คำว่า PropTech ที่เกิดขึ้นในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย วันนี้กำลังก้าวหน้าอย่างมาก เป็นการเตรียมรับมือของผู้ประกอบการเพื่อไม่ให้เทคโนโลยีเข้ามา disrupt วงการที่อยู่อาศัย 

สิริ เวนเจอร์ส จำกัด (SIRI VENTURES) บริษัทร่วมทุนในรูปแบบ CVC เพื่อวิจัยและลงทุนด้าน PropTech อย่างครบวงจร ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหวตลอดทั้งปี

ทั้งการลงทุนโดยตรงในสตาร์ทอัพในรอบ Seed Round และ  Series A  ไปแล้ว 77 ราย การลงทุนผ่านกองทุน และการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 300 ล้านบาท  

ในปี 2562 ตั้งเป้าลงทุนไว้อีกประมาณ 600 ล้านบาท โดยปีหน้าจำนวนลงทุนในสตาร์ทอัพในจำนวนรายที่น้อยลง แต่ใช้เม็ดเงินที่มากขึ้นโดยโฟกัสกลุ่ม Series A ที่เริ่มทำรายได้แล้วเป็นหลัก

รวมทั้งเตรียมประกาศ “SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox” หรือพื้นที่ประมวลผลเสมือนจริงของเหล่าสตาร์ทอัพ โดยสิริ เวนเจอร์สนับสนุนเป็น PropTech รายแรกในไทย ที่นำโมเดลนี้เข้ามาใช้ต่อยอดนวัตกรรมสำหรับการพักอาศัยเพื่อลูกบ้านแสนสิริ 

การลงทุนในสตาร์ทอัพจะโฟกัสที่ 4 กลุ่มหลักคือ 

1. Cons Tech เทคโนโลยีด้านการก่อสร้าง ทำอย่างไรให้การก่อสร้างเร็วขึ้น ราคาถูกลง และมีคุณภาพที่ดี

2. Prop Tech ทำอย่างไรให้กระบวนการซื้อขาย โอน ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ 

3. Living Health Tech ทำอย่างไรให้การใช้ชีวิตในโครงการแสนสิริง่ายขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น

4. Sustainability เป็นโครงการที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญในเรื่องการใช้พลังงานอย่างประหยัด ให้ความสำคัญในเรื่องของ Green

นอกจากนั้นได้พัฒนาโฮมสิริแอปพลิเคชันให้ลูกบ้านแสนสิริใช้ เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกบ้านในการติดต่อนิติบุคคล  ถามความคืบหน้าโครงการ การจองสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง หรือเชื่อมต่อกับระบบสมาร์ทโฮมต่างๆ

“ปัจจุบันเรามีลูกค้าของแสนสิริโหลดแอปพลิเคชันนี้ไปแล้วประมาณ 2 หมื่นราย จากจำนวนลูกบ้านทั้งหมด 7- 8 หมื่นราย และมียอดแอกทีฟใช้จริงเกินครึ่ง”

นวัตกรรมที่อยู่อาศัยจากการลงทุนในสตาร์ทอัพล้ำๆ ในปี 2561

เทคโนโลยีและนวัตกรรมของสตาร์ทอัพรายต่างๆ ที่ได้เข้าลงทุนนำร่องใช้กับโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ เช่น

Semtive สตาร์ทอัพที่อยู่ระหว่างพัฒนากังหันลมพลังงานไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย

Astralink สตาร์ทอัพด้าน Construction Tech ผู้พัฒนาเทคโนโลยีแอปพลิเคชันสำหรับตรวจสอบงานก่อสร้าง 3 มิติแบบเรียลไทม์ มาควบคุมคุณภาพ, การเตรียมเปิดตัวแสนสิริ โฮม เซอร์วิส แอปพลิเคชันให้ก้าวสู่อีกขั้นกับการพัฒนา AI ให้โต้ตอบได้ทันที รองรับโลกขยับสู่ยุค “สั่งการด้วยเสียง” ด้วย AI แบบ Human-like เต็มรูปแบบ ซึ่งพัฒนาโดย Onion Shack สตาร์ทอัพผู้พัฒนาการสนทนาด้วยเสียงผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 AppySphere สตาร์ทอัพผู้พัฒนาระบบ Home Automation, Farmshelf สตาร์ทอัพด้าน Living Tech จากสหรัฐอเมริกา ที่พัฒนาการปลูกผักอัจฉริยะภายในที่พักอาศัย รวมถึงการเริ่มนำ e-Scooter จาก Neuron สตาร์ทอัพสัญชาติสิงคโปร์ มาทดลองใช้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก 

สร้างระบบ ecosystem พาสตาร์ทอัพไทยสู่เวทีโลก

บริษัทยังสามารถช่วยส่งเสริมระบบนิเวศของสตาร์ทอัพให้เติบโต ทั้งการจับมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีในไทยและระดับโลกรวม 12 ราย โดยในปีนี้ สิริ เวนเจอร์ส ได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งมากมาย อาทิ Startup Thailand, Microsoft Thailand, dtac accelerate, Hubba Thailand และ Unicef 

รวมถึงการร่วมจัดงาน Techsauce Global Summit 2018, Startup Thailand 2018 การพาสตาร์ทอัพไทยไปสู่เวทีสตาร์ทอัพระดับโลกอย่าง ซิลิคอน วัลเลย์ การจัดงานแฮกกาธอน เพื่อให้สตาร์ทอัพได้โชว์ผลงาน ซึ่งรวมถึงงานแฮกกาธอนที่บริษัทจะร่วมกับ Google Developer Thailand ในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ด้วย

ล่าสุดจับมือ Startup Platform ใหญ่ในจีน  

นอกจากการลงทุนในสตาร์ทอัพแล้ว สิริ เวนเจอร์ส ยังได้ร่วมมือกับ Startup Platform ระดับโลก อาทิ “Plug and Play” จากซิลิคอน วัลเล่ย์ส สหรัฐอเมริกา และ “SOSA” จากอิสราเอล ซึ่งทั้งสองเป็นเครือข่ายของสตาร์ทอัพเกือบหมื่นรายจากทั่วโลก รวมถึงล่าสุดในความร่วมมือกับ “China Renaissance” ในการลงทุนในกองทุน “Hua Xing” กองทุนใหญ่ในประเทศจีนที่มีเครือข่ายสตาร์ทอัพในระดับยูนิคอร์น

ลงทุนกองทุนยักษ์จากอเมริกา และ 2 สตาร์ทอัพ ส่งท้ายปี 61

จิรพัฒน์กล่าวว่า

“ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทยังได้เข้าลงทุน Fifth Wall กองทุนยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกา ที่มุ่งลงทุนในเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก รวมถึงการลงทุนเพิ่มเติมในอีก 2 สตาร์ทอัพที่น่าสนใจ ได้แก่ การเข้าถือหุ้นใน Techmetics ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพหนึ่งในสองผู้พัฒนาหุ่นยนต์ให้บริการ (Deliverly Robot) ในโลกจากประเทศสิงคโปร์”

นอกจากในประเทศไทย Deliverly Robot ซึ่งพัฒนาโดย Techmetics ยังมีแนวโน้มได้รับการตอบรับที่ดีจากทั่วโลก ณ ปัจจุบัน Techmetics ได้ขยายการเปิดสาขาเพิ่มเติมในซิลิคอน วัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา และพัฒนา Deliverly Robot เพื่อนำไปใช้ในโรงแรมชั้นนำ อาทิ แมริออท ซิลิคอน วัลเล่ย์, โยเทล นิวยอร์กและไมอามี โรงพยาบาลในออสเตรเลียและไต้หวัน

รวมทั้งปีหน้ามีแผนขยายสาขาการพัฒนาไปยังแคนาดาและยุโรป นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนใน Neuron สตาร์ทอัพสัญชาติสิงคโปร์ผู้พัฒนา e-Scooter เพื่อนำมาใช้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก โดยอยู่ระหว่างการทดลองใช้ที่ฮาบิโตะ ใน T77 และโครงการภายใต้แบรนด์ ดีคอนโด ที่เชียงใหม่”

ลงทุนเพิ่มเป็น 2 เท่า 600 ล้านบาท ในปี 2562

สำหรับปี 2562 บริษัทเตรียมลงทุนในมูลค่ารวม  600 ล้านบาท ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่ลงทุนไปแล้วมาต่อยอด เช่น การพัฒนายกระดับ แสนดี หุ่นยนต์ให้บริการของแสนสิริที่เป็นการลงทุนใหม่ในสตาร์ทอัพและ Venture Capital ที่จะขยับสเกลการลงทุนในสตาร์ทอัพในระดับซีรีส์เอขึ้นไป การสนับสนุนระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพ จะเริ่มขยายตลาดการสนับสนุนสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีสู่ระดับเอเชียมากขึ้นจากในปีนี้

ภายใต้แผนการดำเนินงานของสิริ เวนเจอร์ส ในปี 2562 จะครอบคลุมความต้องการของลูกค้าแสนสิริได้ในทุกด้าน รวมถึงยังยกระดับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านการสร้างระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาด้าน PropTech และ Living Tech ที่ยั่งยืน


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer