เปิดมุมมองใหม่ๆในยุค Digital Transformation กับ วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มเซ็นทรัล
เขาบอกว่าถ้าคิดว่ายังรักษายอดขายได้ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าไม่เปลี่ยนจะแน่ใจได้ยังไงว่ายอดขายไม่กระทบ หรือไม่มีใครมาแทนที่เราได้แน่นอน เพราะโลกทุกวันนี้รูปแบบการแข่งขันแตกต่างไปจากเดิมมากมาย
แค่เรื่องแรกที่เขากล่าวถึงก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
คู่แข่งของไนกี้คือ “เวลา” ของลูกค้า
ในอดีตถ้าคุณขายรองเท้าคุณก็แข่งกับคนขายรองเท้าหรือรองเท้าแบบอื่นๆ แต่ยุคนี้แบรนด์ไนกี้ เขาบอกว่าคู่แข่งขันของเขาคือ Netflix
“งงไหมครับ Netflix คือคนทำ Streaming หนังให้เราดูกัน เพราะไนกี้บอกว่าเดี๋ยวนี้ netflix ทำหนังมาสนุกมาก คนก็ติดหนังเลยไม่ได้ออกไปออกกำลังกัน ก็เลยไม่ได้ใช้รองเท้าของ Nike”
จะเห็นได้ว่าวิธีคิดของการแข่งขันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของ Time Sharing ของลูกค้าว่าลูกค้าใช้เวลาไปกับอะไร
หรือ E-book ก็ไม่ได้มาแทนที่หนังสือ สิ่งที่มาแทนหนังสือก็คือ Social Network ทุกวันนี้เราอ่านหนังสือกันน้อยลงมากแต่เราอ่านไลน์ อ่าน Facebook ดู Instagram ดู Youtube กันเยอะขึ้น นี่ต่างหากที่เป็นคู่แข่งในการแย่งเอาเวลาในการหนังสือไป
ยุคนี้ต้อง 4 E
วรวุฒิบอกว่าตั้งแต่โลกรู้จักคำว่า อินเทอร์เน็ตเมื่อ 20ปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนวิธีทำธุรกิจอย่างมากมาย ทุกอย่างมันเป็น E-Business ไปหมด
E-Business คือ Business เดิมในอดีตทั้งหมดนั่นล่ะแค่ใส่ E เข้าไปข้างหน้าเช่น Marketing ก็ต้องเปลี่ยนเป็น E- Marketing HR ก็เปลี่ยนเป็น E-HR และ ถ้าพูดถึง E-Businessให้นึกถึงสี่เสาแรกเลยคือ
1. E-Commerce หรือธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่าน Electronic E-Commerce รวมไปถึง Social Network หรือ E Communication ทั้งหมดด้วย ดังนั้น E ตัวแรกเป็นกลไกของ E-Business
2.E-Finance รวมไปถึง E-Money E-Wallet E-Insurance ที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต่อไปอาจจะมาแทนที่ระบบเงินตรามาแทนที่ระบบ E-Finance ซึ่งนายธนาคารกลัวมากที่สุด ทุกธนาคารเลยพยายามทำเรื่องฟินเทคกันหมดเพราะเขามองว่าอนาคต E-Finance จะมาdisrupt ธุรกิจของเขา
3. E- Logistics เมื่อซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือกระบวนการจัดส่งจัดเก็บและกระจายสินค้าเพียงแต่ว่า E- Logistic ต่างจาก Logistic ในอดีตเพราะมีไฮเทคมากขึ้นมี informations ที่มัน real-time
“เราลองนึกภาพโดรนใช้ในการส่งสินค้าล่าสุดทางเจดีดอทคอมวางแผนจะใช้โดรนส่งสินค้าในชนบท ซึ่งต้นทุนโลจิสติกส์จะลดเหลือแค่ 10% จากในอดีต และสามารถไปถึงจุดห่างไกลที่การขนส่งปกติไม่คุ้มทุน อาลีบาบา ก็ทำอยู่ ดังนั้น รู้ได้เลยว่าอนาคตของโลจิสติกส์เป็นเรื่องของโดรนและ ไฮเทค เทคโนโลยี”
4 E- Informations หรือ E- Data เป็นข้อมูลมหาศาลที่ถูกนำมาวิเคราะห์ได้ละเอียด มากขึ้น
“ต้องบอกเลยว่าเรื่องบิ๊กดาต้าในเมืองไทยยังถือว่าเป็นศาสตร์ลี้ลับอยู่มาก เพราะโปรแกรมทางบิ๊กดาต้าต้องใช้ Data science วิทยาศาสตร์ข้อมูลซึ่งอันนี้เป็นปัญหาอย่างมาก เพราะประเทศเรายังขาดคน”
เมื่อAI + IoT จะเกิดอะไรขึ้น
วรวุฒิ ยังพูดถึงเรื่องของคลาวด์ (cloud)ซึ่งวันนี้หลายธุรกิจไม่เก็บข้อมูลไว้ในเซิร์ฟเวอร์ตัวเองแล้ว แต่ไปเก็บอยู่บนคราวด์ และคราวด์ ทำให้เกิดบิ๊กดาต้าและการประมวลผล นำมาซึ่ง IoT (internet of thing) และ IoT จะมีความลึกซึ้งมากขึ้นรู้ว่าผู้บริโภคเฉพาะบุคคลต้องการอะไร และเสนอขายสินค้าๆได้อย่างแนบเนียน โดย IoT ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยที่สุดคือสมาร์ทโฟน
แล้วถ้า IoT ไปรวมกับ AI (Artificial Intelligence) หรือโรบอทล่ะจะเกิดอะไรขึ้น บางอาชีพนี่อาจจะหายไปเลยก็ได้
ยกตัวอย่างเช่นอาชีพนักกฏหมายเพราะ AI สามารถเรียนรู้วิเคราะห์เคสการตัดสินของศาลในเรื่องต่างๆ แล้วนำมาประมวลผลตัดสินพิจารณาความได้อย่างถูกต้อง หรืออาชีพหมออาจจะถูกแทนที่ด้วย AI เพราะสามารถวินิจฉัยได้แม่นยำกว่าคน นี่คือคำว่าน่ากลัวของเทคโนโลยี
“ต้องบอกว่าบริษัทชั้นนำของโลกที่ทำเรื่องของ AI เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น AI เติบโตเมื่อไหร่ความแตกต่างของบริษัทที่มี AIกับบริษัทที่ไม่มีจะยิ่งมีประสิทธิภาพที่ห่างกัน ผมอยากจะฝากพวกเราไว้ว่าวันนี้ถ้าบริษัทของเรายังไม่ใช้ข้อมูลบิ๊กดาต้า แต่เราต้องไปแข่งกับบริษัทที่มีข้อมูลครบถ้วนมี AIที่ฉลาดสุดสุดแล้วเราจะแข่งยังไง”
Concept ของ 4 E หรือE-Businessเป็นสิ่งที่รัฐบาลเรามองภาพยังไม่ชัดแต่ขณะเดียวกันถ้าไปดูบริษัทอเมซอน บริษัทอาลีบาบา บริษัทเจดีดอทคอม 4Eเป็นสิ่งที่เขาคิดคู่ขนานตลอดเวลา เทคโนโลยีหลายอย่างเกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศแต่ยังไม่เข้ามาที่บ้านเรา แต่ถ้าเข้ามาเมื่อไหร่ จะรับมืออย่างไร ถ้าไม่ทรานส์ฟอร์มเราแย่แน่นอน
ทุกวันนี้เราเป็นมนุษย์สองโลก คือตัวตนจริงที่อยู่ในโลกนี้ อีกโลกอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค บางครั้งอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คมากกว่านั่งอยู่นี่ หรือบางทีนั่งอยู่นี่ แต่ใจเราก็อยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค นี่ยังไม่ได้พูดถึงถ้าเกิดสมมุติ Facebook เอาเทคโนโลยีวีอาร์มาใช้จะเกิดตัวตนเสมือนจริง ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกคนจะเสพติด Facebook หนักเข้าไปอีก
วรวุฒิ กล่าวต่อว่า คนเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในวันนี้ เพราะถ้าคนไม่เข้าใจก็จะเกิดการสูญเปล่า อย่างเซ็นทรัลกรุ๊ปในอีก 5-10 ปีข้างหน้า จะทำยังไงถ้าเกิดว่าคนของเราไม่เปลี่ยน เพราะเรากำลังจะเปลี่ยนตัวเองจากรีเทลไปสู่ออมนิชาแนล หรืออย่างบริษัทเจดีดอทคอม เจ้าหน้าที่ไอที มี10,000 คน ขณะที่บริษัทใหญ่ในเมืองไทยเพิ่งจ้างไอที 300- 400 คน แล้วจะไปแข่งกับเขาได้อย่างไร เราทำเรื่องเดียวกว่าจะเสร็จ 6เดือน บริษัทอย่างเจดีใช้เวลาสามวัน แล้วถ้าใช้ AI เขียนโปรแกรมยิ่งไปกันใหญ่เลย เพราะตอนนี้เทคโนโลยี AI ต้องบอกว่าจีนก้าวหน้าที่สุดในโลก เขากำลังทิ้งคู่แข่ง แบบตามไม่ทัน
จีน โมเดลใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
ด้านความสามารถในการผลิต วันนี้ของในเมืองจีนไม่ได้หมายความถึงของถูกๆอีกต่อไป แต่จีนทำตัวเป็นมือปืนรับจ้างอยู่ทั่วโลก รับเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพราะอเมริกายุโรปมองว่าค่าแรงถูก จีนได้เก็บเทคโนโลยี Know-how การผลิตต่างๆไว้ แล้วยังทำR&Dพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านั้นต่อออกไปอีก จนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่มีที่เหนือชั้นไปกว่าของเดิม
“เวลาที่เราเข้าไปลงทุนในจีนต้องบอกว่าคุณไม่ได้เป็นคู่แข่งกับบริษัทในจีน คุณกำลังแข่งกับรัฐบาลจีนที่เป็นแบคอัพ ยกตัวอย่าง เช่นอาลีบาบาเราก็ทราบอยู่ว่าเค้าเป็นบริษัทที่โตเร็วมากแต่จะบอกว่าถ้าไม่มีรัฐบาลจีนเค้าไม่โตเร็วขนาดนี้ เพราะว่าถ้า Google จะเข้าไปก็ไม่ให้ เฟสบุ๊ก จะเข้าไปก็ไม่ให้ อเมซอนจะเข้าไปก็กักนู่นกักนี่ สุดท้ายใครเข้าไปแข่งกับบริษัทจีนในประเทศจีนไม่มีใครรอดเพราะจีนเขียนกติกาให้ตัวเอง”
เขาทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เอกชนต้องพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุดการพัฒนาตัวเองไม่ใช่แค่เพื่อการเจริญเติบโตแต่ต้องทำเพื่อความอยู่รอดเพราะถ้าคนไม่พัฒนาตัวเองไม่ปรับธุรกิจตัวเองไม่ digital transformation อนาคตคุณจะเจอกับคู่แข่งทั่วโลก แล้วจะทำยังไง
จากงาน Marketeer Forums @ Sasin # 15 ตอน: “Branding to Digital Era”
Website : Marketeeronline.co /
