เพราะแต่ละปีมีหนังเกิดขึ้นใหม่กว่า 3,000 เรื่อง แต่กลับมีหนังเพียงแค่ 80-120 เรื่องเท่านั้นที่ได้พื้นที่ฉายในโรงใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คงหนีไม่พ้นแนว Hollywood – Action – หรือหนังตลก เพราะหนังในกระแสเหล่านี้เข้าถึงคนง่าย และการันตีรายได้อย่างแน่นอน

แต่ด้วยความที่คลุกคลีอยู่กับหนังมาตั้งแต่เด็ก ทั้งในฐานะลูกสาวของเสี่ยเจียง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ และผู้ที่ทำหน้าที่หาหนังจากตลาดมาจัดจำหน่ายในไทยในนามของสหมงคลฟิล์ม

อุ๋ย-ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ เห็นว่าเวลาเธอซื้อหนังจากที่อื่นเข้ามา ผู้ขายจะไม่ขายเป็นเรื่อง แต่ขายเป็นแบบเหมา แล้วจะมีหนังบางส่วนในสต๊อกถูกคัดตกไป เป็นหนังนอกกระแสที่โรงใหญ่ๆ ไม่เลือกไปฉาย เพราะมันเป็นอะไรที่เข้าถึงยาก และนั่นก็นำมาสู่การหารายได้ที่ยากด้วยเช่นกัน

แต่ความนอกกระแสก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นหนังไม่ดี กลับกันบางเรื่องมีเนื้อหา มีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจมากๆ จนเธอเองก็ยังรู้สึกเสียดายแทนตัวหนังที่มันไม่มีพื้นที่ได้ออกฉาย เสียดายแทนคนทำหนังที่ไม่มีที่ให้ปล่อยของ ที่สำคัญคือเสียดายแทนคนดูที่ไม่ได้เสพคอนเทนต์ดีๆ ที่มีอยู่อีกหลายเรื่อง

ความเสียดายนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตัดสินใจไปชักชวน จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ ที่ในขณะนั้นเป็นผู้บริหารค่ายเพลงนอกกระแสอย่าง Fat Radio มาทำโรงหนังอาร์ตด้วยกัน

ก่อนตอบรับคำชวน เขาตั้งคำถามกลับไปยังอุ๋ยว่า “คำนิยามของโรงหนังอาร์ตในความหมายของอุ๋ยคืออะไร”

และหากคำนิยามของทั้งสองตรงกัน เขาก็จะตัดสินใจทำโรงหนังในแบบที่ไม่เคยมีในไทยมาก่อน

Day 1

ทั้งสองเล่าย้อนกลับไปในวันแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรงหนัง ตอนยืนคุยกันแบบเซอร์ๆ พร้อมมองถนน RCA ที่เงียบเหงา พูดคุยถึงนิยามของโรงหนังอาร์ตแล้วได้คำตอบที่ตรงกันว่า

“เราอยากทำโรงที่ฉายหนังเล็กๆ มันอาจเป็นหนังที่ไม่ได้มีมูลค่าทางการตลาดมากนัก หน้าตาไม่ได้ดึงดูดเท่ากับหนัง Mass ในโรงใหญ่ แต่เนื้อหาข้างในดี แล้วคำว่าหนังอาร์ตก็ไม่ใช่หนังที่ดูไม่รู้เรื่อง เพราะหนังอาร์ตที่ดีดูแล้วเข้าใจง่ายก็มีถมเถไป

แล้วเอาจริงๆ ผมก็ชอบพูดกับคนอื่นอยู่เสมอ ว่าผมชอบไปไหว้พระตามที่ต่างๆ ขอให้มีโรงที่ฉายหนังนอกกระแสแบบนี้ในไทยสักที” –จ๋อง พงศ์นรินทร์

“ตอนเริ่มทำ เอาจริงๆ แทบไม่ได้คาดหวังผลกำไรทางเม็ดเงินเลยว่ามันจะเป็นยังไง คาดหวังแต่ผลกำไรทางใจที่จะได้ทำตาม Passion ให้คนได้ดูหนังดีๆ ที่มันไม่มีโอกาสได้ฉายในโรงใหญ่

พอไม่ได้คิดถึงเรื่องธุรกิจมากขนาดนั้น เราก็เลยไม่ได้ขายสปอนเซอร์โรงหนัง ไม่ได้ทำมาร์เก็ตติ้งกับมันอย่างเป็นจริงเป็นจังอย่างที่ควรจะเป็น รายได้ก็มาจากการขายตั๋วหนัง ให้เช่าสถานที่ แล้วก็ยอมรับตรงๆ เลยว่าที่ house มันอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสหมงคลฟิล์มคอยอุ้มเอาไว้ด้วย” –อุ๋ย ชมศจี

จุดเปลี่ยนของการเปลี่ยนนามสกุล

จาก house RCA มาเป็น house SAMYAN

แม้ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาจะไม่ได้มีกำไรมากมาย แต่ house RCA ก็ยังอยู่ได้เรื่อยมา กระทั่งวันหนึ่งที่สามย่านมิตรทาวน์ได้มาชวนให้ house ย้ายเข้าไปอยู่ในโครงการ ซึ่งทั้งสองก็ใช้เวลานานเกือบ 2 ปี กว่าจะตอบรับคำชวนที่จะย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่

“เอาจริงๆ ตอนที่สามย่านมิตรทาวน์มาชวนไปอยู่ด้วย เรายังรู้สึกแบบจริงหรอ แน่ใจแล้วหรอที่มาชวนเรา คือโอเค ถ้าเขาอยากได้ความแปลกไว้ในโครงการ เราไม่เหมือนใครแน่ๆ แต่ถ้าจะให้มาช่วยดึงคน อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

แล้วอีกอย่างที่รู้สึกแปลกใจตอนเขามาชวน คือเขารู้จักเราจริงๆ หรอ ไม่ได้หมายถึงแค่ชื่อของ house แต่หมายถึงตัวตนจริงๆ ของเราว่าเป็นยังไง ซึ่งกว่าจะจรดปากกาเซ็นอย่างเป็นจริงเป็นจัง ก็ใช้เวลาคุยกันนานเกือบสองปีเลย” -จ๋อง  พงศ์นรินทร์

“ส่วนเหตุผลที่เราตัดสินใจย้ายจาก RCA มาที่สามย่านมิตรทาวน์ คงต้องย้อนกลับไปในวันแรกที่ทำโรงหนัง เราเริ่มมันด้วย passion ด้วยความอยากทำจริงๆ ก็เลยไม่ได้มองเรื่องธุรกิจขนาดนั้น ที่เราตัดสินใจเลือก RCA เป็นเพราะตอนนั้นราคามันไม่แพงมาก

แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นปัญหาที่ใหญ่สุด คือพอเดินทางยาก คนก็ไม่ค่อยมา แต่หากย้ายไปสามย่านที่ติดรถไฟฟ้าใต้ดิน ถ้าคนเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น house ก็จะเดินหน้าต่อไปได้ง่ายขึ้นด้วยเหมือนกัน

ส่วนเรื่องความ niche เราไม่กังวลเลย เพราะถ้าสังเกตก็จะเห็นว่าคนเปิดใจรับหนังนอกกระแสมากขึ้น ดูง่ายๆ อย่างในโรงหนังใหญ่ที่ก็เริ่มเปิดพื้นที่ให้หนังเหล่านี้ได้เข้าไปฉายมากกว่าแต่ก่อน

หรือกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนังนอกกระแสก็ได้รับรางวัลโลกอย่างออสการ์มากขึ้น ไม่ได้มีแค่หนังจากสตูดิโอใหญ่ๆ เหมือนเมื่อก่อน แล้วก็คิดว่าในอนาคตหนังแนวนี้มันจะมี demand ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน” –อุ๋ย ชมศจี

เปลี่ยนนามสกุล เปลี่ยนโลเคชั่น

แต่ไม่เปลี่ยนจุดยืนของความเป็น house

บนพื้นที่กว่า 1,700 ตารางเมตรของ house SAMYAN นอกจากจำนวนโรงหนังที่เพิ่มขึ้นจาก 2 เป็น 3 โรง เรายังจะได้เห็น house ลุกขึ้นมาแต่งตัวใหม่ ในดีไซน์ที่ร่วมสมัยกว่าเดิม

เมื่อเป็นแบรนด์เก๋า – แบรนด์เก่า – ที่เคยมีเสน่ห์อยู่ในตัวเองลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ เราตั้งคำถามกลับไปที่ทั้งสองว่าพวกเขาบริหารความสมดุลให้ความใหม่ไม่กลืนกินกลิ่นอายที่เป็นจุดขายไปได้อย่างไร

ทั้งสองจึงช่วยกันขมวดบทสนทนา จนกลายมาเป็นคำตอบที่ว่า

“มันเป็นเรื่องที่เราคิดกันหนักเลย ว่าจะเอายังไงกันดี คือถ้าย้ายไปที่ใหม่แต่ยกดีไซน์เก่าไปทั้งหมดมันก็คงไม่ใช่ หรือถ้าใหม่ไปมันจะทำให้เสน่ห์ของ house หายไปหรือเปล่า

ก็เลยกลายเป็นโจทย์ขึ้นมาว่า แล้วความเป็น house จริงๆ มันคืออะไรล่ะ คนนอกอาจจะมองว่าความเป็น house คือความเท่ แต่คำตอบที่เราสองคนได้ ความเป็น house มันคือความน่ารักมากกว่า

น่ารักในแง่ของการเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่ลำบากลำบนหาหนังดีๆ มาให้ทุกคนได้ดูกัน น่ารักด้วยบรรยากาศที่คนที่มาคลุกคลีกับ house บ่อยๆ จะสัมผัสกับความรู้สึกตรงนี้ได้

ที่สำคัญคือถ้า house ยังคงเสิร์ฟหนังแปลกๆ ใหม่ๆ หนังนอกกระแสให้คนได้เลือกชิมเหมือนอย่างที่ผ่านมา ไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน house ก็ยังคงเป็น house ที่น่ารักอยู่เหมือนเดิม

แล้วคนที่มาออกแบบโรงหนังใหม่ให้ก็คือแฟนประจำของ house RCA เพราะในเมื่อเราจะทำโรงหนังมาเพื่อแฟนๆ มันก็คงจะไม่มีใครเข้าใจความเป็น house ได้ดีไปกว่านี้แล้ว”

กลุ่มเป้าหมายหลักของ house คือคนวัยกำลังเลือก

หากตั้งคำถามว่าคนแบบไหนกันถึงจะเลือกมาดูหนังที่ house คำตอบที่ผุดขึ้นมาในใจของใครหลายคนก็คงจะหนีไม่พ้นคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบความแตกต่างและบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้อยู่ในกระแส

เราตั้งคำถามแบบเดียวกันกับทั้งสอง แต่คำตอบที่ได้กลับมาเป็นอะไรที่รูปธรรมกว่านั้น จ๋องและอุ๋ยอธิบายให้เราฟังว่า น่าจะเป็นเด็กวัยกำลังเลือกอย่างเด็ก ม.ปลาย กับ เด็กมหาลัย’ เพราะมันเป็นจังหวะชีวิตที่กำลังตัดสินใจว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร

และพวกเขาก็คิดว่าคนวัยกำลังเลือก ไม่ควรจะถูก shape จากการมีตัวเลือกเพียงแค่ไม่กี่ช้อยส์เท่านั้น house จึงกลายเป็นประตูอีกบาน ที่หากใครเปิดมาเจอแล้วชอบก็จะเดินเข้าไป ส่วนใครที่รู้สึกว่าไม่ใช่ก็จะปิดประตูใส่แล้วไปหาอะไรแบบอื่นแทน

ความคาดหวังที่ house SAMYAN คือสร้างช้อยส์

เพื่อให้คนในสังคมไม่โดน shape เหมือนกันจนหมด

เมื่อถามถึงความคาดหวังที่มีต่อ house SAMYAN ว่าเป็นอย่างไร

สิ่งแรกที่พวกเขาตอบกลับมา ไม่ใช่เรื่องของเม็ดเงิน แต่คือความรู้สึกเดียวกับเมื่อ 15-16 ปีก่อนหน้า ที่ยังไม่เคยเลือนหายไปไหน

“พอมันมีการลงทุนครั้งใหม่ ถ้าให้เรามองเรื่อง passion เหมือนเมื่อก่อนเพียงอย่างเดียวก็คงจะเป็นอะไรที่ไม่ใช่ เรามีวิเคราะห์โรงหนังที่อยู่ใน area เดียวกันว่าเป็นยังไง มีการวางแผนธุรกิจที่รอบคอบและรัดกุมมากขึ้น

แต่สุดท้ายเหตุผลอันดับแรกที่ย้ายมาสามย่านก็ยังไม่ใช่เรื่องของเงินอยู่ดี เราไม่ได้ย้ายมาเพื่อกะจะรวย เพราะมันก็วนมาที่ความรู้สึกที่อยากจะให้คนไทยได้ดูหนังที่หลากหลายเหมือนกับตอนที่เริ่มทำ house RCA ใหม่ๆ

คือเราทำตัวเป็นเหมือนวิชาภาพยนตร์ 101 เป็นเหมือน supermarket ที่มีหนังให้เลือกหลากหลาย อยู่ที่ว่าคนที่มาจะเลือกช้อปอะไรกลับไป

เพราะถ้าเราไม่สร้างทางเลือกใหม่ๆ ขึ้นมา สุดท้ายหนังในตลาดก็จะมีแต่แนวเดิมๆ อย่างแอคชั่น ตลก สยองขวัญ แล้วคนที่เอาหนังเข้ามาฉายในบ้านเราเขาก็จะเอามาแต่แนวเดิมๆ ซึ่งก็เข้าใจนะเพราะมันก็ไม่มีใครหรอกที่อยากเสี่ยงลงทุนกับหนังรูปแบบใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะมีคนดูหรือเปล่า

เราเลยคิดว่าการย้ายมาในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องโลเคชั่นของ house – ช่วยทำให้คนเข้าถึงหนังนอกกระแสได้มากขึ้น – มันยังจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมหนังไทย และสังคมให้เติบโตขึ้นไปด้วยเช่นกัน”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer