SME Think Tank / ดร.เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม

วันนี้ความไม่แน่นอนมีมากจนหลายคนนอนไม่หลับ

ทั้งปัญหาการเมืองในประเทศที่บางคนพูดให้เข้าใจว่ามีสภาพเหมือนเป็นฟาร์มสรรพสัตว์

ทั้งสงครามการค้าระหว่างพี่เบิ้ม สหรัฐอเมริกากับจีนที่พัวพันจนล่าสุดรบกันถึงสงครามเทคโนโลยี

สภาพแวดล้อมและปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลงบ่อยแบบคาดเดาลำบาก

ไม่แน่ ไม่นอน จริงๆ จนเจ้าของธุรกิจเล็กๆ อาจจะขอนอนพักผ่อนก่อนดีไหม หรือบางรายอาจจะนอนยาวแบบไม่สามารถฟื้นธุรกิจกลับมาได้

ไม่ว่าการทำธุรกิจหรือการดำเนินชีวิตไม่มีใครชอบความไม่แน่นอน

แต่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนได้ โดยเฉพาะการทำธุรกิจ

แล้วเราจะรับมือความไม่แน่นอนกันอย่างไร

ความไม่แน่นอนเกิดจากเราขาดข้อมูลที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการวางแผน หรือการตัดสินใจ หากเราจะแบ่งประเภทของความไม่แน่นอน เอากันแบบง่ายๆ คงพอได้ 4 ประเภท

  1. ความกำกวม ความไม่ชัดเจนของข้อมูล หรือการตีความข้อมูลได้หลากหลาย
  2. รู้ว่าขาดข้อมูลที่ไม่รู้ คือท่านรู้ว่าท่านไม่มีข้อมูลด้านใดด้านหนี่งเลยเกิดความไม่แน่นอน
  3. ไม่รู้ข้อมูลที่ไม่รู้ คือท่านไม่รู้แม้กระทั่งว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่ท่านไม่รู้ แบบนี้อาจจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรที่แน่นอนหรือไม่แน่นอน
  4. เหตุการณ์ในอนาคตซึ่งอาจจะคาดการณ์ได้ ได้บ้าง หรือไม่ได้เลย

หากเรามีข้อมูลที่ต้องการครบ ก็ไม่มีความไม่แน่นอน หรือความเสี่ยง

ในเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนได้ เราจึงควรรู้วิธีรับมือความไม่แน่นอน เพื่อการรับมือและวางแผนเพื่อการเติบโตของธุรกิจ เช่น

  1. รู้สภาพจริงของท่านในปัจจุบัน อะไรที่เป็นความเสี่ยง ความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจหรือการวางแผนการทำธุรกิจ รู้ว่าปัจจัยใดที่ท่านสามารถควบคุมได้ อะไรที่ควรให้ความสำคัญ อะไรที่ต้องให้ความระมัดระวัง เช่น ในสถานการณ์สงครามการค้าในปัจจุบัน เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะธุรกิจที่ค้าขายกับต่างประเทศ และต้องรู้จักใช้เครื่องมือทางการเงินหรือบริการของธนาคารที่เกี่ยวกับการประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
  1. เตรียมรับผลที่เกิดจากความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยที่ควบคุมได้และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น หากการเมืองในประเทศไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ สภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร และธุรกิจของท่านจะถูกกระทบอย่างไร ท่านอาจจะเตรียมการรับมือได้ใน 3 ระดับ เช่น สถานการณ์ดีที่สุดกับธุรกิจของท่าน สถานการณ์แย่ที่สุดกับธุรกิจของท่าน หรือ ที่สถานการณ์เป็นไปได้มากที่สุดกับธุรกิจของท่าน
  1. พยายามหาข้อมูลหรือคำแนะนำจากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ เพื่อให้ท่านเกิดความแน่ใจในสถานการณ์ที่ท่านไม่ทราบ เช่น หากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกายืดเยื้อจะกระทบการส่งออกของไทยและเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไร แล้วท่านต้องการข้อมูลหรือคำแนะนำอะไรบ้างในการวางแผนหรือทบทวนแผนธุรกิจของท่าน
  1. ตรวจดูสภาพธุรกิจในปัจจุบันของท่านว่ามีอะไรที่ต้องควรระวัง การทำงานด้านใดที่ไม่มีประสิทธิภาพ หากสถานการณ์ไม่เป็นในทางที่เป็นบวกกับท่าน หรือต้องปรับปรุงการทำงานอย่างไรหากสถานการณ์เป็นไปในทางบวกกับท่าน
  1. ต้องมีความคล่องตัวในการปรับตัวตามสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน เช่น ต้องมีสภาพคล่องทางการเงิน มีเงินสดในมือพอสมควร ไม่มีหนี้มากเพื่อรับสถานการณ์ที่อาจจะทำให้การค้าขายไม่คล่อง ยอดขายตก เป็นต้น
  1. มองหาโอการเติบโตของธุรกิจหรือรุกคู่แข่ง ในสถานการณ์ไม่แน่นอน คู่แข่งอาจหยุดทำกิจกรรมทางการตลาด หรือหยุด หรือลดการขยายงาน ทำให้เป็นโอกาสที่ท่านจะรุกธุรกิจคู่แข่ง หรือความไม่แน่นอนอาจทำให้เกิดโอกาสทำธุรกิจในส่วนตลาดใหม่
  1. กระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน อย่างที่ท่านอาจเคยได้ยินว่า ไม่ควรเก็บไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว หากตะกร้าตกไข่จะได้ไม่แตกทั้งหมด เช่นเดียวกับการทำธุรกิจ ในสถานการณ์ไม่แน่นอน ท่านควรกระจายความเสี่ยง ไม่เน้นขายกับลูกค้ารายใหญ่ไม่กี่ราย ควรกระจายทำตลาดในหลายส่วนตลาด ลดการให้เครดิตการค้า ให้ส่วนลดเพิ่มในการขายเงินสด ฯลฯ
  1. ทบทวนสถานการณ์ในอดีตที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ปัจจุบันหรืออนาคตที่ไม่แน่นอน พิจารณาดูว่าท่านผ่านสถานการณ์นั้นมาได้อย่างไร หรือคนอื่นเขารับมือและผ่านสถานการณ์นั้นมาได้อย่างไร เพราะเหตุการณ์บางอย่างอาจจะซ้ำรอยเดิมก็ได้
  1. มีพันธมิตรหรือเครือข่ายในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลือ พูดง่ายๆ คือต้องมีเพื่อนไว้คอยช่วยเหลือ โดยเฉพาะในด้านที่ท่านไม่มีความเข้มแข็ง
  1. ต้องคิดบวก ไม่ตระหนกกับความไม่แน่นอนมากเกินไป การคิดแง่ร้าย (อาจจะเกินสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจริง) อาจทำให้ท่านท้อแท้ ไม่เกิดความคิดที่รอบคอบ ไม่มองหาโอกาสที่อาจจะเกิดขึ้น ในกรณีที่ท่านเป็นเจ้าของธุรกิจหรือผู้นำธุรกิจ จะพลอยทำให้ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน และองค์กรอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ไปด้วยเกินกว่าสถานการณ์จริง

ความจริงถ้าจะพูดกันให้ลึก ท่านอาจจะใช้เครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆ เช่น SWOT Analysis, Five Force Model, Sensitivity Analysis อื่นๆ อีกมากมายมาใช้ในการคำนวณความไม่แน่นอน แต่หากจะลงลึกเกินไป บางท่านอาจจะงงและเกิดความไม่แน่นอนในความคิดของตนเองเสียเอง

ประสบการณ์ทั้งของตนเองหรือคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ท่านเชื่อถือได้ จัดเป็นเครื่องมือประจำตัวชั้นยอดในการรับมือความไม่แน่นอน

ไม่ว่าความไม่แน่นอนจะออกผลในด้านบวกหรือด้านลบกับธุรกิจของท่าน เมื่อมันผ่านไปมันก็เป็นบทเรียนและเป็นการสร้างความต้านทานในการรับความไม่แน่นอนในคราวต่อๆ ไป

เรื่องนี้สิแน่นอน จริงไหมครับ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer