ยาหม่องตราถ้วยทอง เติบโตเพราะอะไร

 

ยาหม่องตราถ้วยทอง โดยถ้วยทองโอสถ ถือเป็นยาหม่องที่มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% ในยาหม่องชนิดบาล์ม เพราะอะไร

ยาหม่องตราถ้วยทองถือว่าเป็นยาหม่องที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งมาต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่ขวบปีแรกๆ ของการทำธุรกิจ แม้ว่าในประเทศไทย ยาหม่องถ้วยทอง จะเป็นยาหม่องแบรนด์ที่ 3 ในประเทศไทยก็ตาม

ภก.ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี ทายาทรุ่นที่ 2 ของยาหม่องถ้วยทองเคยเล่าว่า ยาหม่องแบรนด์แรกในประเทศไทยคือยาหม่องตราเสือ ซึ่งในอดีตยาหม่องตราเสือเป็นยาหม่องจากประเทศพม่า เป็นยาขี้ผึ้งที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ทั้งวิงเวียน ศีรษะ หน้ามืดตาลาย แมลงสัตว์กัดต่อย ก่อนที่พม่าจะปิดประเทศจากปัญหาด้านการเมืองและยาหม่องตาเสือได้ถูกสิงคโปร์ซื้อไปทำตลาด

แบรนด์ที่สองคือยาบริบูรณ์ ของบริษัท บริบูรณ์โอสถ จำกัด เป็นยาหม่องของไทยแบรนด์แรก และแบรนด์ที่สามคือยาหม่องถ้วยทอง ที่เป็นสินค้า Me too ทำเลียนแบบยาบริบูรณ์เกือบทุกกระเบียดนิ้วแม้กระทั้งสีเหลืองของยาก็เป็นสีเหลืองเฉดคล้ายๆ กันออกมาแข่งขัน

และการแข่งขันนี้ถ้วยทองชนะ จากการใช้คำว่ายาหม่อง ในการสื่อสารถึงคนไทยในยุคนั้น เพราะคำว่ายาหมอง เป็นชื่อเรียกยาทุกชนิดที่นำเข้ามาจากประเทศพม่า และยานำเข้าจากประเทศพม่าก่อนที่พม่าจะปิดประเทศด้วยปัญหาทางการเมืองเป็นยาที่คนไทยคุ้นเคยรู้จักดี ทำให้คำว่ายาหม่องเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปมากกว่า เพราะความคุ้นเคยดีกับคำว่ายาหม่อง

 

วันเวลาผ่านไป ยาหม่องตราถ้วยทองก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนาน แม้จะมียาหม่องแบรนด์อื่นๆ เข้ามาทำตลาด อย่างเช่น ยาหม่องขาวตราลิงถือลูกท้อ ของบริษัท ตราลิงถือลูกท้อ จำกัด ที่ขายจุดเด่นเรื่องยาหม่องสีขาว ใช้แล้วสีไม่เลอะเสื้อ และเป็นชื่อที่ใครหลายคนจดจำและใช้เป็นการพูดให้กำลังใจตัวเองและคนอื่นๆ ว่า ลูกท้อมีให้ลิงถือ เท่านั้น

 

แต่เมื่อเปรียบเทียบรายได้วันนี้ยาหม่องขาวตราลิงถือลูกท้อมีรายได้ตามถ้วยทองอยู่มากกว่า 200 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะยาหม่องขาวตราลิงถือลูกท้อไม่มี Movement ใหม่ มานาน ทั้งข่าวสาร โฆษณา และสูตรใหม่ๆ

ส่วนยาหม่องตราถ้วยทองปัจจุบันบริหารโดยทายาทรุ่นที่ 3 มีการเติบโตผ่านกลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจ ด้วยงบงบการตลาดประมาณ 60-70 ล้านบาท ต่อปี

1.ยังคงรักษา Brand Identity ของยาหม่องถ้วยทอง ผ่านโลโก้ถ้วยสีทองซึ่งเป็นโลโก้ที่ใช้มาตั้งแต่กำเนิดยาหม่องตราถ้วยทองนับตั้งแต่ปี 2493 มี เนื่องจากภก.ดร.นิลสุวรรณ มองว่าโลโก้ถ้วยทองเดิมเป็นเหมือนอนุสาวรีย์ของแบรนด์ ที่อยู่ในความจดจำจากรุ่นสู่รุ่น และการรีแบรนด์หรือเปลี่ยนโลโก้ถ้วยทองใหม่จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินโฆษณาค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่จำเป็น

แต่จะใช้วิธีการตั้งชื่อแบรนด์ใหม่ให้กับโปรดักท์ไลน์ใหม่ เช่น ยาหม่องเด็กตราคิดดี้ บาล์ม

พร้อมคงสโลแกน“ยาหม่องตราถ้วยทอง มิตรคู่เรือน เพื่อนคู่ตัว ทาถูทาถู”เป็นสโลแกนหลัก จากโฆษณาในอดีตที่สื่อสารให้คนไทยทราบถึงสรรพคุณยาหม่องว่า “วิงเวียนศีรษะ ทาถู ทาถู เคล็ด ขัดยอก ทาถู ทาถู แมลงสัตว์กัดต่อย ทาถู ทาถู ยาหม่องตราถ้วยทอง มิตรคู่เรือน เพื่อนคู่ตัว

โดยคำว่า ทาถูทาถู จะปรากฏอยู่ในการสื่อสารของสินค้ายาหมองและยาหม่องน้ำทุกประเภทของถ้วยทองโอสถ

ส่วนแพคเก็จมีหลายขนาด มีขนาดใหญ่ที่เกิดมาจากเสียงคอมเพลนจากต่างชาติที่นิ้วมือใหญ่ไม่สามารถเอานิ้ว 2 นิ้วเข้าไปควักยาหม่องออกมาได้ และกลายเป็นยาหม่องถ้วยทองขนาดใหญ่ได้รับความนิยมจากคนไทยและต่างชาติ เพราะหารด้วยจำนวนกรัมแล้วประหยัดกว่าขนาดที่เป็นตลับเล็ก แถมตลับเล็กยังเปิดค่อนข้างยากกว่า

ทายาทรุ่น 3 มีแนวคิดในการปรับแพคเก็จให้ทันสมัยขึ้นในปีนี้ แต่เชื่อว่าการปรับแพคเก็จของถ้วยทองโดยเฉพาะส่วนของยาหม่องบาล์มอาจไม่หวือหวามาก เพราะปัญหาของยาหม่องรูปแบบบาล์มคือขี้ผึ้งที่เป็นส่วนประกอบหลักไวต่อความร้อน และถ้าเปลี่ยนขี้ผึ้งสูตรอื่น จะทำให้การดูดซึมของเนื้อยาน้อยลง ซึ่งที่ผ่านมาถ้วยทองเติบโตได้จากการรักษาคุณภาพของยาหม่องมากกว่าดีไซน์

2.ออกสินค้าใหม่ๆ ในปี 2551 ถ้วยทองโอสถ ได้ออกคิดดี้ บาล์ม ยาหม่องสำหรับเด็ก และในต้นปีนี้ได้ออกยาหม่องน้ำแบบสเปรย์ และยาหม่องน้ำแบบลูกกลิ้ง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่สะดวกขึ้น เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งแบบลูกกลิ้งเป็นดีไซน์ที่ตามแบรนด์อื่นๆ

3.ราคาย่อมเยา จากการรักษาต้นทุนการผลิตให้มากที่สุด สั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อตใหญ่เพื่ออำนาจในการต่อรอง และราคาจำหน่ายในต่างประเทศ มีราคาไม่สูงจนเกินไป

4.ขยายตลาดไปต่างประเทศ ภก.ดร.นิลสุวรรณ เคยกล่าวว่ายาหม่องตราถ้วยทองต้องการเจริญรอยตามยาหม่องตราเสือที่มีจำหน่ายทั่วโลก

เริ่มแรกยาหม่องตราถ้วยทองเป็นที่รู้จักในต่างประเทศจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาไทยและซื้อกับไปใช้ จากสรรพคุณสารพัดประโยชน์ และกลิ่นที่หอมของยาหมองเกิดความสดชื่นให้การดูดดม และชาวต่างชาติบางคนนำมาใช้เป็นกลิ่นปรับอากาศในห้องเพิ่มความสดชื่น

และทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง เมธัส ลีลารัศมีมองว่าการส่งออกไปต่างประเทศเป็นการขยายตลาดที่ทำให้ยาหม่องตราถ้วยทองเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้เพราะตลาดไทยเริ่มอิ่มตัว เพราะส่วนใหญ่คนที่ซื้อยาหม่องถ้วยทองมาใช้เป็นยาสารพัดประโยชน์จะเป็นคนรุ่นเก่าที่เคยใช้กันมาอย่างยาวนาน ส่วนเด็คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยนิยมซื้อยาหม่องนอกจากซื้อใช้เพื่อต้องการรักษาแมลงสัตว์กัดต่อย ถึงแม้ว่ารายได้จากถ้วยทองโอสถจะมาจากตลาดในประเทศมากถึง 85%

ปัจจุบันยาหม่องถ้วยทองส่งออกไปต่างประเทศผ่านตัวแทนจำหน่าย 10 ประเทศทั่วโลก เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เยเมน สหรัฐเช็ก ลาว เขมร ฟิลิปปินส์ และอื่นๆ

5.โซเชียลมีเดียเข้าถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้าง Awareness และภาพลักษณ์ยาหม่องตราถ้วยทองที่มีมาอย่างยาวนานให้มีความทันสมัยขึ้น

 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer