เคยสังเกตชื่อในวงการนักมวยไทยกันบ้างไหม ว่าหลายคนจะต้องมีฉายาคำนำหน้าด้วย “อักษรไทย” โดยเฉพาะตัวอักษร “ส”

แต่…หากพูดถึงสินค้าในกลุ่มอาหารที่มีอักษร “ส” นำหน้าที่หลายคนรู้จักกันดีก็คือ ส. ขอนแก่น

เพราะนี่คือแบรนด์อาหารแปรรูปที่เติบโตขึ้นทุกปีและมีรายได้เกิน 2,000 ล้านบาท แถมเจ้าของบริษัทอย่าง “เจริญ รุจิราโสภณ” ยังมี “เลือดนักสู้” ที่ไม่เคยยอมแพ้

จากวัยเด็กครอบครัวยากจนถึงขนาดที่ค่าเทอมโรงเรียนชั้นประถมยังต้องผ่อนชำระ จนทำให้ในอายุ 13 ปีต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย 

จากนั้นเมื่อมาสู่วัยทำงาน ตำแหน่งสูงสุดของเขาก็คือผู้บริหารแบรนด์ไก่ย่าง 5 ดาว และไส้กรอก CP

จนเมื่ออยากสลัดการเป็น “ลูกจ้าง” จึงนำเงินที่เก็บมาตลอดชีวิตลงทุนเปิดออฟฟิศตึกแถวเล็กๆ ใช้ชื่อว่าบริษัท “ส. ขอนแก่น”  โดยจ้างผู้อื่นผลิตสินค้าให้ จากนั้น 1 ปีให้หลัง ก็ลงทุนสร้างโรงงานผลิตหมูยอ, กุนเชียง และไส้กรอกอีสาน เป็นของตัวเอง จนเวลานี้มีถึง 5 โรงงานผ่าน 3 บริษัท พร้อมกับเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

ฟังดูเหมือนเส้นทางธุรกิจ ส. ขอนแก่น จะสวยหรูโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่จริงๆ แล้วบริษัทแห่งนี้เคยเกือบจะล่มสลายและเจอปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน 

โดยในปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง รัฐบาลปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้หนี้สินที่ ส. ขอนแก่น ที่ไปกู้จากธนาคารต่างประเทศเพิ่มขึ้นเท่าตัว

จากที่เคยเป็นหนี้กว่า 100 ล้านบาท เพียงไม่กี่วันกลายเป็นหนี้มากกว่า 200 ล้านบาท จนทำให้บริษัทเกือบล้มละลายปิดกิจการ

 

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ส. ขอนแก่นเคยเกือบโดน “น็อก” เพราะ “เจริญ รุจิราโสภณ” เคยพลาดกับการลงทุนตั้งโรงงานในเวียดนามและลงทุนธุรกิจในจีน

แต่เขาก็ผ่านทุกอย่างมาได้ด้วยดี พร้อมกับเรียนรู้ว่าถึงธุรกิจจะอยู่ในช่วงพีกสุดขีดแค่ไหนแต่หากเลือกจะ “ทำอะไรเกินตัว” ก็อาจมีจุดจบที่ไม่คาดฝันได้เช่นกัน

ทำให้หลังจากผ่านพ้นวิกฤต ส. ขอนแก่น เลือกจะทำธุรกิจอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยวันนี้บริษัทมี 6 ธุรกิจ

โดยธุรกิจหลักก็ยังเป็นสินค้าแปรรูปจากเนื้อหมูและสัตว์ทะเล ที่รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 76% จากรายได้ทั้งหมดของบริษัท เพียงแต่ตั้งแต่ในอดีตจนถึงวันนี้ได้เกิดคู่แข่งในตลาดมากขึ้น เพราะราคาวัตถุดิบเนื้อสัตว์ลดลง อีกทั้งสินค้าอย่างอาหารแปรรูปเป็นโมเดลธุรกิจที่ลอกเลียนแบบกันได้ง่าย

แต่เมื่อเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้แก่บริษัท ส. ขอนแก่น ก็ไม่ยอมปล่อยให้คู่แข่งมาแย่งยอดขายได้ง่ายๆ ด้วยการออกสินค้าใหม่ๆ มากระตุ้นยอดขายตลอดเวลา

อีกทั้งการพยายามขายสินค้าให้ครอบคลุมทุกช่องทางการขายทั้งร้านสะดวกซื้อ, ตลาดสด, ออนไลน์, และตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ

จนเมื่อมั่นใจว่าธุรกิจหลักที่เป็นรากฐานแข็งแกร่ง ส. ขอนแก่น ก็เลือกที่จะลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดธุรกิจหลักของตัวเองได้ ด้วยการใช้ Multi Brand Strategies

แนวคิดง่ายๆ ก็คือสมมุติมีเนื้อหมู 1 ก้อนใหญ่ๆ บริษัทจะสามารถกระจายเนื้อหมูก้อนนี้ให้หมดและมีกำไรมากกว่าธุรกิจหลักได้อย่างไร

การไปสู่ธุรกิจขนมขบเคี้ยวอย่างแคบหมูไร้ไขมัน, และแบรนด์ “อองเทร่” ที่ขายหมูแผ่นอบกรอบ, หมูและไก่อบปรุงรส ผ่านทั้งร้านค้าโชห่วยและโมเดิร์นเทรด โดยให้ DKSH เป็นตัวแทนจำหน่ายกระจายสินค้าไปยังช่องทางต่างๆ 

แปรรูปเนื้อสัตว์เป็นสินค้า RTE รวมไปถึงการแตกขยายไปสู่ธุรกิจร้านอาหารอย่าง “ZaapClassic” ร้านขายอาหารอีสานจำนวน 14 สาขา และร้านข้าวขาหมูยูนนาน 24 สาขา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

รวมไปถึงการจัดตั้งบริษัท ส. ขอนแก่นฟูู้ดส์ บี.วี. ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ขายอาหารแปรรูปไทยในยุโรป 

และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ ส. ขอนแก่น สามารถต่อยอดจากธุรกิจเดิมได้หลายอย่าง นั่นคือการควบคุมต้นทุนการผลิตวัตถุดิบต่างๆ ในราคาที่ต่ำ ด้วยการใช้เครื่องจักรมาผลิตมากขึ้นกว่าในอดีตที่ใช้แรงงาน 

อย่างไรก็ตาม ความฝันของ “เจริญ รุจิราโสภณ” เจ้าของบริษัทที่ต้องการมีรายได้ 5,000 ล้านบาท/ปี ก็ยังอยู่ห่างไกลยิ่งนัก เพราะในวันนี้ ส. ขอนแก่น เพิ่งมีรายได้ 2,700 ล้านบาท

เพียงแต่ ณ วันนี้ อดีตเด็กที่ไม่มีตังค์จ่ายค่าเทอมที่ชื่อ “เจริญ รุจิราโสภณ” คงมาไกลเกินฝัน เพราะในช่วงวัยเด็กนั้นเขาคงไม่เคยคิดว่าใน 1 ปีจะมีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท

ที่น่าสนใจคือความฝันของ ส. ขอนแก่น ก็ไม่ได้คิดจะหยุดเดินทางอยู่แค่นี้!



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน