เคยรู้สึกบ้างไหมว่า แบรนด์ของกินที่เราเคยกินมาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ ก็ยังคงรสชาติเดิมๆ ไม่มีรสชาติใหม่ๆ เข้ามาสร้างสีสันให้กับแบรนด์สักที

แต่แบรนด์เหล่านี้ก็ยังขายได้เรื่อยๆ แม้บางครั้งยอดขายอาจจะลดไปบ้างตามสถานการณ์การแข่งขัน

จนอยู่มาวันหนึ่ง แบรนด์เหล่านั้นกลับเปิดตัวรสชาติใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดสร้างปรากฏการณ์ให้กับแบรนด์ กลายเป็นกระแสจนผู้บริโภคอย่างเราๆ อดไม่ได้ที่จะซื้อมาลิ้มลอง และแชร์ให้โลกรับรู้ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ สร้าง Free Media ให้กับแบรนด์โดยไม่ต้องเสียเงินทำการตลาดมากนัก

และเมื่อรสชาติใหม่ที่ออกมาดีจริง สินค้านั้นก็จะกลายเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่สำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ

อย่างแบรนด์ที่เรามองว่ามีความน่าสนใจของการเปลี่ยนแปลงด้านรสชาติใหม่ๆ ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่เห็นเด่นชัด คงจะเป็นแบรนด์ ยาคูลท์ ที่มีการเปิดตัว ยาคูลท์ ไลท์ สูตรหวานน้อย เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นสูตรใหม่ของยาคูลท์ในรอบ 50 ปี หลังจากที่ยืนหนึ่งในรสชาติเดียวมาตลอด

และจอลลี่ แบร์ ที่เพิ่งออกขนมเยลลี่รสชาติ Super Sour ที่เปรี้ยวจี๊ด ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบ 33 ปี จากเดิมที่ แบรนด์จอลลี่ แบร์ ก็มีเพียงขนมหมีหลากสีเพียงแบบเดียวออกสู่ตลาดเหมือนกัน

เมื่อจอลลี่ แบร์ เป็นของใหม่ เราขอพูดก่อนละกัน

 

จอลลี่ แบร์ รสชาติ Super Sour ถือว่าเป็นรสชาติใหม่ของจอลลี่ แบร์ ครั้งแรกในรอบ 33 ปี

โดยจอลลี่ แบร์ ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์เยลลี่ หมี แบรนด์แรกในประเทศไทย ผลิตโดยบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด

ซึ่งในบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด นี้มีขนมเยลลี่อีกแบรนด์หนึ่งชื่อ จอลลี่ โคล่า จำหน่าย เยลลี่ รูปขวด รสชาติโคล่า

ที่ผ่านมาธุรกิจจอลลี่ แบร์ ได้ประสบกับการแข่งขันของธุรกิจเยลลี่ ที่มีแบรนด์อย่าง ฮาริโบ เข้ามาตีตลาด ซึ่งจุดเด่นของฮาริโบ คือความเป็นเยอรมัน ดินแดนที่ขึ้นชื่อด้านเยลลี่ ที่มาพร้อมกับรสชาติและรูปทรงที่หลากหลายกว่า ทำให้ฮาริโบสามารถขยายอาณาจักรตัวเองอยู่บนเชลฟ์ จนเยลลี่ จอลลี่ แบร์ โดนบดบังจากพี่หมีเยอรมัน ทำให้คนที่ไม่ได้สังเกตอาจจะมองไม่เห็นจอลลี่แบร์อยู่ในนั้น

และที่สำคัญฮาริโบมีการทำตลาด ณ จุดขาย ดึงดูดผู้ที่ชอบรับประทานเยลลี่ขาประจำ และขาจรให้เลือกซื้อไปรับประทาน เพราะโปรโมชั่นอยู่เสมอ

นอกจากคู่แข่งอย่างฮาริโบแล้ว จอลลี่แบรนด์ยังมีคู่แข่งที่เป็นแบรนด์เยลลี่ไทย ที่มีความใกล้เคียงกัน อย่างเช่น ก่อนหน้านั้น เซเว่น-อีเลฟเว่น ได้มีการออกขนม Jelly Bear ที่มีรูปหมีเหมือนกัน ในราคาถูกกว่า และยังมีเยลลี่รูปทรงต่างๆ ของแบรนด์ไทยและแบรนด์เทศเข้ามาแย่งชิงพลังซื้อของกลุ่มลูกค้าจอลลี่แบร์ไปอีก

การปรับตัวของจอลลี่แบร์ครั้งนี้ แม้มาร์เก็ตเธียร์ไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดของบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด เจ้าของแบรนด์มากนัก

แต่ถ้าให้มองปรากฏการณ์นี้ อาจจะมาจากการเปลี่ยนมือการบริหารจากรุ่นสู่รุ่นของตระกูล เชาวน์ประดิษฐ์ เจ้าของบริษัท ที่ทำให้เกิดการทำ R&D พัฒนาเยลลี่รสชาติใหม่ๆ

เพราะนอกจากจอลลี่แบร์ จะมีเยลลี่รสชาติใหม่ ในส่วนของแบรนด์ จอลลี่โคล่า แบรนด์เยลลี่รสโค้กของบริษัท พงษ์จิตต์ก็ยังมีการออกสินค้าใหม่ ในชื่อจอลลี่โคล่า รสเชอรี่โค้ก ที่มีส่วนผสมของเยลลี่โคล่า และเชอรี่ในชิ้นเดียวกัน

ซึ่งจอลลี่โคล่า รสเชอรี่โค้ก บริษัท พงษ์จิตต์ได้มีการแนะนำสินค้าในงาน ThaiFex ที่ผ่านมา และคาดว่าจะนำออกมาจำหน่ายให้คนไทยได้ลองลิ้มชิมรสกันอย่างทั่วถึงเร็วๆ นี้

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ผ่านมารายได้ของบริษัท พงษ์จิตต์ ที่แจ้งกับกระทรวงพาณิชย์ ในบางปีอาจจะดูลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งมาจากการแข่งขันในธุรกิจที่มีคู่แข่งจำนวนมาก อย่างเช่นในปี 2558 เป็นปีที่เซเว่น-อีเลฟเว่นออก Jelly Bear มาท้าชนตลาดเยลลี่หมี ไม่รวมถึงการแข่งขันของแบรนด์เยลลี่เยอรมันของฮาริโบ ที่มีการทำแคมเปญโปรโมชั่นที่ดึงดูดผู้บริโภคเสียเหลือเกิน

รายได้จอลลี่แบร์ และจอลลี่โคล่า

2555     142,004,067.99   กำไร 15,177,354.22

2556     143,205,843.33   กำไร 5,725,663.79

2557     158,151,873.28   กำไร 11,161,107.92

2558     148,174,935.52   กำไร 5,806,393.50

2559     159,323,236.01   กำไร 8,792,847.74

2560     163,128,206.13   กำไร 18,498,526.88

ที่มา: กระทรวงพาณิชย์ รายได้จากบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด

 

แต่อย่างไรก็ดี มาร์เก็ตเธียร์มองว่า แม้ในบางปีที่จอลลี่แบร์จะถูกมรสุมทางธุรกิจแต่ก็กลับมาได้ เพราะรสชาติที่ถูกใจใครหลายๆ คน

และการกระจายสินค้าที่ดีไปยังต่างจังหวัด พร้อมภาพลักษณ์ของแบรนด์เยลลี่ที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน

นับจากปี 2516 ที่จอลลี่แบร์ได้แนะนำตัวเองเป็นครั้งแรกในฐานะเยลลี่รูปหมีที่แสนอร่อยของเด็กไทย จนถึงวันนี้ จอลลี่ แบร์ ก็มีอายุมากถึง 46 ปี ที่เคยสร้างรสชาติความอร่อยเคี้ยวเพลินให้กับเด็กๆ ในแต่ละยุคสมัย เพราะรสชาติไม่ดีจริงคงไม่สามารถทำธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนานจนถึงวันนี้

 

เมื่อพูดถึง จอลลี่ แบร์ แล้ว เรายังมีอีกแบรนด์หนึ่งที่ไม่มีสินค้าใหม่มาอย่างยาวนานอย่างยาคูลท์ ที่อยู่ๆ ก็ออกสินค้าใหม่ ที่ชื่อว่า ยาคูลท์ ไลท์ ในปี 2561

การเปิดตัวของยาคูลท์ไลท์ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ของธุรกิจยาคูลท์ในประเทศไทย

การออกยาคูลท์ไลท์ สูตรลดน้ำตาล ที่ออกมาสร้างเสียงฮือฮาในกลุ่มผู้รักสุขภาพในปีที่ผ่านมา มาร์เก็ตเธียร์มองว่า มาจากเทรนด์ผู้บริโภคและภาษีน้ำตาลเป็นหลัก

ก่อนหน้านั้น ยาคูลท์ มีเพียงแค่รสชาติเดียว และรสชาติเดียวของยาคูลท์นั้นกำลังเจอความท้าทายในเรื่องของ ความหวาน เพราะหลายปีที่ผ่านมา

1. คนไทยบางกลุ่มเริ่มตระหนักถึงปัญหาการบริโภคน้ำตาลมากจนเกินไป จะทำลายสุขภาพในระยะยาวได้ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแคมเปญรณรงค์เรื่องนี้จากภาครัฐ

2. ภาครัฐมีการออกกฎหมายภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเกินกว่าความต้องการของร่างกาย ที่กรมสรรพสามิตเรียกเก็บภาษีตามน้ำตาลที่เป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม ที่จะบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2562

โดยกฎหมายภาษีนี้ได้ออกมาในปี 2560 และ ผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เดือน ต.ค. 2560 แต่ได้เลื่อนระยะเวลาบังคับใช้ไป 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัว

การที่ยาคูลท์ได้ออกรสชาติหวานน้อยนี้จึงถือเป็นหนึ่งในการปรับตัวเพื่อตั้งรับการเปลี่ยนของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างที่เรากล่าวมา

การที่มาร์เก็ตเธียร์มองเรื่องเทรนด์สุขภาพและภาษีน้ำตาลเป็นเรื่องหลักที่ทำให้ยาคูลท์ออกรสชาติใหม่ มาจากที่ผ่านมาแบรนด์ยาคูลท์มีจุดแข็งด้านรสชาติที่ไม่เหมือนใคร และไม่สามารถเลียนแบบได้ อย่างเช่นที่ผ่านมา บีทาเก้น จะมีนมเปรี้ยวที่รสชาติใกล้เคียงยาคูลท์ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เหมือนสักทีเดียว

ทำให้แฟนพันธ์ุแท้ยาคูลท์ที่ดื่มกันมาอย่างยาวนาน ก็ยังเลือกดื่มยาคูลท์ต่อไป แม้บางคนจะเคยเรียกร้องให้ยาคูลท์ออกนมเปรี้ยวขวดใหญ่มาก็ตาม เพราะยาคูลท์ที่มีอยู่ขนาดเดียวมีปริมาณที่น้อยเกินไปจนดื่มไม่จุใจ

นอกจากนี้ จุดเด่นที่สำคัญของยาคูลท์อีกประการหนึ่งคือ สาวยาคูลท์ ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางการขายที่อยู่คู่กับธุรกิจยาคูลท์ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี 2514 ที่ยาคูลท์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดย ประพันธ์ เหตระกูล ผู้ก่อตั้ง บริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทย) จำกัด 

และสาวยาคูลท์นี่เองมีพลังที่สำคัญในการส่งยาคูลท์ไปถึงมือผู้บริโภคถึงหน้าบ้านไม่ว่าจะอยู่ในตรอกซอกซอยไหนก็ตาม ถ้าสมัครเป็นสมาชิกสั่งยาคูลท์เป็นประจำ สาวยาคูลท์จะเดินไปส่ง

และการสมัครสมาชิกรับยาคูลท์เป็นประจำ ทำให้ยาคูลท์สามารถคำนวณจำนวนการผลิตได้แม่นยำขึ้น เพราะอย่างน้อยยาคูลท์ที่ผลิตขึ้นมาส่วนใหญ่จะมั่นใจได้ว่าจะมีผู้ซื้อที่แน่ชัดในแต่ละวัน

เมื่อมองไปที่รายได้ของบริษัทยาคูลท์ประเทศไทย พบว่าในแต่ละปีมีการเติบโตขึ้นทุกปี โดยเฉพาะกำไร ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากการลงทุนในปี 2556 ที่ทำให้ในปีนั้น ยาคูลท์ ประเทศไทย เกิดภาวะขาดทุน

 

รายได้ยาคูลท์

2556     1,935,097,493.89             ขาดทุน 233,429,587.46

2557     2,215,636,180.55             กำไร 60,700,129.89

2558     2,222,134,723.23            กำไร 114,169,653.66

2559     2,349,543,493.45           กำไร 154,002,894.96

2560     2,370,175,043.87             กำไร 309,429,014.59

2561     2,409,378,193.61             กำไร 357,916,904.78

ที่มา: กระทรวงพาณิชย์ รายได้จากบริษัท ยาคูลท์ ประเทศไทย จำกัด

 

แต่อย่างไรก็ดี การขยับตัวของทั้งสองแบรนด์ ที่ยืนหนึ่งในการทำธุรกิจผ่านนมเปรี้ยวและเยลลี่ รสชาติเดียว แบบเดียวมาตลอด เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า แม้จะขายดีแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อโลกเปลี่ยนธุรกิจก็ต้องปรับตามเพื่อความอยู่รอดของแบรนด์ ในยุคที่สินค้าจากทั่วมุมโลกเข้ามาอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างง่ายดาย

 

ที่มาภาพจาก เฟซบุ๊ก Jollybears และเว็บไซต์ ยาคูลท์



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer