Pomelo ทำความรู้จักแบรนด์ Fast Fashion น้องใหม่ที่มี JD.Com เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

สำหรับคุณผู้หญิงที่นิยมซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ คงรู้จักแบรนด์ Pomelo เป็นอย่างดี ในฐานะแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงที่โฆษณาปรากฏอยู่ตามโซเชียลมีเดีย และโลกออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง และคุณผู้หญิงหลายคนอาจจะเป็นลูกค้าประจำที่สั่งซื้อเสื้อผ้าจากPomelo ด้วยซ้ำ

 

โดยในแต่ละปี เราจะเห็นพัฒนาการของ Pomelo อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเติบโตนี้มาพร้อมกับรายได้ที่น่าสนใจ   

 

แม้ Pomeloจะมีรายได้ที่เติบโตทุกๆ ปี แต่เมื่อมาดูที่ผลกำไร กลับพบว่า ยังคงขาดทุนอยู่ ซึ่งการขาดทุนนี้มาจากการลงทุนที่จะขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

การกล้าที่จะลงทุนนี้เอง ทำให้เราสงสัยว่า Pomeloมีผู้อยู่เบื้องหลังคือใคร และเกี่ยวอะไรกับ JD.Com

จากข้อมูลพบว่า Pomelo ถือเป็นสตาร์ทอัพในธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ของไทย ที่เกิดจากการรวมตัวของอดีตผู้บริหารลาซาด้า ประเทศไทย  

ได้แก่ เดวิด โซฮยอง จู, เคซี่ เจิ้งซี เหลียง และ วีรธิป ธนาภิสิทธิกุล ที่มองเห็นเทรนด์แฟชั่นออนไลน์ในประเทศไทย มีโอกาสในการเติบโต จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปซื้อเสื้อผ้าออนไลน์มากขึ้น

 

โดยตำแหน่งที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 ในลาซาด้า ประกอบด้วย

เดวิด โซฮยอง จู เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด

เคซี่ เจิ้งซี เหลียง กรรมการผู้จัดการ

และ วีรธิป ธนาภิสิทธิกุล กรรมการผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ

 

เริ่มแรกของธุรกิจ Pomeloเป็นการนำเสื้อผ้าแฟชั่นจากเกาหลีมาจำหน่ายเพื่อทดลองตลาดและหาเทรนด์ความต้องการสินค้าแฟชั่นของคนไทย ก่อนที่จะวางตัวเองเป็นแบรนด์ Fast Fashion มีดีไซเนอร์ของตัวเอง และเริ่มผลิตเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง

โดยจุดมุ่งหมายของผู้ก่อตั้ง Pomeloคือการเป็นแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นเอเชีย ที่มีธุรกิจในประเทศต่างๆ ได้แก่ ประเทศไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง และอื่นๆ ที่ให้บริการลูกค้าในรูปแบบ Omni-Channel จากการขยายช่องทางจัดจำหน่ายจากช่องทางออนไลน์ สู่ช่องทางออฟไลน์

ทำให้ธุรกิจของ Pomeloจำเป็นต้องระดมทุนจากนักลงทุนหลากหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนจาก Jungle Ventures และ 500 Tuk Tuks

 

การระดมทุนครั้งที่สำคัญที่สุดของ Pomelo เป็นการระดมทุนในปี 2560 ที่มีนักลงทุนอย่าง  JD.com เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซในประเทศจีน พร้อมกลุ่ม Provident Capital Partners และกองทุน Lombard Investments ให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นนักลงทุนรายหลัก

 

โดยจุดประสงค์ที่ JD.Com เขาไปลงทุนในธุรกิจ Pomeloเพราะต้องการขยายตลาดไปยังตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากจีน และยังเป็นการต่อยอดธุรกิจให้กับ JD.Com ไปยังธุรกิจ Fast Fashion ที่ JD.Com อาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญมาก่อนได้อย่างรวดเร็ว

การระดมทุนครั้งนั้น Pomeloได้เงินทั้งสิ้น 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 600 ล้านบาท และทำให้ Pomeloมีสายป่านที่ยาวมากพอที่จะรองรับการขาดทุนสะสมที่มาจากการลงทุนในด้านต่างๆ

จากวันนั้นถึงวันนี้เส้นทางสายแฟชั่นของ Pomeloไม่ใช่ว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะระหว่างทางในการดำเนินธุรกิจได้ประสบกับปัญหาที่ วีรธิป ธนาภิสิทธิกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งได้ถอนตัวและถอนทุนออกจาก Pomeloด้วยเหตุผลส่วนตัว

และทำให้ในปัจจุบัน Pomeloเหลือเพียงผู้ก่อตั้งชาวต่างชาติได้แก่ เดวิด โซฮยอง จู และ เคซี่ เจิ้งซี เหลียง เท่านั้น

แม้ธุรกิจมีอุปสรรคแต่ในปัจจุบัน Pomeloก็ได้เป็นธุรกิจที่มีจุดยืนทางธุรกิจที่น่าสนใจ

 

Marketeer มองว่าความน่าสนใจนี้มาจาก

 

1. สร้างจุดขาย Fast Fashion สด ใหม่ เสมอ

Pomeloวางตัวเองเป็นแบรนด์ Fast Fashion ที่มีการอัพเดตแฟชั่นใหม่ๆ อยู่เสมอ

โดยในแพลตฟอร์ม Pomeloจะมีการอัพเดตสินค้าใหม่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นความถี่ที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นทั่วไป

การที่ Pomeloกำหนดให้มีการอัพเดตสินค้าแฟชั่นใหม่ๆ มากถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ดึงลูกค้าเข้ามาดูสินค้าเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพราะอย่างน้อยถ้าลูกค้ายังไม่ถูกใจกับสินค้าคอลเลกชั่นใหม่ๆ ก็จะได้สินค้าในคอลเลกชั่นเดิมๆ ที่อาจจะเคยมองผ่านกลับไปสวมใส่ได้

แต่การรับประกันอัพเดตสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องถือเป็นความท้าทายที่สำคัญในธุรกิจเช่นกัน เพราะการที่ออกสินค้าใหม่ที่มีความถี่สูงขนาดนี้ จำเป็นต้องมีความเสี่ยงที่สินค้าบางรุ่นจะขายออกได้น้อย เพราะลูกค้าไม่ถูกใจ รวมถึงการบริหารสินค้าคงคลัง เพื่อไม่ให้เกิดการสต๊อกสินค้าที่มากเกินไปอีกด้วย

2. เปลี่ยนสินค้าภายใน 360 วัน

Pomeloมีการรับประกันยินดีให้ลูกค้าเปลี่ยนสินค้าได้ใน 360 วัน หรือ 1 ปี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าจำนวนมากๆ จากอารมณ์วู่วามอาจได้ไปหมด และเมื่อได้สินค้ามา ก็เก็บเอาไว้ในตู้ เพราะไม่มีโอกาสและเวลาในการลองและสวมใส่เสื้อผ้า หรือสินค้านั้นๆ จนเมื่อมีเวลามาลองใส่ กลับรู้สึกไม่ชอบ หรือใส่ไม่ได้เพราะหุ่นเปลี่ยนไป

การรับประกันคืนสินค้าป้ายห้อยที่ยังไม่ผ่านการใช้งานของPomelo เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและเป็นกุศโลบายที่ดีที่ทำให้ลูกค้ากล้าที่จะซื้อสินค้าในPomelo โดยยังหาโอกาสใส่ไม่ได้มากขึ้น เพราะอย่างน้อยถ้าอนาคตไม่ชอบก็สามารถเปลี่ยนได้ภายใน 1 ปี

แต่นโยบายนี้ก็เป็นความท้าทายในธุรกิจไม่น้อย เพราะถ้ามีสินค้าตกคอลเลกชั่นที่ถูกส่งคืนจากลูกค้าจำนวนมากๆ นั่นหมายถึงการเพิ่มต้นทุนในการบริหารงาน จากสินค้าที่อาจจะไม่สามารถนำไปขายต่อได้

3. O2O Marketing

ในปีที่ผ่านมา Pomeloมีการขยายธุรกิจจากหน้าร้านออนไลน์ สู่หน้าร้านออฟไลน์ตามห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาทดลองสวมใส่ หยิบจับสินค้าเพื่อดูเนื้อผ้าและคัตติ้ง รวมถึงเป็นจุดที่ให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เข้ามารับสินค้า และส่งคืนสินค้าที่ไม่ต้องการได้อีกด้วย

ซึ่งการมีหน้าร้านออฟไลน์นี้ นอกเหนือจากจุดประสงค์ดังกล่าวแล้ว Pomeloยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับการกลัวที่จะโดนหลอกจากการสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ได้มากขึ้น และเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยซื้อเสื้อผ้าออนไลน์มาก่อนได้

โดยในปัจจุบัน Pomeloมีร้านค้าที่เป็นรูปแบบออฟไลน์อยู่ 8 แห่งในไทย และ 1 แห่งในสิงคโปร์ โดยในสิงคโปร์ถือเป็นร้านค้าที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดของ Pomeloในปัจจุบัน

เมื่อโลกของธุรกิจที่เปลี่ยนไป การปรับตัวของแบรนด์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะในวันนี้การมีหน้าร้านเพียงช่องทางออนไลน์ หรือออฟไลน์เพียงช่องทางเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์ลูกค้าได้เหมือนในอดีต เพราะในโลกทุกวันนี้ แทบจะไม่มีเส้นแบ่งระหว่างออนไลน์และออฟไลน์อีกต่อไป

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer