ปัจจุบันธุรกิจเชนร้านอาหารกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

และสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นคือ “เทคโนโลยี” และสื่อ Social Network

เราได้เห็นร้านอาหาร Street food เกิดขึ้นใหม่ๆ  หลายร้านที่มีรสชาติอร่อย และเกิดการรีวิวบนโลกออนไลน์ จนโด่งดังในชั่วข้ามคืนเกิดปรากฏการณ์ “ต่อคิวยาวเหยียด”

เมื่อบวกกับตัวกระตุ้นชั้นดีของบรรดาผู้ส่งอาหารจานด่วนผ่าน App ต่างๆ ทั้ง Panda food, Grab food, Lala Move ที่ทำให้ผู้บริโภคแค่นั่งรออาหารจากร้าน Street food ที่บ้านเพียงไม่กี่นาที อาหารจานโปรดก็จะมาเสิร์ฟถึงที่

ถึงจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นแต่ปรากฏการณ์นี้กำลังเป็นสัญญาณที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเชนร้านอาหารที่มีมูลค่า 140,000 ล้านบาท ว่ากำลังจะโดนร้านอาหารรายเล็กๆ แย่งชิงลูกค้า หากไม่คิดที่จะทำอะไรสักอย่าง

เพราะ 1 มื้อความอร่อยของผู้บริโภค 1 คนกำลังมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นมากมาย ที่ไม่ได้จำกัดแค่เชนร้านอาหารดังๆ เหมือนอย่างในอดีต

CRG บริษัทที่มีแบรนด์ร้านอาหารในมือ 11 แบรนด์มีรายได้ 12,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมาก็เริ่มที่จะคิดเปลี่ยนเกมธุรกิจตัวเอง

“ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นทั้งผลดีและผลเสียในธุรกิจของ CRG” ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG ให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้

แม้ปัจจุบันรายได้ CRG ยังเติบโต แต่ CRG ก็คิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยมี 2 เรื่องหลักๆ

1. การใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาขับเคลื่อนตลาด Delivery ที่ตัวเองมีรายได้ในช่องทางดังกล่าวในปี 2018 อยู่ที่ 600 ล้านบาท ให้เพิ่มขึ้นในปี 2019 มากกว่า 1,000 ล้านบาท

2. คือการหลุดจากกรอบเดิมๆ ที่นอกจากเป็นบริษัทที่เน้นซื้อแฟรนไชส์มาทำธุรกิจ หันมาสร้างแบรนด์ร้านอาหารของตัวเอง

เรื่องแรกสุดคือการสร้าง Application ที่ชื่อว่า “CRG 1312” ที่รวมเอา 11 แบรนด์ร้านอาหาร 250 เมนูของ CRG อยู่ใน App เดียว โดยเตรียมเปิดบริการในเดือนเมษายน เป้าหมายของ CRG ครั้งนี้นอกจากเพิ่มรายได้ของตัวเอง ยังเป็นการอัพเกรดเพื่อเข้าไปแข่งขันแย่งชิงลูกค้ากับกลุ่มร้าน Street food ที่มีบริการ Delivery เช่นกัน

“หากดูในเชิงภาพรวมพฤติกรรมการสั่งอาหารรับประทานของผู้บริโภคต้องบอกว่า Delivery กำลังมีอัตราเติบโตถึง 18% จนทำให้มูลค่าตลาดส่งอาหาร Delivery มีมากกว่า 10,000 ล้านบาท”

ข้อมูลดังกล่าว นับเฉพาะกลุ่มร้านอาหารที่มีสาขา และหากนับกลุ่มร้าน Street food ที่ผ่านผู้ให้บริการส่งอาหารถึงบ้านมูลค่าตลาด Delivery น่าจะมากกว่านี้อย่างน่าตกใจ แม้ ณ ตอนนี้ยังไม่มีบริษัทไหนเก็บตัวเลขข้อมูลดังกล่าวมาเผยแพร่

“ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ยอมจ่ายค่าส่งอาหารที่บางทีค่าบริการส่งแพงกว่าราคาอาหาร แต่เขายอมจ่ายเพื่อแลกกับความสะดวก”

โดยในเรื่องจัดส่งอาหารนั้น CRG เลือกใช้บริการของ Grab food, Panda food และ GET เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ CRG ที่เพิ่งจะตื่นตัวกับเรื่องนี้เพราะก่อนหน้านี้ยักษ์ใหญ่อย่าง MINOR FOOD ที่มี 7 แบรนด์อาหารในมือก็เลือกจะบรรจุเมนูทั้ง 7 ร้านอาหารลงใน App เดียวที่ชื่อ “1112 Delivery”

พียงแต่สิ่งที่ CRG ทำแต่ MINOR FOOD ไม่ได้ทำ ก็คือการไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่แบรนด์อาหารของตัวเอง

“ตอนนี้เราก็มีดีลกับร้านอาหาร Street food ชื่อดัง 3-4 ราย เพื่อที่จะให้เข้ามาอยู่ใน App นี้ โดยเขาต้องส่งสูตรอาหารมาแล้วทางเราจะปรุงเองและจัดส่งให้ลูกค้า”

เพียงแต่ดีลนี้อาจต้องรอการพิสูจน์ว่าจะสามารถทำสำเร็จหรือไม่ เพราะกลุ่มร้านอาหาร Street food เองก็คงไม่ยอมง่ายๆ ที่จะส่งสูตรอาหารให้ CRG เพราะอาจระแวงเรื่องการลอกเลียนแบบ

โดยเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้รับการชี้แจงถึงความเป็นไปได้จากทีมผู้บริหาร CRG

การเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ 2 ก็คือการสร้างแบรนด์ร้านอาหารด้วยมือตัวเอง เพราะที่ผ่านมา 11 แบรนด์ในมือ CRG จะเป็นการซื้อแฟรนไชส์ถึง 10 แบรนด์ จะมีแค่ร้านอาหารไทยอย่าง THE TERRACE ที่ CRG ปรุงเองกับมือ

โดยเวลานี้ CRG เผยโฉมให้เห็นแล้ว 2 แบรนด์

โดยแบรนด์แรกคือ “สุกี้เฮาส์” ที่จะเผยโฉมสาขาแรกที่ “เกตเวย์ บางซื่อ” ในเดือนเมษายนนี้ โดยณัฐ วงศ์พานิช เชื่อว่าแม้ตลาดนี้จะมี MK เป็นเจ้าตลาดแถมยังมีแบรนด์ร้านชาบูเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังมีช่องว่างและโอกาสให้แบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาในตลาด

ส่วนแบรนด์ที่สองคือร้านอาหารไทยตามสั่งราคาประหยัดเริ่มต้นที่จานละ 59 บาทที่ชื่อว่า “อร่อยดี”  โดย ณ เวลานี้เปิดแล้ว 3 สาขาที่สีลมซอย 32, ปั๊ม ปตท. สายไหม และ ไทวัสดุ บางนา โดยมีแผนขยายอย่างน้อย 10 สาขาในปีนี้

จุดเด่นของร้านนี้คือนอกจากเมนูอาหารตามสั่งราคาประหยัดแล้วนั้น ลูกค้ายังสั่งกลับบ้านหรือใช้บริการ Delivery

“ทั้งสองแบรนด์รวมถึงแบรนด์ใหม่ๆ ที่เราจะพัฒนาขึ้นในอนาคต คือจะเน้นเรื่องของราคาที่เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย และสามารถต่อยอดไปสู่การขายแฟรนไชส์ จนถึงการขยายสาขาไปยังต่างประเทศ”

เป็นเหตุผลที่ชัดเจนแล้วว่าทำไม CRG ต้องลุกขึ้นมาปั้นแบรนด์ร้านอาหารด้วยมือตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้การทำธุรกิจร้านอาหารด้วยแฟรนไชส์ แม้ข้อดีคือ จะเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคคนไทยรู้จัก และซื้อแฟรนไชส์มาก็ทำธุรกิจได้เลยทันที เพราะทุกอย่างในการทำธุรกิจถูกเซตระบบมาตรฐานมาให้แล้ว

แต่ข้อเสีย ก็คือ CRG ก็ไม่สามารถขายสิทธิ์แฟรนไชส์แบรนด์ร้านอาหารเหล่านี้ต่อให้คนอื่น รวมไปถึงไม่สามารถขยายสาขาไปยังต่างประเทศได้

อย่างไรก็ตาม เกมธุรกิจใหม่ของ CRG ไม่ใช่จะละทิ้งหรือลดความสำคัญแก่บรรดาแบรนด์แฟรนไชส์ที่มีอยู่ในมือ

เพราะถึงอย่างไรแบรนด์แฟรนไชส์ก็ยังเป็นรายได้หลัก เพียงแต่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือการขยับไปสู่การสร้างแบรนด์ร้านอาหารใหม่ๆ 

และที่สำคัญต้องรู้จัก Transform ตัวเองในวันที่โลกธุรกิจร้านอาหาร พฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการ “นั่งรับประทานในร้าน” เป็นอันดับหนึ่งเหมือนอย่างในอดีต

แต่…เทรนด์การกดสั่งความอร่อยผ่าน App แถมมีเมนูที่หลากหลายกำลังแทรกซึมไลฟ์สไตล์ใน 1 มื้ออาหารของผู้บริโภค 1 คน 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer