จากโครงการไอคอน สยาม  มองมาฝั่งตรงกันข้ามจะเห็นอาคารเก่าแก่ที่ยังคงร่องรอยความสวยงามหลังหนึ่งตั้งอยู่ขนานกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หลายคนคงสงสัยว่า แล้วทำไมถึงถูกปล่อยทิ้งให้ดูทรุดโทรมมานานทั้งๆที่ พื้นที่ติดๆ กันคือโรงแรมโอเรียนเต็ลที่มีชื่อเสียงรู้จักไปทั่วโลก รวมทั้งโรงแรมหรูริมแม่น้ำอีกหลายโครงการ

แต่อีกไม่นาน บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) จะเข้ามาพลิกโฉมอาคารแห่งนี้ให้เป็นลักชัวรี่โฮเต็ลแห่งใหม่ในเครืออามันรีสอร์ท โดยกำหนดเปิดให้บริการในปี 2568

เคยเนื้อหอมจนนักพัฒนาที่ดินรายใหญ่หลายรายแย่งชิง

อาคารหลังนี้มีอายุ 131 ปี ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2431  ในพื้นที่ 5 ไร่ เจ้าของคือกระทรวงการคลัง อดีตคือที่ทำการของศุลกสถาน (หรือกรมศุลกากรในปัจจุบัน) เพื่อเป็นที่ทำการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าที่เรียกว่า “ภาษีร้อยชักสาม” ดังนั้น จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “โรงภาษีร้อยชักสาม”

พ.ศ. 2492 กรมนี้ได้ย้ายไปอยู่ที่คลองเตย จากนั้นเคยเป็นสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก และเป็นที่ทำการของตำรวจน้ำ แต่เสียดายเพราะไม่มีงบประมาณในการดูแลทำให้ดูทรุดโทรมอยู่นานหลายสิบปี

เมื่อปี 2547 กรมธนารักษ์ก็เคยเปิดให้เอกชนเข้าประมูลพัฒนาที่ดินแปลงนี้และมีบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่หลายรายให้ความสนใจ เช่น บริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด ในยุคที่มีเสริมสิน สมะลาภา เป็นผู้บริหาร  ที.ซี.ซี. แลนด์ ของ เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี  บริษัทโรงแรมโอเรียนเต็ล เหมราชพัฒนาที่ดิน ของ เสี่ยสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา ของ ตระกูลจิราธิวัฒน์ ซึ่งแนเชอรัล พาร์ค ก็เป็นผู้ชนะคว้าสิทธิการประมูลไปได้

แต่หลังจากนั้นก็มีเรื่องติดปัญหาสัญญาร่วมลงทุนมานานถึง 11ปี  ในที่สุดเมื่อ ปี 2560 ที่ผ่านมาศาลปกครองมีคำสั่งพิพากษาให้ “กรมธนารักษ์” คู่สัญญา “บมจ.แนเชอรัลพาร์ค” หรือชื่อใหม่ “บมจ.ยู ซิตี้” เดินหน้าลงทุนได้เหมือนนับหนึ่งใหม่

“บมจ.แนเชอรัลพาร์ค” เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “บมจ.ยูซิตี้ จำกัด (มหาชน) หลังจากที่ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป ของคีรี กาญจนพาสน์ เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เมื่อปี 2538

บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ได้สิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้นานถึง 30 ปี  จุดขายสำคัญ คือความสวยงามทางสถาปัตยกรรมของอาคารเก่า 100 กว่าปี ตัวอาคารมีรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยคลาสสิกสูง 3 ชั้น มีมุขกลางสูง 4 ชั้น ยาวแผ่ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีระเบียงทางเดินด้านหน้าซึ่งประกอบด้วยซุ้มหน้าต่างตลอดแนวอาคาร

รวมทั้งการสร้างอาคารหลังใหม่อีก 1 หลังด้วย โดยใช้งบทั้งหมดรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท ประกอบด้วยห้องพัก พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แบบครบครัน รวมไปถึงร้านอาหาร ห้องจัดเลี้ยง และห้องประชุมสัมมนา

ในหนังสือตำนานกรมศุลกากร ของพระยาอนุมานราชธน ก็ได้เขียนชมความงามของอาคารหลังนี้ไว้ว่า  

“สมัยนั้นถ้านั่งเรือไปตามแม่น้ำจะปรากฏตัวตึกกรมศุลกากรตั้งตระหง่านเด่นเห็นได้แต่ไกล ด้วยเป็นตึกที่ตอนกลางสูงถึง 3 ชั้น ซึ่งในสมัยนั้นนอกจากกระทรวงกลาโหมแล้ว ดูเหมือนจะมีแต่ตึกกรมศุลกากรเท่านั้นที่เป็นตึกขนาดใหญ่และสง่างาม”

เพราะความงดงามและมีคุณค่าของอาคารหลังนี้ ในสมัยนั้นทางราชการจึงได้ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับชาวต่างประเทศ บ้างใช้เป็นที่รับรอง บ้างใช้เป็นสถานที่เต้นรำ ในคราวพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา รวมทั้งพระราชพิธีสมโภชพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จนิวัติพระนครจากการเยือนประเทศในยุโรปครั้งแรก

หลังจากได้ลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทยู ซิตี้ จะร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากรเข้าสำรวจพื้นที่อาคารเพื่อการบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ก่อนดำเนินการเข้าบูรณะตัวอาคารเก่า โดยคาดว่าการสำรวจขุดค้นทางประวัติศาสตร์รวมถึงการบูรณะซ่อมแซมอาคารและการพัฒนาพื้นที่ทั้งหมดจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 6 ปี ก่อนเปิดให้บริการ

พ.ศ. 2568 อาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง  



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer