125 ปี เชลล์  Make the Future Thailand

 

เนื่องในวาระครบรอบ 125 ปีของการดำเนินกิจการในประเทศไทย เชลล์ประเทศไทย จึงได้ จัดงาน ‘Make the Future Thailand’ (MtF) ขึ้นในระหว่างวันที่ 19 – 21 มกราคม 2561 ที่ลานควอเทียร์ แกลลอรี่

ภายในงานยังมีสัมมนาเรื่อง  Powering Progress Together  ที่มีการระดมความคิดเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายในหลายๆมิติ ผ่านวิทยากรมากความสามารถหลายๆท่าน ที่ได้มาจุดประกายให้เกิดความคิดที่น่าสนใจในหลายๆเรื่อง

 

อัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และกรรมการบริหารธุรกิจการตลาดค้าปลีก ภูมิภาคตะวันออก กล่าวว่า  จากนี้ไปจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 80 ล้านคน  และภายใน ปี2050 จาก 7 พันล้านคน จะเพิ่มเป็นประมาณ 1 หมื่นล้านคนทำให้มีการใช้พลังงานมากขึ้น เกิดปัญหา เรื่องอาหาร น้ำ ความแออัด โดยเฉพาะการ disrupt  จากเทคโนโลยี

 

 

 

 

Powering Progress Together ของการบรรยาย จะประกอบไปด้วย

1.เทรนด์ท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในเรื่องนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อชีวิตประจำวัน

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้านธุรกิจ Google Thailand กล่าวว่า โลกของเทคโนโลยี เปรียบเสมือนคลื่นซึนามิ ที่ซัดเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า แล้วการที่เราจะรู้ทิศทางหรือแนวทางของคลื่นต่อไปได้คือเราต้องอยู่บนหัวคลื่นเหมือนการเล่นวินเซิร์ฟ  โดยคลื่นแต่ละลูกทิ้งช่วงห่างกันประมาณ 1ทศวรรษ เช่นการเกิดเครื่อง PC  การมีอินเตอร์เน็ต  และยุคสมาร์ทโฟน ซึ่งผ่านไปแล้ว  และตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคของAI และหัวใจของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ Machine Learning     ซึ่งเราประเมินค่าต่ำไม่ได้  แต่จะใช้ประโยชน์อย่างมีคุณค่าที่นับไม่ถ้วนอย่างไร  ซึ่งตอนนี้กระทบต่อการใช้ชีวิตแล้วเช่นภาคการศึกษา  หรือด้านการเกษตร

 

 

 

เรืองโรจน์ พูนผล”กระทิง” ผู้บุกเบิกสตาร์ทอัพเมืองไทย บอกว่าถึงแม้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่มองกันว่าไปเร็วมาก แต่จริงๆแล้วยังอยู่แค่จุดหักศอกของการเปลี่ยนแปลง อีก10ปีข้างหน้าถ้าเรามองย้อนกลับมา จะพบว่ามันเปลี่ยนแปลงมหาศาลกว่าเดิมมาก  ต่อไปจะไม่ใช่ แค่เพียง Tnternet of Thing  แต่จะเป็น  Internet of everything  มนุษย์จะเป็นส่วนหนึ่งของเน็ทเวิร์ก ที่มีความเป็นอัจฉริยะ ซึ่งเป็นAI power network

รวมทั้งจะเกิดการผนึกพลังร่วมกันของเทคโนโลยีขึ้นมา  เทคโนโลยีมอบอำนาจให้คนมหาศาล และคนเลี่ยงไม่ได้   และเทคโนโลยีจะเข้าไป disrupt อุตสาหกรรมอื่นๆอย่างรวดเร็วเช่น Airbnb ใหญ่กว่าเชนโรงแรมใหญ่ๆระดับโลก แต่ไม่มีห้องที่เป็นของตัวเองเลยสักห้องเดียว   เป็นการอยู่ในยุคดิจิทัลแฟลตฟอร์ม ที่ไม่ต้องมีทรัพย์สินของตัวเอง เรายังอยู่ในจุดหักศอกของการเปลี่ยนแปลงเรื่อง โอกาส ขึ้นอยู่กับว่าใครจะคว้าโอกาสนั้นได้  เพราะเทคโนโลยีเปิดโอกาสให้อย่างมหาศาลในต้นทุนที่ถูกด้วย

 

2.เทรนด์ของ นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อบ้าน

ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในเรื่องที่อยู่อาศัย จะเป็นยุคของการเปลี่ยนบิสสิเนสโมเดล  ต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์มในการทำธุรกิจเหมือนกูเกิล อาลีบาบา  ที่จะมีการเชื่อมโยงกับผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้ซื้อ ให้ง่ายขึ้น  ความยากของการทำธุรกิจคือการค้นหาลูกค้าว่า อยู่ตรงไหน แพลตฟอร์มจะทำให้เราลดขั้นตอนในเรื่องพวกนี้  และคนทั้งโลกจะเห็นโครงการบนแพลตฟอร์มของเราทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องไปลงทุนประชาสัมพันธ์ในแบบเดิมๆ

ด้วยพลังของเทคโนโลยี่  ทำให้แพลตฟอร์มพวกนี้มีฟีดแบ็กที่เข้มแข็งมาก  ทำให้แต่ละโครงการไม่มีความลับเรื่องคุณภาพของสินค้า  คุณภาพของสินค้าจะวัดความสำเร็จในระยะยาว  ลูกค้าไว้ใจของเครือข่ายของกลุ่มเพื่อนและครอบครัว มากกว่าบริษัท หรือแบรนด์  และการสนทนากันในกลุ่มลูกค้าแบบpeer -to-peer จะเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีคุณภาพที่สุด

 

3.นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อพลังงานกับการขับเคลื่อน

นินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย)กล่าวว่า

EV จะมาเมื่อไหร่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นบ่อยมาก ซึ่งขึ้นอยู่กับ

1.ความร่วมมือของภาคเอกชนและภาครัฐในเรื่องของไฟฟ้า ที่ต้องมีเพียงพอในการชาร์ทไฟ  และต้องมีศูนย์กลางที่ต้องคอยมอนิเตอร์ว่าในขณะนั้นมีEVชาร์ทไฟกี่คัน เพื่อไฟจะได้ไม่ดับ รัฐเองก็ต้องขาดรายได้ที่จะต้องเก็บจากภาษีน้ำมัน

2.รถ EVปัจจุบันราคาแพงกว่ารถธรรมดาประมาณ 2 เท่า  ใช้ไปแค่ 1-2ปี ราคาจะตกพรวดพราดประมาณ 30  %

3.แบตยังเก็บไฟได้น้อยใช้เวลาชาร์ทนาน วิ่งได้ประมาณ 100-150 กม.

4.การชาร์ทไฟแต่ละครั้งที่บ้านเหมือนการเปิดแอร์ที่บ้านพร้อมกัน 3-4 ตัว

5.สถานีการชาร์ทไฟโดยเอกชนก็ไม่เวิรค์เพราะ กำไรต่ำมาก

ดังนั้น รถอีวีจะมาเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาแบตเตอรี่ที่จะเก็บไฟได้เยอะใช้ได้นาน และราคาถูก  ซึ่งคิดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน  ดังนั้นแนวทางของโตโยต้า ยังเน้นแนวทางรถประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ด้วย รถไฮบริด  เนื่องจากเชื่อมั่นว่าจะแพร่หลายได้ง่ายมากกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ และยังให้ความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจรด้วย ทั้ง รีบิ้วท์ รียูด และรีไซเคิล  รวมทั้งมีการสร้างโรงงานกำจัดแบตเตอรี่

เมื่อคนเพิ่มมากขึ้นเป็นหมื่นล้านคน  แนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตก็จะมีเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น 3 เรื่องคือ

1 Ride sharing  เพื่อนบ้านต้องอาศัยกันมากขึ้น 2.  Car sharing เป็นการแบ่งกันใช้รถ  3. Ride Sourcing คือการใช้อูเบอร์ หรือแกร็บแทกซี่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถครั้งใหญ่

นอกจากนั้นในงานMake the Future Thailand ยังประกอบไปด้วย

1.ความท้าทายด้านพลังงานของไทย และการจัดผังเมืองกรุงเทพฯในอนาคต

2โซลูชั่นพลังงานในรูปแบบใหม่  และปั้มน้ำมันแห่งโลกอนาคต

3.แบบบ้านจำลองในอนาคต

4.ยานยนต์ต้นแบบในอนาคต

5.แนวคิดของเยาวชนไทยในการจำลองสถานการณ์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย และเมืองในอนาคต 2050

 

 

 

 

 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer