ตลาดเครื่องปรับอากาศ : เมื่อ “อากาศ Cool Cool” สร้าง Effect แช่แข็งพลังซื้อ

กลายเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงมาก่อน เมื่อตลาดเครื่องปรับอากาศที่เป็นดาวเด่น ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ในปีที่ผ่านมากลับติดลบ อย่างไม่น่าเชื่อ

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทำให้นี่ถือเป็นครั้งแรก ที่ตัวเลขไม่เติบโตในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2011

ฝนมาเร็วทำอากาศไม่ร้อนอย่างที่คิด

เหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดหล่นไปอยู่ในแดนลบถึง 10-11% เกิดจากฝน ที่มาเร็วกว่ากำหนด เพียงแค่เดือนเมษายนก็กระหน่ำลงมาเสียแล้ว และได้ลากยาวไปจนถึงหน้าฝน ซึ่งได้กระทบกับความรู้สึกของผู้บริโภค ที่พออากาศไม่ร้อนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องปรับอากาศ

ซึ่งต้องบอกว่าอากาศร้อนถือเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายยอดขายเครื่องปรับอากาศเลยทีเดียว เพราะปรกติแล้วช่วงไตรมาส 2 คิดเป็นยอดขายกว่า 50% ของทั้งปี แต่ทว่าหน้าร้อนในปีที่ผ่านมา ตลาดได้ตกลงไปถึง 20% แม้ในช่วงครึ่งปีหลังตัวเลขจะปรับเพิ่มขึ้นมา 10% ก็ไม่ช่วยให้ภาพรวมของทั้งปีปรับตัวรอดพ้นแดนลบได้เลย

ปีนี้ (เชื่อว่า) กลับมาโต

หากปีนี้อากาศร้อนที่เริ่มมาเยือนตั้งแต่เดือนมกราคม ได้ทำให้ทั้งผู้เล่นรายเล็กและรายใหญ่ต่างเชื่อว่า ตลาดเครื่องปรับอากาศจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง ในระดับ 10% หรือเทียบเท่ากับในปี 2016 ที่มีมูลค่า 30,000 ล้านบาท

แน่นอนตัวเลขที่ (คาดว่าจะ) เติบโตขึ้นย่อมมาพร้อมการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะในเซ็กเมนต์อินเวอร์เตอร์

ใครๆก็ไปอินเวอร์เตอร์

ทำไมต้องเป็นเซ็กเมนต์อินเวอร์เตอร์นะหรอ ? ก็เมื่อดูจากสัดส่วนระหว่างเครื่องปรับอากาศระบบธรรมดาและระบบอินเวอร์เตอร์ ได้ปรับเปลี่ยนเรื่อยมาไล่ตั้งแต่ปี 2016 ระบบอินเวอร์เตอร์ยังอยู่ที่ 29% ปีที่ผ่านมา 43% อีกทั้งปีนี้เชื่อว่าจะเพิ่มมาเป็น 60% และภายใน 3-4 ปีต่อจากนี้จะเพิ่มเป็น 90%

ที่เป็นอย่างนั้นเพราะวันนี้ผู้บริโภคเริ่มเข้าใจแล้วว่า ถึงอินเวอร์เตอร์จะแพงกว่ารุ่นธรรมดาราว 10-15% แต่ราคาที่มากกว่าก็แลกกับค่าไฟที่ใช้น้อยกว่าถึง 40% ซึ่งนับแล้วปีๆหนึ่งก็ลดลงไปหลายพันบาท

โดยปีนี้นั้นราคาของอินเวอร์เตอร์ก็ถูกประเมินว่าจะมีราคาที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก โดยรุ่นยอดนิยมอยู่ในราคา 15,000 – 25,000 บาท หรือ 13,000 – 18,000 BTU

แน่นอนเมื่อเกิดกระแสความต้องการ สิ่งที่ตามมาคือในปี 2018 ผู้เข้าแข่งขันทุกรายจึงมุ่งไปยังถนนเส้นเดียวกัน

และไม่ใช่แข่งเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้นพรีเซนเตอร์ก็เป็นอย่างที่แข่งกันแรงไม่แพ้กัน

แอลจีขอเป็นเบอร์ 1 อินเวอร์เตอร์

โดยเฉพาะแอลจี ที่ตั้งแต่ปีก่อนได้ปรับมาขายเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์ทั้งหมด โดยโละระบบธรรมดาออก ด้วยมองว่าไม่ใช่เทรนด์ของผู้บริโภคอีกต่อไป

การเปลี่ยนไลน์อัพในปีที่ผ่านมา ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของแอลจีในกลุ่มอินเวอร์เตอร์จาก 9% มาเป็น 17% กลายเป็นความมั่นใจที่ทำในปีนี้แอลจีเตรียมเปิดตัวเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ทั้งหมด 18 รุ่น และเช่นเดิมเป็นอินเวอร์เตอร์ทั้งหมด โดยชูประหยัดพลังงานมากถึง 70% และให้ความเย็นขึ้นอีก 40%

โดยเป้าหมายในปี 2018 ของแอลจี คือการเพิ่มส่วนแบ่งกลุ่มอินเวอร์เตอร์มาเป็น 25% เพื่อทำให้ตัวเองขยับจากเบอร์ 2 ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 และที่สำคัญยังจะช่วยให้ภาพรวมของแอลจีขยับส่วนแบ่งมาเป็น 12% ไต่ขึ้นเป็นท็อป 3 จากปีก่อนอยู่ระดับท็อป 5 มีส่วนแบ่ง 9% อีกทั้งยังต้องการรายได้ 3,500 ล้านบาท เติบโต 30%

ด้วยเป้าหมายที่มากขนาดนี้ และมีคู่แข่งเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าตลาดมายาวนาน ทำให้เกมการตลาดต้องใช้งบถึง 300 ล้านบาท เพื่อครอบคลุมในทุกช่องทาง รวมไปถึงการต่อสัญญาแบรนด์แอมบาสเดอร์เป็นปีที่ 2 ให้กับซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ด้วยมองว่ายังมีภาพลักษณ์ที่สนุกสนานและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย

มิตซูบิชิขอทำราคาให้จับต้องได้

ขณะเดียวกันมิตซูบิชิ อิเล็คทริค กันยงวัฒนาก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สนใจอินเวอร์เตอร์ ถึงขนาดที่ว่าต้องการเพิ่มสัดส่วนจาก 30% เป็น 40%

การเป็นเบอร์ 1 ของตลาดรวมด้วยส่วนแบ่ง 30% ผลักให้ปีนี้มิตซูบิชิต้องเดิมเกมราคาต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยเปิดตัวเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์ระดับไฟติ้ง รุ่น เจพี ซีรีส์ (JP Series) ชูลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมัน ในราคาเริ่มต้น 19,000 ถูกลงกว่าเดิมอีก 10% ห่างจากรุ่นธรรมดา 5-10% ที่มีราคาเริ่มต้น 17,000 บาท เพื่อทำให้ราคาแตะต้องได้มากขึ้น และดึงความสนใจของผู้บริโภคจากแบรนด์อื่น ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยในส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นมาอีก 1-2

และราคาอาจจะดึงผู้บริโภคไม่มากพอ มิตซูบิชิ จึงต้องเล่นใหญ่ด้วยการทำ TVC ฉายต่อเนื่อง 7 วัน ผ่านการใช้ “โป๊ปธนวรรธน์ วรรธนะภูติ” เป็นพรีเซนเตอร์ติดต่อกันเป็นปีที่ 4

พานาโซนิคเดินเกมต่อขายธรรมดาคู่อินเวอร์เตอร์

ด้านพานาโซนิคอีกหนึ่งแบรนด์เพื่อนร่วมชาติ รายได้ของเครื่องปรับอากาศถือเป็นเบอร์ 1 ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยสัดส่วนกว่า 42% ส่วนปีนี้นั้นต้องการขยับมาเป็น 44% รวมไปถึงต้องการส่วนแบ่งในตลาดรวมจาก 21% เป็น 23%

โดยในปีนี้จะมีการเปิดตัวเครื่องปรับอากาศทั้งหมด 28 รุ่น เป็นอินเวอร์เตอร์ 19 รุ่น และยังขายระบบธรรมดาอยู่โดยเปิดตัวอีก 9 รุ่น ชูเทคโนโลยีนาโนอี ที่ช่วยในการลดกลิ่น กำจัดฝุ่น และยับยั้งแบคทีเรีย 

พร้อมกันนี้ยังเสริมด้วยการใช้พรีเซนเตอร์ถึง 2 คน ทั้ง นายณภัทร และ แต้วณฐพรด้วยเชื่อว่าทั้งคู่เหมาะที่จะเจาะฐานกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่จะนำพาให้พานาโซนิคสามารถขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในปี 2020 ได้