การขายของผ่าน Live ไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมบน Social Media Platform เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบนช่องทางอีคอมเมิร์ซที่เข้ามากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของ User ที่เข้ามา
หนึ่งในอีคอมเมิร์ซที่ขายของผ่านทาง Live ได้น่าสนใจก็คือ Lazada กับฟีเจอร์ LazLive ที่เข้ามาช่วยดึงลูกค้าและเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำที่เปิดร้านใน Lazada ได้มากขึ้น
ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้ร้านค้าขายของหรือสาธิตวิธีการใช้สินค้าได้แบบเต็มที่ แถมยังมีระบบต่างๆ เอาไว้โต้ตอบกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ พร้อมลูกเล่นต่างๆ ที่ช่วยให้สามารถปิดยอดขายได้ทันทีโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเปลี่ยนหน้าจอออกไปกดคูปองหรือจ่ายเงินเพื่อให้เสียโอกาสทางการขาย หรือกับบางร้านที่ Lazada จะส่ง KOL ของ LazLive มาช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าอีกด้วย
ด้วยการเติบโตของ LazLive ทาง Lazada ก็เลยมักจะจัดแคมเปญต่างๆ เพื่อผลักดันฟีเจอร์นี้ หนึ่งในนั้นคือ Lazada Livestream Competition x Fashionista กับการแข่งขันไลฟ์สดขายของ
ที่ไม่ได้แค่เอาผู้ประกวดมาแข่งกันพูดขายของหน้ากล้องเท่านั้น แต่ยังมีการจัดเวิร์กช้อปอย่างเป็นจริงเป็นจัง เริ่มตั้งแต่เปิดรับสมัครแล้วคัดเลือกผู้เข้ารอบจนเหลือ 33 ทีมเพื่อเข้ามาเรียนรู้เทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับการขายของผ่านทางไลฟ์
ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม Photo Shooting การเรียนรู้เทคนิคต่างๆ กับพี่เบิร์ดจาก Stepgeek และร้านค้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Loonystore ที่มาแชร์ประสบการณ์การขายของผ่านทาง Live อีกด้วย
และจาก 33 ทีมก็คัดเลือกให้เหลืออีก 12 ทีม เพื่อเข้ามา Studio Livestream & Photoshoot Mission ในแบบที่เข้มข้นกว่าเดิม รวมถึงการทำมิชชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมิชชั่นมิกซ์แอนด์แมตช์ การไลฟ์ 3 พาร์ต หรือการแต่งตัวตามธีมในสตูดิโอที่จัดไว้ให้ โดยในรอบนี้ก็จะมี 2 เมนเทอร์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในโลกออนไลน์อย่างบริ้งค์และโจวปลื้มมาร่วมเทรนผู้เข้าแข่งขันด้วย
ซึ่งนอกจากความสนุกและความท้าทาย สิ่งที่ผู้เข้าแข่งขันได้รับกลับไปในการทำเวิร์กช็อปครั้งนี้ก็ยังรวมไปถึงเทคนิคการไลฟ์หน้ากล้องอีกมากมาย ทั้งไหวพริบการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าให้เข้ากันในเวลาที่มีจำกัด การพูดโน้มน้าวให้คนดูกดหัวใจให้ หรือพูดยังไงให้ปิดการขายได้แบบทันที

และสุดท้ายจาก 12 ทีมก็คัดเลือกจนเหลือ 6 ทีม โดย 6 ทีมที่ผ่านเข้ารอบนี้จะมีสิทธิ์ได้เดินพรมแดงและขึ้นไปเดิน Final Walk ในงาน Lazada Women’s Festival ซึ่งจัดขึ้นที่เอ็มควอเทียร์ในวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา
และความพิเศษคือการที่ทั้ง 6 ทีมจะได้เดินบนรันเวย์เดียวกันกับที่ซุปเปอร์สตาร์ไทยอย่างเบลล่า ราณี, ต่อ ธนภพ และอีกมากมายหลายคนในงาน Lazada Women’s Festival

และจากการได้เข้าไปเกาะติด Catwalk ด้วยตัวเอง ต้องบอกเลยว่าแม้จะไม่ใช่นางแบบมืออาชีพ แต่ผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้ง 6 ทีมก็เดินกันได้อย่างโปร คุมเวทีและคนดูได้อย่างอยู่หมัด ซึ่งสำหรับทีมผู้ชนะเลิศก็จะได้เงินรางวัล 80,000 บาท รวมถึงการได้เซ็นสัญญาเป็น KOL ของ Lazada อีกด้วย ส่วนอันดับที่ 2 จะได้รับเงินรางวัล 40,000 บาท และอันดับที่ 3 จะได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท



โดยทีมผู้ชนะอย่าง สองตัวแม่มาแชร์…แว๊บบบ! ก็ได้เล่าให้ Marketeer ฟังว่าจุดเริ่มต้นของการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโปรเจกต์นี้คือการชักชวนของเพื่อนที่เห็นว่าเธอมักจะชอบพูดชอบไลฟ์ขายของ ชอบแต่งตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งพอได้เข้ามาจริงๆ สิ่งที่เธอเคยไลฟ์ขายของด้วยตัวเองกับการไลฟ์ของ Lazada นั้นแตกต่างกันมาก

จากที่เคยพูดหน้ากล้องอยากพูดอะไรก็พูด อยากเปิดเพลงอะไรก็เปิด แต่พอได้เข้ามาเวิร์กช้อปร่วมกับ Lazada นี้ทำให้เธอได้ทริคต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้อีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นทริคการทำให้ในไลฟ์ขายของไม่เกิดอาการ deadair โดยจะต้องมีมุกตลกต่างๆ เข้ามาแทรกเพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึก enjoy และกดซื้อกดหัวใจให้ด้วยนั่นเอง

หรือการแบ่งช่วงในการไลฟ์เหมือนกับรายการทีวี เช่น หากมีเวลาในการไลฟ์ทั้งหมด 1 ชั่วโมงเธอจะต้องมาวางแผนว่าในหนึ่งชั่วโมงนี้จะต้องพูดอะไร จะแบ่งเป็นทั้งหมดกี่ช่วง แล้วในแต่ละช่วงจะขายทั้งหมดกี่ตัว
ซึ่งการทำแบบนี้ก็ทำให้ลูกค้าสนุกกับการขายของเธอได้มากขึ้น และนำมาสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ส่วน Cindy หนึ่งในผู้ผ่านเข้ารอบ 6 ทีมสุดท้ายได้บอกกับ Marketeer ว่าแม้เธอจะไม่ได้รับรางวัลแต่สิ่งที่ได้จากการเข้าร่วมโปรเจกต์ Lazada Livestream Competition x Fashionista ในครั้งนี้มีค่ามากกว่านั้น

เพราะมันทำให้เด็กวัย 19 อย่างเธอรู้ว่าตัวเองชอบอะไร จากที่ไม่แน่ใจว่าการพูดหน้ากล้องหรือการพูดขายของเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบหรือไม่ แต่โปรเจกต์นี้ช่วยกะเทาะเปลือกให้เธอได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น มีภาพในหัวที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่จะได้ KOL คนใหม่มาเสริมในฟีเจอร์ LazLive, ช่วยผลักดันวงการอีคอมเมิร์ซไทยให้เติบโตมากยิ่งขึ้น หรือกระทั่งช่วยฝึกให้เด็กวัยรุ่นมีความกล้าแสดงออกและได้ลองค้นหาตัวเอง
แต่ในเชิงการตลาดอีกสิ่งที่ Lazada ได้จากการทำโปรเจกต์นี้ไปก็คือการทำให้ผู้คนได้รู้จักกับฟีเจอร์ของ LazLive มากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำการตลาดออกมาในรูปแบบของโปรเจกต์นี้ก็จะทำให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมกับ LazLive ที่จะนำไปสู่การทดลองใช้ได้ดียิ่งกว่าการออกมาป่าวประกาศทั่วไป


และแม้กลุ่มเป้าหมายสำหรับแคมเปญนี้ของ Lazada คือวัยรุ่นอายุ 18-24 ปีที่หากเทียบกับกลุ่มอื่นๆ แล้วยังไม่มีกำลังในการซื้อมากเท่าก็ตาม
แต่การทำให้พวกเขาได้รู้จักกับ Lazada ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก็เหมือนเป็นการปลูกฝังแบรนด์เข้าไปในใจ ที่หากวันหนึ่งเด็กกลุ่มนี้โตขึ้นมาแล้วเริ่มมีกำลังซื้อ ประกอบกับในอนาคตที่การช้อปปิ้งออนไลน์จะเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตของเรามากกว่าที่เป็นอยู่ ก็มีแนวโน้มสูงว่าวัยรุ่นอายุ 18-24 ปีในวันนี้จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มี Brand Loyalty กับ Lazada ในวันข้างหน้า
#LazFashionista #Lazstyle #LazadaTH
–
