย ผ่านระบบ “Smart Insured” ต่อเนื่องด้วย ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ปรับรูปแบบ และขยายช่องทางการจัดจำหน่าย นำเสนอสินค้าที่เหมาะสม และยืดหยุ่นให้กับลูกค้ามากขึ้น พร้อมพัฒนาระบบบริการออนไลน์ “Smart Customer” สำหรับลูกค้า และ “Smart Agent” สำหรับตัวแทนและที่ปรึกษาการเงิน ช่วยให้การวางแผนการเงินรอบด้านเป็นเรื่องง่าย สามารถให้บริการหลังการขายได้อย่างรวดเร็ว และกลยุทธ์สุดท้าย การพัฒนาด้านนวัตกรรม โดยบริษัทเปิดรับเทคโนโลยีและคู่ค้า ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการผลักดันและส่งเสริมธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมสินค้าทางการเงิน และแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ด้านการวางแผนการเงินของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว 

สุดท้ายนี้ผมขอแสดงความยินดีกับทั้ง 18 องค์กรที่รับรางวัลแบรนด์มูลค่าสูงสุดในประเทศ โดยแต่ละแบรนด์ต่างมุ่งพัฒนาสินค้า และบริการให้ทันยุคสมัยที่สุด เชื่อเถอะครับว่าถ้าคนไทยทุกคนมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งกันแบบนี้ อีกไม่นานเราคงเห็นประเทศไทยก้าวสู่ยุค 4.0 ได้แน่นอน