วิเคราะห์โมเดล รายได้ของ Facebook | ค่าโฆษณาอาจเพิ่ม 25%-79%

รายได้ของ Facebook นั้นส่วนใหญ่มาจาก ค่าโฆษณา แต่หลังจากที่ Mark Zuckerberg ประกาศว่า “โฆษณาจะปรากฏน้อยลงไปอีก” บรรดาธุรกิจที่อยู่บน Facebook ก็ตื่นตระหนกกันอย่างมาก

เพราะนั่นหมายความว่า “ต้องใช้เงินมากขึ้น เพื่อทำให้คนเห็นโฆษณาเท่าเดิม”

 

รายได้ = รายได้จากค่าโฆษณาของ Facebook
จำนวนผู้ใช้ = Active Users หรือ ผู้ที่ใช้งาน Facebook เป็นประจำ
เวลาที่ใช้ = เวลาที่อยู่บน Platfotm
จำนวนโฆษณา = จำนวนโฆษณาที่ลงใน Facebook
ราคาโฆษณา = จำนวนเงินที่ Advertisers ต้องจ่าย

โมเดลเดิม

ในยุครุ่งเรือง Facebook มีรายได้จากค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสรรหาช่องทางในการโฆษณามากขึ้น จำนวนผู้ใช้ เวลาที่ใช้ ก็ยังเพิ่มเรื่อยๆ ทำให้แบรนด์หันมาโฆษณาใน Facebook อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ Facebook กลายเป็น Social Media อันดับหนึ่งทั้งใน ผู้ใช้งาน คอนเทนต์ และโฆษณา

โมเดลที่ผ่านมา

เมื่อคนมากระจุกที่ Facebook โฆษณาก็ตามมา ทุกอย่างเริ่มแน่น เริ่มอึดอัด ผู้ใช้เริ่มรู้สึกว่าจำนวนโฆษณามีมากเกินไป Facebook ก็เลยปรับ Algorithm ให้ Reach ของ Page ลดลงเรื่อยๆ จากเมื่อก่อนที่โพสปุ๊ป ก็จะไปโผล่หน้า Feeds ลูกเพจทันที 5-10% ของคนที่ไลค์เพจทั้งหมด (ใช่แล้ว มันเคยเยอะขนาดนั้น) แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 1%

โมเดลนี้จึงเป็นช่วงที่ Facebook เข้ามาแทรกแซง โดยการปรับลด Reach ถ้าอยากให้คนเห็นเท่าเดิม ก็ต้องจ่ายมากขึ้น

 

เคส 1 : คนติด Facebook น้อยลง

จากประกาศล่าสุด Mark Zuckerberg พูดเองเลยว่า “ไม่ใช่แค่ Reach ที่จะลด แต่อยากให้คนติด Facebook ให้น้อยลงด้วย” ซึ่งวิธีการนั้นก็อาจเป็นไปได้หลายแบบ เช่น ปรับ Feeds ของคนให้เสพติดน้อยลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Facebook ทำได้อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาพวกเขาออกแบบให้คนเสพติดการเลื่อน Feeds มาโดยตลอด

โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้
1.จำนวนผู้ใช้ยังคงเพิ่มต่อไป
2.แต่เวลาที่ใช้จะลดลง
3.จำนวนโฆษณาอาจจะมากขึ้น แต่ Facebook ก็จะปรับให้สมดุลอยู่ดี
4.ฉะนั้นหากอยากให้คนเห็นโฆษณาเหมือนเดิม เราก็ต้องเสียค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นอีก ส่วน Facebook ก็จะยังมีรายได้เพิ่มขึ้น ถึงแม้อาจจะไม่ Peak เหมือนเดิม

โดย Kunal Gupta ผู้ก่อตั้งของ และ CEO ของ Polar ได้นำข้อมูล และลองพล็อตในสมการนี้ พบว่าในอีก 3 เดือน ราคาโฆษณาจะเพิ่มขึ้น 25% ใน 3 เดือน 48% ใน 6 เดือน และ 79% ใน 3 เดือนเลยทีเดียว

 

เคส 2 : Facebook ยอมลดรายได้ (แง่บวก)

เคสนี้เหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ เพราะบริษัทที่ทำธุรกิจใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางยอมลดรายได้แน่นอน
แต่สมมุติถ้ายอม เราก็จะเห็นจำนวนผู้ใช้ที่มากขึ้น ส่วนเวลาที่ใช้ลดลงตามที่ Facebook วางแผน ส่วนคนอื่นๆ ไม่ได้รับผลกระทบ

 

เคส 3 : Facebook รักษารายได้ (แง่ลบ)

เคสนี้ถือ Worst Case เลยก็ได้ ในอนาคตข้างหน้า เมื่อ 1.ผู้ใช้ Facebook ไม่ได้เพิ่มขึ้นแล้ว 2.เวลาที่ใช้ก็ลดลง แต่ Facebook ยังอยากได้รายได้เท่าเดิม 3.อาจมีการปรับค่าโฆษณาเพิ่มขึ้น และผลกระทบก็จะมาตกอยู่ที่นักการตลาด นักโฆษณา แบรนด์ และอีกนับไม่ถ้วน

รายได้ของ Facebook ที่ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอ – ข้อมูลจาก Statista

สำหรับประเทศไทย เรากำลังอยู่ในเคสที่ 3 เพราะคนไทยเล่น Facebook เยอะมาก เรียกว่า Facebook คือทุกอย่างตั้งแต่ โซเชียลมีเดีย ข้อมูลข่าวสาร ช็อปปิ้งออนไลน์ ความบันเทิง หรือ การติดต่องาน เป็นต้น

แล้วสื่อไทย คนทำคอนเทนต์ แบรนด์ไทย จะสละเรือลำมหึมานี้ได้อย่างไร?

 

 

การปรับตัวของ Advertisers และ Publishers

1.เริ่มสร้างคอนเทนต์บนช่องทางอื่น

จริงอยู่ที่ตอนนี้ ทุกคนอยู่ใน Facebook การไปสร้างคอนเทนต์ที่อื่น อาจได้รับผลตอบที่ดีไม่เท่า Facebook แต่สื่อออนไลน์ในช่องทางอื่น ก็มีไม่น้อยไม่ว่าจะเป็น Twitter LinkedIn LINE Snapchat Pinterest .. ฉะนั้นลองหาจุดที่คอนเทนต์สามารถปรับไปใช้บน Channel อื่นบ้างก็ดี (ข้อนี้ Marketeer ก็เหมือนเตือนตัวเองเช่นกัน)

2.โยกงบโฆษณา

เมื่อเริ่มมีช่องทางอื่นบ้างแล้ว ก็สามารถโยกงบโฆษณาไปช่องทางอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องผูกที่ Facebook เพียงอย่างเดียว หรือก็เปลี่ยนแนวทางการใช้โฆษณาไปในรูปแบบอื่นๆ ของ Facebook ที่สดใหม่และยังไม่แพงมาก

3.ยกระดับคอนเทนต์

แต่ยังไงก็แล้วแต่ Content is always a KING
ถึงคุณจะอยู่ในที่ที่แออัด แต่คอนเทนต์ของคุณดีจริง ยังไงโลกโซเชียลก็มีพื้นที่สำหรับคุณเสมอ
แต่ถ้าเอาเวลาไปหาสถานที่ใหม่ แต่ไม่ปรับคอนเทนต์ ก็ไม่มีใครสนใจคุณอยู่ดี

 

ที่มา : Adweek

สมการที่ปรากฏเป็นเพียง การคาดการ์การเพิ่มขึ้น และลดลง