ทรูวิชันส์ รายได้เท่าไร ? พร้อมบทวิเคราะห์กลยุทธ์ ทรูวิชันส์ ในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย

ในอดีต True Vision คือผู้ผูกขาดธุรกิจทีวีบอกรับสมาชิกรายเดือน อย่างสมบูรณ์แบบ

ถึงจะเคยเจอบททดสอบครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2555 ที่เกิดคู่แข่งอย่าง CTH ซึ่งทำธุรกิจทีวีบอกรับสมาชิกเหมือนกัน

แต่เมื่อ CTH แบกรับต้นทุนหลายอย่างไม่ไหว โดยเฉพาะค่าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ 3 ฤดูกาล มูลค่าเกือบๆ 9,000 ล้านบาท

อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องระบบการจัดการบริหารทั้งในส่วนลูกค้าและภายในบริษัท

ในที่สุด CTH ก็ต้องเลิกกิจการ

True Vision ก็กลับมาอยู่ในสถานะผู้ผูกขาดตลาดทีวีบอกรับสมาชิกรายเดือนอีกครั้ง

แต่การ “ผูกขาด” ครั้งนี้ บรรยากาศช่างแตกต่างจากการ “ผูกขาด” ในอดีตเสียเหลือเกิน

เพราะในอดีต “ผู้ชม” ไม่ได้มีตัวเลือกมากมายเหมือนอย่างในยุคปัจจุบัน

ทีวีก็ไม่ได้มีแค่ 6 ช่องเหมือนในอดีตแต่มีมากถึง 25 ช่อง อีกทั้งยังมีช่องทางรับชม Content ออนไลน์อีกมากมาย

โดยที่ผ่านมา True Vision ไม่ได้นิ่งเฉยกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะนับตั้งแต่กระแสการรับชม Content ทางออนไลน์กำลังก่อตัว True Vision ถึงขั้นพลิกตำราการตลาดเลยทีเดียว

เริ่มต้นด้วยการมีสารพัดแพ็กเกจราคาประหยัดอย่างไม่เคยมีมาก่อนในอดีต

อย่างเช่นแพ็กเกจดูเฉพาะช่องหนังดังราคา 199 บาท/เดือน แถมฟรีแพ็กเกจช่องการ์ตูน 3 เดือน

จนไปถึงการแจกกล่องฟรีๆ ที่เรียกว่า “กล่อง ฟรี ทู แอร์” ด้วยการขายพ่วงไปกับบริการอื่นๆ อย่าง Internet บ้านหรือบริการ 4G บน Smartphone (กล่องนี้จำกัด Content ค่อนข้างมาก)

ทำให้ตัวเลขจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากปี พ.ศ. 2556 มีฐานสมาชิก 2.37 ล้านราย มาในปี พ.ศ. 2560 มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเกือบ 4 ล้านราย

มองดูผิวเผินน่าจะทำให้ True Vision สบายใจกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แต่ถ้าถามว่ามีลูกค้ากี่คนที่สร้างรายได้ให้แก่บริษัท

ทรูวิชันส์ อาจจะต้อง “คิดหนัก”

เพราะในสมาชิก 4 ล้านราย ที่เสียเงินค่าบริการสร้างรายได้ให้บริษัท มีเพียง 2.1-2.2 ล้านรายเท่านั้น

และลูกค้าส่วนใหญ่ก็อยู่ในแพ็กเกจราคาประหยัด ซ้ำร้ายไปกว่านั้นกลุ่มลูกค้าแพ็กเกจ Premium ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่เคยสร้างรายได้และกำไรอย่างมหาศาล

กำลังลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องจากในปี 2556 มีจำนวน 3.42 แสนราย มาในปี 2560 เหลือ 2.54 แสนราย

หักลบกันแล้ว ลูกค้ากลุ่ม Premium หายไปถึง 88,000 รายเลยทีเดียว

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อลูกค้า 1 คนใน 1 เดือน ลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย

ปี 2556 รายได้เฉลี่ยสมาชิก 1 คนอยู่ที่ 895 บาท/เดือน

ปี 2560 รายได้เฉลี่ยสมาชิก 1 คนอยู่ที่ 311 บาท/เดือน

ผ่านไป 4 ปีค่าเฉลี่ยรายได้ลูกค้า 1 คนหายไปถึง 584 บาท และน่าจะมีแนวโน้มลดลงไปอีกเรื่อยๆ

หาก True Vision ยังไม่คิดหา Turning Point ในการทำธุรกิจของตัวเองให้เจอ

ก่อนอื่นต้องมาดูว่าทำไม True Vision ไม่ทรงพลังเหมือนอย่างในอดีต?

เพราะยุคนี้ได้เกิดคู่แข่งคนสำคัญคือธุรกิจ Video On Demand ที่จ่ายรายเดือนทั้ง Netflix, iFlix และอื่นๆ ที่ทั้งถูกกฎหมายและละเมิดลิขสิทธิ์

จุดเด่นของ Video On Demand คือผู้ชมอยากดูหนังเรื่องไหนรายการประเภทใด แค่เข้าเว็บไซต์หรือ App ที่ตัวเองจ่ายสมาชิกรายเดือน ก็สามารถกดปุ่มเลือกดูหนังเรื่องโปรดได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง

ถึง True Vision จะมีลิขสิทธิ์หนังดังเกรด A ในมือมากมาย แต่หากเราอยากดูหนังเรื่องโปรดก็ต้องรอดูตามโปรแกรมเวลาที่ถูกกำหนดไว้ ไม่สามารถดูได้ในตอนนั้นแบบทันที

รวมไปถึง Content ถ่ายทอดสดฟุตบอลที่เว็บไซต์เสียเงินต่างๆ ก็สามารถดูย้อนหลังได้ตามใจ

เปรียบเทียบแล้ว Video On Demand สะดวกสบายตอบโจทย์ผู้ชมยุคนี้มากกว่า True Vision

และ True Vision เองก็น่าจะประเมินแล้วว่าที่ลูกค้ากลุ่มสมาชิกจ่ายค่าบริการรายเดือนลดน้อยลงต่อเนื่องน่าจะถูกกลุ่ม Video On Demand ขโมยไปไม่น้อย

การ “แก้เกม” ของ True Vision จึงเกิดขึ้นด้วยกล่อง True ID TV รุ่นใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนที่แล้ว

โดยกล่องนี้มีฟังก์ชันใหม่ๆ มากมาย เมื่อติดตั้งเสร็จก็สามารถเลือกดูภาพยนตร์ต่างๆ ได้ในทันทีด้วยความคมชัด 4K รวมไปถึงการรับชมการแข่งขันกีฬาทุกประเภทที่ True Vision ได้ลิขสิทธิ์ทั้งแบบถ่ายทอดสดหรือดูย้อนหลังได้หมด

แต่การรับชมนั้นก็ยังแบ่งเป็นระดับของแพ็กเกจตาม ID ของสมาชิกผู้ใช้

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือกล่องนี้ใช้ได้กับสมาชิก True Vision ทุกคน ถ้าลูกค้าแบบฟรีไม่เสียค่าบริการรายเดือนก็จะดู Content ได้แค่ “ฟรีทีวี 25 ช่อง”

แต่ถ้ามี TrueID Premium ซึ่งเสียค่าบริการรายเดือนก็จะรับชมทั้งภาพยนตร์และซีรีส์ดังจนถึงการแข่งขันกีฬาระดับโลก ที่สามารถเลือกดูได้ตามใจตัวเองตลอดเวลา

นอกจากนี้ ยังติดตั้ง App อื่นๆ ใน Google Play ที่มีอยู่ใน Store ลงในกล่องได้ทันที โดยกล่อง True ID TV ขายในราคา 2,490 บาท หรือใช้ TruePoint 500 แต้มรับส่วนลด 500 บาท

สิ่งที่น่าติดตามคือจะมีลูกค้ายอมจ่ายเงินกับกล่อง True ID TV มากน้อยแค่ไหน?

หรือในอนาคต True Vision อาจจะยอมแจกกล่อง True ID TV รุ่นใหม่นี้ให้ลูกค้าตัวเองที่สมัครใช้แพ็กเกจในกลุ่ม Premium เพื่อไม่ให้ลูกค้ากลุ่มนี้ หนีไปไหน

เพราะสิ่งที่ True Vision จะต้อง “ชนะ” ในวันนี้ไม่ใช่คู่แข่งเหล่าบรรดา Video On Demand ที่มีให้เลือกมากมาย

แต่ต้อง “ชนะใจ” ลูกค้าตัวเองต่างหาก

——————————————————-

รายได้ของ True Vision ปี 2018
.
จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า True Vision มีรายได้ปี 2018 สูงถึง 13,300 ล้าบาท เติบโต 8.7% จากปีก่อน
.
เหตุผลของการเติบโตมาจากธุรกิจบันเทิงจากการจัดกิจกรรมถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2018
.
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือรายได้จากค่าสมาชิกและค่าติดตั้งลดลงจากปีก่อน 1.7% เหลือ 8 พันล้านบาท จากปีที่แล้ว 2017 รายได้ส่วนนี้ เกือบๆ 10,000 บาท

พฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป และรายได้ค่าสมาชิกที่ลดน้อยลง จึงทำให้เจ้าพ่อ Pay TV ต้องค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าสู่โลกของ Video On Demand

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer