เชสเตอร์ เมื่อ “ไก่ย่าง” ขอชิงลูกค้าคืนจาก “ไก่ทอด”

จากสาขาแรกที่มาบุญครองในปี 2531 มาวันนี้ เชสเตอร์ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดภายใต้สังกัด CP มีมากถึงเกือบ 200 สาขา

และที่ผ่านมาก็สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2013 กำไร 35 ล้านบาท และในปี 2014 กำไร 29 ล้านบาท (ที่มา: กรมการค้าภายใน)

แต่แล้วในช่วง 3 ปีต่อมา “เชสเตอร์” กลับต้องพบเจอคำว่า “ขาดทุน” ในการทำธุรกิจร้าน “ไก่ย่าง จานด่วน”

ถึงแม้ตลาด QSR จะมีมูลค่ามหาศาลประมาณ 36,000 ล้านบาท โดยมีกลุ่มร้าน “ไก่ทอด” เป็นอาหารจานฮิต มีมูลค่าสูงสุด 14,000 ล้านบาท แถมในช่วงที่ผ่านมาก็เกิดคู่แข่งเพิ่มขึ้นมากมาย ไม่ใช่ KFC ที่จะผูกขาดตลาดนี้เหมือนในยุคก่อน

McDonald’s จากที่เน้นขาย “แฮมเบอร์เกอร์” ก็ประกาศว่าวันนี้ขอจริงจังกับการขาย “ไก่ทอด” เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเมนู รวมไปถึง New Player รายใหม่ๆ อย่าง ไก่ทอด บอนชอน, ไก่ทอด เท็กซัส เป็นต้น

ปรากฏการณ์ที่ตลาด “ไก่ทอด” มีร้านใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าในอดีต ย่อมทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้นและอาจหลงลืม “ไก่ย่าง เชสเตอร์” จนส่งผลให้เกิดความถี่ในการเข้าร้านแต่ละสาขาน้อยลง

และเพื่อไม่ให้ถูกแย่งชิงยอดขายไปกว่านี้ ทำให้ “เชสเตอร์” ต้องขยับตัวในช่วงปลายปี 2017-2018

ในปลายปี 2017 “เชสเตอร์วางกลยุทธ์ต้องการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าอายุ 18-30 ปี มากขึ้นกว่าเดิม เพราะฐานลูกค้าหลักของทุกร้านอาหาร QSR ในตลาดก็คือคนกลุ่มนี้

เพียงแต่ที่ผ่านมาลูกค้าหลักของเชสเตอร์กลับไม่ใช่กลุ่มวัยรุ่นเหมือน QSR อื่นๆ    

“เราต้องการลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ตั้งแต่มัธยมปลายขึ้นไปจนถึงกลุ่มเริ่มต้นวัยทำงาน  จากเดิมที่ฐานลูกค้าหลักของร้านจะเป็นกลุ่มคนทำงานและคนมีครอบครัว” รุ่งทิพย์ พรหมชาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด บอกเหตุผลที่ต้องเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น

โดยการขยายลูกค้าไปยังกลุ่มนี้ได้เลือกใช้ Digital Media ครบเครื่อง ควบคู่ไปกับการใช้ Influencer ที่กลุ่มวัยรุ่นชื่นชอบเพื่อสร้าง Brand ของ “เชสเตอร์” ให้เข้าไปอยู่ในใจของคนกลุ่มนี้

ขณะเดียวกันก็เพิ่มเมนูอาหารจานด่วนที่มีดีไซน์การตกแต่งและรสชาติตอบสนองกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นมากขึ้นกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง  อาทิ ข้าวสเต๊กปลาลุยสวน, ข้าวยำไก่กรอบสไปซี่, ส้มตำเชค เป็นต้น

อย่างไรก็ดี เชสเตอร์ก็ไม่ได้สลัดทิ้งเอกลักษณ์รสชาติอาหารของตัวเอง โดยเมนูส่วนใหญ่ก็ยังเน้นที่รสชาติจัดจ้าน โดยเฉพาะรสชาติไก่ย่างก็ยังคงไว้ที่รสชาติเข้มข้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คุ้นลิ้นผู้บริโภคมายาวนาน 

เพราะนี่ถือเป็น DNA ที่ “แตกต่าง” จากคู่แข่ง แถมยังติดมาตั้งแต่เกิดเมื่อ 31 ปีที่แล้วที่เป็นร้านขายไก่ย่าง Local Brand ที่มีรสชาติจัดจ้าน

ในขณะที่จำนวนสาขา ณ ปัจจุบัน เชสเตอร์มี 200 สาขา โดยมีทั้งที่บริษัทลงทุนเองและขายแฟรนไชส์ โดยตั้งเป้าหมายว่าภายใน 2 ปีข้างหน้าจะมี 300 สาขา แต่อย่าลืมว่าบรรดาร้าน “ไก่ทอด” เองก็มีเป้าหมายเพิ่มสาขากันแบบ High-Speed

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ เชสเตอร์ไม่ได้แข่งกับกลุ่มร้านอาหารไก่ทอดอย่างเดียว แต่กำลังแข่งกับเชนร้านอาหารทุกประเภทที่อยู่ในศูนย์การค้าและ Hypermarket

เพราะวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เชนร้านอาหารใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมายและศูนย์การค้าเองก็ให้พื้นที่ในการขายมากขึ้นกว่าในอดีต จนบางแห่งให้ร้านอาหารเป็น Magnet ห้างตัวเอง

และถ้าหากเชสเตอร์ต้องการกลับมามีกำไรในธุรกิจเหมือนในอดีตในวันที่การแข่งขันในตลาดดุเดือดก็ต้องทำให้ตัวเองโดดเด่นกว่าที่เป็นอยู่

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในปี 2018 นอกจากจะมีโปรโมชั่นร้อนๆ ผ่านแคมเปญ “วันไก่เดย์เฮฮา” เมื่อสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ด้วยการขายชุดไก่ย่าง 9 ชิ้น ราคาพิเศษ 199 บาท, ข้าวไก่เผ็ดเชสเตอร์ 69 บาท เป็นต้น

พร้อมกับเพิ่มเมนูอาหารจานเดียวใหม่ๆ เข้ามาอย่างมากมาย ในขณะที่ “ไก่ย่าง” ซึ่งเป็นสินค้าหลักก็มีการพัฒนารสชาติใหม่ๆ พร้อมเสิร์ฟ ทั้งไก่ย่างโกชูจัง ไก่ย่างนิวออร์ลีน ไก่ย่างบาร์บีคิว และไก่ย่างนุ่มนม

จนถึงการมุ่งขยายช่องทางขาย Home Delivey ให้มากขึ้นกว่าในอดีตตามแนวโน้มเทรนด์การสั่งอาหารรับประทานตามที่อยู่อาศัยที่เติบโตในทุกๆ ปี โดยปัจจุบันมี 2 ช่องทางคือ ผ่าน Call Center โทร 1145 และเว็บไซต์ www.chesters.co.th

ต้องบอกว่าเป็น Action การตลาดครั้งสำคัญของร้านไก่ย่าง QSR สัญชาติไทยอย่างเชสเตอร์เป้าหมายก็เพื่อให้ตัวเองกลับมามีกำไรในธุรกิจเหมือนในอดีต

จะทำได้ไหมก็ขึ้นอยู่กับการปรับตัวครั้งนี้ ทั้งในแง่การตลาดและการพัฒนาเมนูใหม่ๆ ของเชสเตอร์จะโดดเด่นและถูกใจมหาชนมากน้อยแค่ไหน? 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer