‘ ป๋าเต็ด ’ อดีตเบ๊ในแกรมมี่ เด็กเรียนไม่จบมหา’ลัย และเจ้าพ่อ Music Fest ของไทย

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า คนเรามักจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทุก ๆ 7 ปี แต่คำกล่าวนี้อาจจะใช้ได้แค่กับบางคน

เพราะมันไม่ตรงกับชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งที่เราได้รู้จัก

เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแต่ละครั้งของเขามักจะวนมาในทุก ๆ 10 ปี

อายุ 20 เริ่มฝึกงานในแกรมมี่ ที่ไอเดียของเด็กฝึกงานคนนี้ได้เอาไปใช้จริงในคอนเสิร์ตใหญ่อย่าง ‘แบบเบิร์ดเบิร์ด’

อายุ 30 เริ่มทำคลื่นวิทยุทางเลือก ที่ปลุกกระแสเด็กอินดี้ในไทยให้บูมขึ้นมาอย่าง Fat Radio

อายุ 40 เริ่มทำ Music Festival ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีงานไหน มีสเกลใหญ่เทียบเท่าอย่าง Big Mountain

อายุ 50 เริ่มทำบริษัทใหม่ที่ใช้ชื่อว่า แก่น 555 จำกัด เน้นทำอะไรมันส์ ๆ สวนทางกับอายุของตัวเอง

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม

ช่แล้ว! เขาคือยุทธนา บุญอ้อม หรือที่รู้จักกันในนามของ ป๋าเต็ด  ที่กว่าจะผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุก 10 ปี จนเป็นที่รู้จักและกลายเป็นอีกหนึ่ง Icon ของความเกเรแบบสร้างสรรค์อย่างทุกวันนี้ได้

ในอดีตเขาคือเด็กกิจกรรม ที่ทำกิจกรรมเยอะจนเรียนไม่จบ ต้องรีไทร์ และถึงทุกวันนี้วุฒิการศึกษาก็คือระดับชั้นม.6

เคยเป็นดีเจในช่วง ยามไทม์ ที่จัดรายการตอนที่หลายคนเข้านอนไปแล้ว

เคยเป็นเบ๊ของผู้บริหารใหญ่ในแกรมมี่ ที่ทำทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่ชงกาแฟหรือถ่ายเอกสาร

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ เบ๊ กลายเป็น บอส อย่างทุกวันนี้ได้

ข้อความด้านล่างนี้คือคำตอบ

คำตอบที่จะทำให้คุณเข้าใจประโยคโหล ๆ ที่ว่า ‘ความพยามยามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’ ได้มากขึ้น

CHAPTER 1 : 20-30  

ก้าวผ่านค่านิยมในสังคมไทยได้ด้วยความพยายาม

ละครเวทีมหา’ลัย ใบเบิกทางสู่แกรมมี่

จุดเริ่มต้นของการก้าวเข้ามาเป็นคนเบื้องหลังของ ป๋าเต็ด เริ่มมาตั้งแต่ปี 2530 ที่เขาเล่าให้เราฟังว่า

“ตอนอยู่นิเทศฯ ปี 3 ที่จุฬาฯ ผมได้รับหน้าที่แสดง เขียนบท และกำกับละครเวทีของคณะ ด้วยความที่เราเป็นคนชอบทำกิจกกรรมอยู่แล้วก็เลยทำออกมาได้โอเค ทำให้ภาพรวมละครนิเทศฯ ในปีนั้นออกมาดี แล้วมีพี่ที่แกรมมี่คนนึง คือพี่เจือ สันติสุข จงมั่นคง มาดูแล้วเขาชอบ ก็เลยเรียกทีมที่ทำละครไปคุยว่าใครอยากจะมาฝึกงานที่แกรมมี่ไหม ซึ่งผมก็สนใจและเข้าไปฝึกในฝั่งของคอนเสิร์ต

ที่เลือกฝึกคอนเสิร์ตเพราะคิดว่ายุคนั้นเป็นช่วงที่คอนเสิร์ตไทยกำลังจะบูม เริ่มมีความเป็นสากลมากขึ้น พอเข้าไปพี่ ๆ ในนั้นก็ให้เราไปเป็นเบ๊ของพี่เล็ก บุษบา ดาวเรือง (ผู้ร่วมก่อตั้งแกรมมี่)”

เรียกว่าเป็นเบ๊เลยจริง ๆ เหรอ?

“ใช่ครับ มันคือเบ๊เลยจริง ๆ ผมทำตั้งแต่ซื้อกาแฟ ถ่ายเอกสาร คอยช่วยจดงาน เรียกว่าตามพี่เล็กไปแทบจะทุกที่เลย

โชคดีที่ตอนนั้นพี่เล็กกำลังทำคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดอยู่ เราก็เลยได้มีส่วนร่วมด้วย หนึ่งในนั้น คือการหา reference หาไอเดียมาแชร์กับพี่ ๆ เขา ซึ่งการหา reference ในสมัยนั้นมันไม่ได้เหมือนตอนนี้ที่แค่เปิดกูเกิ้ลเอาก็ได้ แต่ต้องไปตามร้านหนังสือ ร้านเช่าวีดีโอ ดูเยอะ ๆ เพื่อเอามาปรับเป็นไอเดียของเราแล้วไปเล่าให้พี่เล็กฟัง

พอถึงวันประชุมทีมงานใหญ่ พี่เล็กก็เซอร์ไพร์สเราด้วยการบอกกับทุกคนว่า วันนี้เต็ดจะมาเป็นคนเล่ารายละเอียดทุกอย่างให้ทุกคนฟัง ตกใจเหมือนกัน แต่พอพี่เล็กสั่ง เราก็รีบงับโอกาสนั้นไว้ แล้วเราก็เล่ารายละเอียดได้ทั้งหมดว่าภายในงานจะมีอะไร เพราะมันคือสิ่งที่เราทำ เป็นสิ่งที่เราไปค้นคว้ามาจริง ๆ

และหลังจากวันนั้นก็เลยรู้ทันทีว่าที่พี่เล็กให้เราตามไปทุกที่ คอยช่วยนู่นช่วยนี่ มันคือกุศโลบายของเขา ที่อยากจะฝึกให้เราทำงานเป็น

สุดท้ายไอเดียจากเด็กฝึกงานตัวเล็ก ๆ อย่างเราก็ได้เอาไปใช้จริงในคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด ตอนจะบินไปให้ไกลสุดขอบฟ้า ถึงจะเอาไปใช้แค่ซีนเดียว แต่เรารู้สึกภูมิใจกับมันมาก”

เรียนได้ 5-6 ปีก็ตัดสินใจรีไทร์ออกมา

เมื่อฝึกงานจบ ป๋าเต็ด ก็ต้องกลับไปเรียนต่อที่มหา’ลัย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลาออกมา ด้วยเหตุผลที่เรียนไป 5-6 ปีแล้วเริ่มไม่ไหว เรียนไปก็รู้สึกเปลืองตังค์ เพราะเอาเวลาส่วนใหญ่ไปโฟกัสกับการทำกิจกรรม

เมื่อเรียนไม่ไหว คนแรกที่ ป๋าเต็ด นึกถึงก็คือพี่เล็กและพี่จือ เขาจึงสมัครงานกับทั้งสอง และทั้งสองก็รับ ป๋าเต็ด เข้าทำงานอย่างไม่ลังเลใจ เพราะถึงจะไม่มีวุฒิมหาวิทยาลัยแต่สุดท้ายเขาก็เข้าทำงานได้ด้วย Portfolios ที่ดี ในช่วงฝึกงานครึ่งปีที่เคยผ่านมา

ซึ่งตำแหน่งแรกในฐานะพนักงานแกรมมี่ของ ป๋าเต็ด ก็คือโคโปรดิวเซอร์รายการทีวี แต่พอทำไปได้แค่สองเดือนกว่า ๆ ก็รู้สึกว่าสิ่งที่หามาได้นั้นไม่พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เงินเดือนเริ่มแรกคือ 8,500 แต่ค่าผ่อนรถให้ที่บ้านคือเดือนละ 10,000 แล้วไหนจะค่าเช่าบ้านที่ต้องจ่ายอีก ประหยัดแค่ไหนยังไงก็ไม่พอ

ป๋าเต็ด จึงตัดสินใจหางานพิเศษทำ ด้วยการไปสมัครเป็นดีเจกับพี่ฉอดที่ A-Time Media และเวลาที่เขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดรายการก็คือเวลายามไทม์ที่ไม่ค่อยมีคนฟังและมีโฆษณาแค่ตัวเดียว

“ตอนที่เป็นดีเจตอนนั้นผมชอบนะ ถึงจะไม่ค่อยมีใครฟัง แต่นั่นก็ถือเป็นข้อดี เพราะไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจเรา เราก็เลยได้เปิดเพลงที่อยากเปิด ได้พูดในสิ่งที่อยากพูด ยิ่งได้อยู่ในห้องเสียงที่มีลำโพงคู่ละแสน มีแผ่นให้เลือกเปิดเป็นร้อยยิ่งชอบเลย”

ในเวลาต่อมาดีเจยามไทม์ ก็ได้พัฒนามาเป็นดีเจในช่วงเวลากลางวัน ที่ทำให้มีคนรู้จักเขาในฐานะของ ดีเจเต็ด มากขึ้น และจากดีเจที่เริ่มมีคนรู้จัก ก็ได้พัฒนาไปทำงานเป็นครีเอทีฟรายการวิทยุ ที่ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานทั้งของเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างครบครัน

สุดท้ายประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมาทั้งหมด ก็ทำให้ป๋าเต็ดเป็นอีกหนึ่งในผู้ที่ทำให้ Hot Wave กลายเป็นคลื่นอันดับ 1 ของวัยรุ่น และทำให้ Green Wave กลายเป็นคลื่นอันดับหนึ่งของคนวัยทำงานในยุคนั้น

และต่อยอดมาสู่การทำ Hot Wave Music Award งานประกวดดนตรีที่ไม่มีเด็กมัธยมคนไหนไม่รู้จัก รวมถึงการทำคอนเสิร์ต Green Concert ซึ่งยังเป็นแพลทฟอร์มคอนเสิร์ตที่ยังถูกจัดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม

CHAPTER 2 : 30-40

 อยากโตแบบมันส์ ๆ

ถึง Hot Wave และ Green Wave จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ด้วยความเป็นคนไม่หยุดนิ่ง ป๋าเต็ด จึงมีไอเดียที่จะทำคลื่นใหม่เพิ่มขึ้นมา เป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง Hot Wave และ Green Wave คือไม่เด็กจนเกินไป ไม่แก่จนเกินไป เรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีความสนุกอยู่ในตัว

รู้ว่าอยากทำแต่ภาพในหัวยังไม่ชัดเจนว่าจะออกมาเป็นแบบไหน ความเป็นคลื่นที่ไม่เด็กจนเกินไป และไม่แก่จนเกินไปของ ป๋าเต็ด จึงไม่ผ่านบอร์ดผู้บริหารที่แกรมมี่ และนี่ก็เป็นจุดที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินออกมา เพื่อมาทำคลื่นวิทยุของตัวเองที่ใช้ชื่อว่า Fat Radio โต ๆ มันส์ ๆ

ซึ่งถ้าจำกันได้ Fat Radio เป็นเหมือนเวทีที่ทำให้เพลงอินดี้ไทยมีที่ยืน มีพื้นที่ในการปล่อยของ เป็นจุดกำเนิดของคำว่าอินดี้ในบ้านเรา และยังได้ต่อยอดสู่ Fat Festival งานคอนเสิร์ตที่วัยรุ่นต้องไป ไปเสพย์ดนตรี ไปเสพย์ศิลปะ ไปเสพย์แฟชั่นของคนในงาน

รวมไปถึง T-Shirt Festival งานขายเสื้อที่ได้รับความสนใจจากวัยรุ่นเป็นอย่างมาก !

ถือเป็นความนอกกระแส ที่คนในกระแสหลักยังหันไปให้ความสนใจ และด้วยความสำเร็จของ Fat จึงทำให้คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม หรือที่ใคร ๆ ก็เรียกกันว่าอากู๋ ต่อสายตรงหา ป๋าเต็ด เพื่อเรียกกลับมาทำอะไรสนุก ๆ ให้แกรมมี่อีกครั้ง แม้ตอนนั้นอายุของ ป๋าเต็ด จะ 40 แล้วก็ตาม 

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม

CHAPTER 3 : 40-50  

อยากมันส์แบบใหญ่มาก

เหตุผลที่ทำให้อากู๋เรียก ป๋าเต๊ด กลับมาไม่ใช่เพราะแค่ฝีไม้ลายมือ แต่ยังรวมไปถึงช่องว่างที่แกรมมี่ยังขาดคนมาเติมเต็ม

“การทำคอนเสิร์ตกับ Music Festival มันไม่เหมือนกันนะ เรื่องคอนเสิร์ตแกรมมี่ถนัดอยู่แล้ว แต่เขาอาจจะยังไม่มีคนทำ Music Festival ให้ และด้วยประสบการณ์ที่เราทำ Music Festival มาเยอะ เขาก็เลยไว้ใจให้เราทำตรงนี้

พอทำพรีเซนต์ไปเสนอพี่บูลย์ (อากู๋) เขาก็เคาะ อนุมัติให้เราทำ ได้งบมา 50 ล้าน ตอนนั้นเราตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยทำโปรเจกต์ใหญ่เท่านี้ อย่างตอนทำ Fat Festival สเกลใหญ่สุดก็ 10 ล้าน แต่นี่คือ 50 ล้าน

ซึ่ง 50 ล้านนี่เราไม่ได้หวังกำไรนะ แค่คืนทุนก็พอ แล้วหวังจะสร้าง Brand Awareness แล้วค่อยไปหากำไรในการจัด Big Mountain ครั้งที่ 2

ส่วนคำว่ามัน ใหญ่ มาก ก็เป็นชื่อที่ผมคิดเอง มันเกิดมาจากตอนที่เราประชุมกับทีม Print แผนผังทั้งงานออกมาทั้งหมดว่ามีอะไรบ้าง แล้วทุกคนก็อุทานออกมาว่า เฮ้ยใหญ่มาก! ก็เลยเอาตรงนี้นี่แหละมาเป็นสโลแกนว่า มัน ใหญ่ มาก

คือผมเป็นคนชอบคิดสโลแกนอะไรแบบนี้อยู่แล้ว อย่างตอน Fat Radio สโลแกน โต ๆ มันส์ ๆ ก็เป็นสิ่งที่ตรงกับ Position ของคลื่นที่วางไว้ ที่อยากจะให้เป็นจุดกึ่งกลางของคนที่เริ่มเป็นผู้ใหญ่แต่ก็ยังไม่ทิ้งความเด็กไป

ผมว่าการคิดสโลแกนที่ดีมันไม่มีหลักการอะไรมาก เพียงแค่ต้องเป็นคำพูดที่จำง่าย และเป็นเรื่องจริง

LAST CHAPTER

ช่วงชีวิตการทำงานของ ป๋าเต็ด มักจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในทุก ๆ 10 ปี และจนถึงตอนนี้ที่อายุ 50 เขาก็ได้เริ่มสร้างความท้าทายครั้งใหม่ให้กับตัวเองอีกครั้ง ด้วยการเปิดบริษัทที่ใช้ชื่อว่า แก่น 555 จำกัด ที่ยังคงเน้นทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด นั่นก็คือการทำงานอีเว้นท์ ในรูปแบบที่พยามจะหลีกหนีไปจากสิ่งที่มีอยู่ในตลาด

และที่บอกว่ามันคือ Last Chapter ก็เพราะป๋าเต็ดได้แพลนไว้ว่า เมื่ออายุ 60 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า เขาจะเกษียณตัวเองออกจากงานที่เคยทำมากว่าหลายสิบปี และจะหันไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแบบเล็ก ๆ ไม่ต้องมีเรื่องเม็ดเงินขนาดใหญ่ให้มากดดันอีกต่อไป

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะสามารถทำในสิ่งเดิม ๆ ให้ดีอย่างสม่ำเสมอมานานกว่า 40 ปีได้ เพราะคนสมัยนี้เบื่อง่าย พอเจออุปสรรคอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็มักจะถอยและหันไปทำอย่างอื่นแทน

เมื่อถามว่าแล้วป๋าเต็ดเติมเชื้อเพลิงให้กับการทำงาน จนทำให้ตัวเองสามารถทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็มีอายุมากกว่าหลายสิบปีได้ยังไง

สิ่งที่ป๋าเต็ดตอบกลับเรามาก็คือ

“อาจจะเป็นเพราะธรรมชาติของคนทำอีเวนท์ เราเตรียมงานมานานเป็นปี แต่พองานจบสิ่งที่เราทำ เวทีที่เราออกแบบมาตั้งนานก็หายไปในพริบตา

เราเลยต้องคิดใหม่ทำใหม่อยู่ตลอดเวลาว่าถ้าจบงานนี้แล้วต้องทำไงต่อ ช่วงเวลาเริ่มต้นในการคิด Big Mountain ของผมในปีต่อไป คือเช้าวันสุดท้ายของวันงานในปีนั้น

พอเป็นอย่างนี้ งานที่ผมทำมันก็เลยไม่ได้เป็นรูทีน ไม่เกิดความเบื่อ และตัวผมเองก็ยังหิวกระหายที่จะทำอะไรใหม่ ๆ อยู่

จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น”

 

รูป ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

%d bloggers like this: