“เอปสัน ประเทศไทย” เปิดแผนธุรกิจ 2562 ตั้งเป้ารายได้รวมโต 6% มอง ‘ตลาดไอที’ ทรงตัว ชู 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก อิงค์เจ็ท พริ้นเตอร์ความเร็วสูง พริ้นเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เลเซอร์โปรเจกเตอร์ และหุ่นยนต์แขนกล เผยรายได้หลักยังคงมาจากพริ้นเตอร์ 70% ใช้กลยุทธ์จับกลุ่มเอสเอ็มอี พร้อมทุ่มพัฒนาเซอร์วิส ขยายศูนย์บริการให้ถึง 170 แห่ง

ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดไอทีในประเทศปี 2561 ตลาดเติบโตลดลง 3% โดยกลุ่มสินค้าที่ลดมากที่สุดคือ Desktop PC ถึง 20% และน้อยที่สุดคือ Laptop

ขณะที่ส่วนของ ‘พริ้นเตอร์’ ลดลงประมาณ 7% หรือประมาณ 1.25 ล้านเครื่อง จากปีก่อนที่ 1.35 ล้านเครื่อง ส่วนตลาด ‘โปรเจกเตอร์’ อยู่ในภาวะทรงตัวที่ 81,000-82,000 เครื่อง ไม่เติบโตจากปีก่อน

ด้าน ‘เอปสัน’ ผู้เล่นอันดับ 1 ทั้งตลาดพริ้นเตอร์มีส่วนแบ่งตลาด 44% และตลาดโปรเจกเตอร์มีส่วนแบ่ง 42% นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้จากการผลิตและจำหน่ายแขนกลหุ่นยนต์ซึ่งรายได้ขยับขึ้นมาเป็นสัดส่วน 1% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนพริ้นเตอร์ทำรายได้ 70% และโปรเจกเตอร์ 29%

ยรรยง มองว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดไอทีลดลงเป็นเพราะการแข่งขันที่รุนแรง โดยปี 2561 (สิ้นปีงบประมาณ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562) ผลประกอบการรวมจะโต 5% มาจากโปรเจกเตอร์ความสว่างสูงซึ่งเติบโตมากที่สุดถึง 10% พริ้นเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมคาดว่าโต 6% และอิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์คาดว่าโต 5%

ยรรยงกล่าวอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้เอปสันเติบโตมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีและการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ มากขึ้น เช่น การเปิดตัวพริ้นเตอร์ความเร็วสูงเพื่อรองรับงาน พิมพ์สิ่งทอระดับโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเลเซอร์โปรเจกเตอร์ความสว่างสูง ในระดับ 6,000-15,000 ลูเมน ที่เน้นเจาะ ‘กลุ่มธุรกิจบันเทิง’ และ ‘อีเวนต์เอาต์ดอร์’  รวมทั้งกลุ่มอิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์ความเร็วสูงสำหรับ ‘เอสเอ็มอี’ ที่ใช้เทคโนโลยีหัวพิมพ์รุ่นล่าสุดและระบบชุดหมึกที่ถอดเปลี่ยนได้สามารถรองรับการพิมพ์ปริมาณสูง 86,000 แผ่น

สำหรับปี 2562 ยรรยงมองว่า ปัจจัยลบที่กระทบตลาดแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) ความไม่แน่นอนของการเมืองไทย (2) ภาวะเศรษฐกิจโลก (3) สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ และ (4) ความต้องการซื้อพริ้นเตอร์ในกลุ่ม B2C ลดลง

โดยปี 2562 บริษัทตั้งเป้าเติบโต 6% จากต่างประเทศ 10% (เมียนมา กัมพูชา ลาว และปากีสถาน) และในประเทศ 5% โดยบริษัทจะเน้นที่การสร้างตลาดและขยายฐานลูกค้าให้กับ 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญของบริษัทฯ ได้แก่ อิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์ ความเร็วสูง พริ้นเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เลเซอร์โปรเจกเตอร์ความสว่างสูง และหุ่นยนต์แขนกล ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง มีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง เช่น ‘เอสเอ็มอี’ และอุตสาหกรรม

“ในช่วงแรกของการสร้าง S-Curve ใหม่ มีปัจจัยที่เอื้อต่อการขยายตัวของธุรกิจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจตามยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 การเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีด้านการผลิตและการปฏิบัติงานสู่ระบบดิจิทัล รวมไปถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เรามั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตใน S-Curve ใหม่นี้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดกลยุทธ์เพื่อผลักดัน S-Curve ใหม่นี้ไว้ 4 ด้าน ครอบคลุมด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ ช่องทางจัดจำหน่าย และการสื่อสารการตลาด” ยรรยงกล่าว

สำหรับกลยุทธ์ในการบริการ (Service) ยรรยงกล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญในการพัฒนา Service Excellence เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความพึงพอใจในระดับสูงและประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า โดยปีนี้จะจัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและพัฒนาการให้บริการ เน้นความเร็วในการให้บริการซ่อมสินค้า โดยตั้งเป้า 90% จะซ่อมเสร็จภายใน 1-3 วัน

นอกจากนี้ ยังมีแผนจะขยายศูนย์บริการเพิ่มขึ้นจาก 154 แห่ง เป็น 170 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ในการให้บริการมากยิ่งขึ้น โดยเน้นไปที่เมืองรองต่างๆ

ด้านกลยุทธ์สำหรับช่องทางจำหน่ายสินค้า ในปีนี้เอปสันจะทำการเพิ่มจำนวน Epson Authorized Partner (EAP) สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มอิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์และโปรเจกเตอร์เป็น 170 รายทั่วประเทศ กลุ่มพริ้นเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเป็น 13 ราย และกลุ่มหุ่นยนต์แขนกลเป็น 10 ราย ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงลูกค้าและเจาะเข้าตลาดใหม่

ยรรยงทิ้งท้ายว่า บริษัทวางกลยุทธ์ทางการสื่อสารการตลาดโดยมุ่งเน้นด้านการผสมผสานเครื่องมือทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อีกทั้งทำ Technology Showcase เพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีในกลุ่มต่างๆ ผ่านอีเวนต์ที่สามารถสร้างประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้า โดยร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในภาคธุรกิจและภาครัฐ

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer