Drone ของเล่นชั่วคราว หรือ Gadget ที่คนต้องมี ?

ตลาดโดรน
ถ้าพูดถึงสินค้าที่เป็นเทคโนโลยี… คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับ สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือ กล้อง มากที่สุด เพราะมันสามารถพกพาได้ง่าย ใช้งานเป็นประจำ

แต่กับ โดรน ล่ะ มันจะเป็นแค่ของเล่นชั่วคราว หรือ เข้ามาอยู่ในกระเป๋าของเรา ?

 

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 – DJI และ Synnex ได้เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ของพวกเขา โดรนรุ่น Marvic Air ซึ่งความสามารถของมันนั้นยาวเหยียดมาก ขอสรุปสั้นๆ คือ วิดีโอ4k, กล้อง 12 ล้าน, ถ่าย SlowMo, ถ่าย Multiple Panorama, ถ่ายแบบ Asteroid, ถ่ายแบบ Boomerang, หนัก 430 กรัม และ เมื่อพับเก็บจะมีขนาดใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนเล็กน้อย

มาในราคา 30,000 บาท และ 37,500 บาท (เพิ่มแบ็ต 2 ก้อน) ซึ่งถ้าดูจากราคานี้ โดรน กำลังแข่งกับ กล้องถ่ายรูป และสมาร์ทโฟน

 

สมาร์ทโฟน – กล้อง – โดรน

สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง 3 อุปกรณ์นี้ คือ มันสามารถถ่ายภาพ และวิดีโอได้ … แต่ใครจะบาดเจ็บหนักที่สุด เมื่อโดรนเข้ามา

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในตลาด ราคาขยับไปอยู่ที่ 30,000-40,000 บาท สามารถถ่ายรูปได้สวยไม่แพ้กล้องทั่วไป และยิ่งบวกกับความสะดวกในการพกพา การแชร์ลงโซเชียล รวมถึงการใช้งานอื่นๆ สมาร์ทโฟนจึงเป็นสินค้าที่อาจกระทบไม่มาก แต่ผู้บริโภคก็อาจแบ่งกระเป๋าเงินมาเล่นโดรนได้เช่นกัน เดิมอาจมองสมาร์ทโฟนตัวท๊อป ก็อาจลดลงเหลือเครื่องละ 10,000 -20,000 บาท ก็เพียงพอ งบที่เหลือก็เอาไปลงกับโดรน

 

กล้อง ในปัจจุบันมีสี่แบบหลักๆ คือ กล้องดิจิทัล กล้อง Mirrorless กล้อง DSLR และ Action Camera … เสน่ห์ของกล้อง คือ ทำให้เราถ่ายภาพได้สนุกกว่าสมาร์ทโฟน สามารถถ่ายภาพยากๆ มุมแปลกๆ และให้ความคมชัดระดับรูขุมขนได้ … ราคา และขนาด จึงหลากหลายมาก

-Action Camera เบามาก ลุยได้ทุกที่ ราคาประมาณ 3,000 – 15,000 บาท
-กล้องดิจิทัล เบา ใช้งานง่าย ราคาประมาณ 5,000 – 20,000 บาท
-กล้อง Mirrorless หนักเล็กน้อย ใช้งานง่าย มีเลนส์ให้เลือก ราคาประมาณ 15,000 -50,000 บาท
-กล้อง DSLR หนัก งานมืออาชีพ ราคารวมอุปกรณ์เสริม ประมาณ 20,000 – 100,000 บาท

ด้วยราคา ขนาด และการพกพา การเข้ามาของโดรน น่าจะกระทบกับตลาดกล้องทุก Segment เลยทีเดียว เพราะลำพัง กล้องแต่ละแบบก็แข่งกันเองอยู่แล้ว แต่มาเจอโดรน คู่แข่งที่บินลงมาจากฟ้า !!

 

โดรน ก็มีหลายราคามาก ถ้าเป็นของโนเนม เอาแค่บินและถ่ายรูป ราคา 1,000-5,000 บาท ก็สามารถจับต้องได้

แต่ถ้าเอาแบรนด์เนม มีฟังก์ชั่น แบบ DJI ราคาก็หลากหลาย รุ่น Spark 15,000 บาท รุ่น Marvic Air 30,000 บาท

ซึ่งข้อดีของโดรน ที่สินค้าชนิดอื่นไม่มีก็คือ การบินที่เราสามารถควบคุมจากรีโมท สมาร์ทโฟน หรือ คำสั่งท่าทาง… ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้ดีมาก เมื่อบินได้สูงก็สามารถถ่ายภาพแปลกได้ๆ รวมถึงการมีฟังก์ชั่นถ่ายพาโนรามา ถ่ายแบบ Asteroid ทำให้ภาพหรือวิดีโอที่ได้ แตกต่างจากภาพทั่วๆ ไป

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันนี้คุณไปทริปต่างจังหวัดกับเพื่อน มีคนพก DSLR ไป และอีกคนพกโดรนไปเล่น คุณว่าใครจะถูกเพื่อนรุมถาม รุมขอดู ขอให้ถ่ายรูป มากกว่ากัน?

 

ภาพในอุดมคติ พกโดรนไปทุกที่ เหมือนพกขวดน้ำ

ส่วนข้อเสีย ของโดรนนั้น ก็ต้องบอกว่าอยู่ที่ การพกพา และแบ็ตเตอรี่ เพราะถึงแม้โดรนรุ่นใหม่ๆ จะมีขนาดเล็กกว่าแท็บเล็ต แต่มันก็ไม่เหมาะที่จะหยิบโดรนใส่กระเป๋าเป้ แล้วออกจากบ้านได้ ยังต้องมีรีโมท อุปกรณ์ป้องกันใบพัด แบ็ตเตอรี่ ที่ชารจ์แบ็ต หรือกระเป๋าที่หุ้มมิดชิดอีกที

ส่วนแบ็ตเตอรี่ของโดรนนั้น ก้อนหนึ่งบินได้ประมาณ 20 นาที ถ้าจะใช้งานทั้งวันก็ต้องมีอย่างน้อย อีก 2 ก้อน ซึ่งก็หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มตามมา

ฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่า ความสนุกของโดรนนั้นแปลกใหม่ก็จริง แต่ก็สั้นมากเช่นกัน

 

มุมมองของ DJI ผู้ผลิตโดรนเบอร์ 1 ของโลก

โดรน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ก็คือ โดรนที่ใช้เพื่อความสนุก ความบันเทิง (Consumer Drone) โดรนที่ใช้ในการทำธุรกิจ (Enterprise Drone) ไม่ว่าจะเป็น การเกษตร ภาพยนตร์ โฆษณา การถ่ายรูป การท่องเที่ยว หรือ การสำรวจ

“เราเชื่อว่าตลาดทั้งสองจะเติบโตไปพร้อมๆ กัน เพราะโดรนตอบสนองความต้องการประสบการณ์ ความต้องการแตกต่างของผู้บริโภคได้ ส่วนบริษัทก็เจอโอกาสที่จะนำโดรนมาใช้ในทำธุรกิจ ซึ่งถ้าวัดประสิทธิภาพของโดรน กับคน โดรนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ลดต้นทุนรวมได้มากกว่า” Kevin On ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของ DJI

 

3 กลยุทธ์ ที่ DJI ใช้ในตลาดไทยและอาเซียน คือ

1.Educate&Experience : โดรน เป็นสินค้าที่โฆษณาเท่าไหร่ ก็ไม่เท่าได้ลองใช้เอง ฉะนั้น DJI จะพยายามให้ผู้บริโภคได้ลองมาใช้ ลองศึกษาเอง และประสบการณ์นั้นจะเป็นตัวกระตุ้นผู้บริโภคเอง

2.Content : โดรนสามารถสร้างคอนเทนต์ได้ดีอยู่แล้ว ฉะนั้นเราจะพยายามหาคอนเทนต์ที่เข้ากับคนไทยได้ง่ายขึ้น การทำงานกับ Synnex จึงช่วยให้เราเข้าถึงคนไทยได้ง่าย หรือ อย่างการใช้ Influencers เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ดาราที่ดังที่สุด มาใช้โดรนของเรา แต่เป็นคนที่บินโดรนได้เก่งที่สุด เล่าเรื่องได้ดีที่สุด หรือเข้าใจโดรนของ DJI ได้มากที่สุดมากกว่า

3.Enterprise : ลูกค้าองค์กรเป็นตลาดที่สำคัญมาก เพราะสำหรับคนทั่วไป โดรนราคา 30,000 บาท อาจจะเยอะสำหรับเขาแล้ว แต่สำหรับลูกค้าองค์กร เช่น การเกษตรที่มีผลผลิตเดือนเป็นล้าน การซื้อโดรนหลักแสนมาทำธุรกิจถือว่าถูกมาก ฉะนั้นลูกค้า Enterprise ก็เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ

 

สุธิดา มงคลสุธี CEO ของ Synnex และ Kevin On ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของ DJI

สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ ซินเน็ค กล่าวว่า “ ตลาดโดรน ในไทย ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก จากเมื่อก่อนโดรนถูกมองเป็นแค่ของเล่น แต่ปัจจุบัน โดรน คือสินค้าไลฟ์สไตล์จริง สร้างประสบการณ์การถ่ายรูป การสำรวจโลกกว้างแบบที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน และสินค้าของ DJI มีตั้งแต่ระดับถูกสุดอย่าง Spark ไล่ขึ้นมาเป็น Marvic Air หรือ Marvic Pro เราเชื่อว่ากระแสตอบรับของโดรนจะยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ”

“การทำตลาดของ Synnex จะเน้นไปที่ Dealers ทั้ง 5,000 รายเป็นหลัก เพราะเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด เราก็ ให้ความรู้กับ Dealers เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง เพราะ โดรน เป็นสินค้าที่ต้องศึกษา ต้องให้ความรู้ ต้องลอง แต่เมื่อเข้าใจมันแล้ว ผู้บริโภคพร้อมใช้เงินแน่นอน นอกจากนั้นเรายังมีบริการหลังการขาย 1 ปีเต็ม ด้วยช่างที่ได้รับการรับรองจาก DJI ด้วย”

 

เพราะฉะนั้น ถ้า ตลาดโดรน เป็นไปตามที่ DJI และ Synnex คาดการณ์ โดรนจะกลายเป็น New Lifestyle Gadget ชิ้นต่อไป ที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตของผู้บริโภค

ในช่วง 1-2 ปีนี้ อาจจะยังเป็นตลาดกลุ่มกลางค่อนไปทางบน แต่เมื่อมีรุ่นที่ราคาต่ำลงมาอีก ผู้บริโภคก็จะเข้าถึงโดรนได้มากยิ่งขึ้น และในอีก 2-3 ปี เราจะเห็น โดรนบินตามชายหาด สวนสาธารณะ ภูเขา แหล่งท่องเที่ยว จนเป็นเรื่องปกติไปแล้วก็ได้

และเมื่อเวลานั้นมาถึง เราอาจได้เห็น เทคโนโลยีที่จะมา Disrupt โดรน อีกที ก็เป็นได้


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer