หุ้น OSP การเดินทางครั้งใหม่ของแบรนด์เก่าอย่าง โอสถสภา กับเป้าหมายใหม่ที่ต้องแกร่งกว่าเดิม

2561 คือจุดเริ่มต้นของโอสถสภายุคใหม่ ที่เปลี่ยนจากบริษัท ครอบครัวจำกัด สู่บริษัทมหาชนจำกัด หลังเข้าจดทะเบียนในวันที่ 17 ตุลาคม 2561 ภายใต้การนำของ เพชร ทายาทรุ่นที่สี่ของร้านเต๊กเฮงหยู ที่ต้องการพาโอสถสภาให้เติบโตอีก 100 ปีข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน จากการมีมืออาชีพเข้ามาบริหารองค์กรให้เติบโตได้ทั้งในและต่างประเทศ

เพราะก่อนที่โอสถสภาจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่กราฟด้านรายได้ของโอสถสภาค่อยๆ หันหัวลงจากรายได้รวม 33,004 ล้านบาท ในปี 2559 เหลือเพียง 24,971 ล้านบาท ในปี 2561

ส่วนในปัจจุบันหลังจากจบครึ่งปีแรก 2562 โอสถสภากลับมามีรายได้เติบโตที่เพิ่มขึ้นถึง 4.2% ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะยืนยันได้ว่า สิ่งที่เพชร โอสถานุเคราะห์ คิดไม่ผิด

ตัวเลขที่หุ้น OSP ได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า ในครึ่งปีแรกของปี 2562 โอสถสภามีรายได้รวม 12,906 ล้านบาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 ที่มีรายได้ที่ 12,389 ล้านบาท

และการเติบโตด้านรายได้ของโอสถสภาในครึ่งปีแรก 2562 ยังมาพร้อมกับกำไรที่เติบโตในหลัก 2 ดิจิ หรือ 10.7% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการทำกำไรได้อย่างน่าสนใจ

โอสถสภา ธุรกิจครึ่งปีแรก 62 เป็นอย่างไร

มกราคม-มิถุนายน 2562 มกราคม-มิถุนายน 2561
รายได้รวม 12,906 ล้านบาท 12,389 ล้านบาท
รายได้จากการขาย

-กลุ่มเครื่องดื่ม

-กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล

-อื่นๆ เช่นธุรกิจ OEM

12,661 ล้านบาท

10,167 ล้านบาท

1,338 ล้านบาท

706 ล้านบาท

12,063 ล้านบาท

10,196 ล้านบาท

1,180 ล้านบาท

687 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 1,599 ล้านบาท 1,444 ล้านบาท

 

สิ่งที่ทำให้โอสถสภาพาตัวเองขึ้นมาสร้างการเติบโตด้านรายได้อีกครั้งหนึ่งมาจาก

1. โอสถสภาได้ทาบทามมือดีจากวงการ FMCG ช่วยแชร์แนวคิดสร้างการเติบโต

ที่ผ่านมา ถือว่าทีมบริหารที่เป็นคนในครอบครัวโอสถสภาทำได้ค่อนข้างดี สำหรับการพาโอสถสภาก้าวไปข้างหน้า อย่างเช่น รัตน์ โอสถานุเคราะห์ ได้ปั้นแบรนด์ M-150 ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง หรือการรีแบรนด์จากน้ำยาอุทัยทิพย์ ที่มีความเก่าและเชยในตัวสู่ยูทิป แบรนด์สำหรับเด็กสาววัยใส

แต่ในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น ทั้งด้านการสร้าง Brand Awareness, นวัตกรรม, รสชาติ, กลิ่น, ราคา, คุณภาพ ความหลากหลายของโปรดักต์ไลน์อัพ บรรจุภัณฑ์ และการหาซื้อสะดวก ในปี 2559 โอสถสภาจึงได้ทาบทามคนนอกอย่างกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ อดีตผู้บริหาร ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ เข้ามาเป็นรองประธานกรรมการ ประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร

รวมถึงวรรณิภา ภักดีบุตร อดีตผู้บริหาร ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง บริษัทคู่แข่งสำคัญของโอสถสภามาเป็นกรรมการบริหาร และ กรรมการผู้จัดการใหญ่

การมาของกรรณิกา และวรรณิภา ทำให้เกิดมุมมองในการทำตลาดใหม่ๆ จากคนนอกธุรกิจโอสถสภาที่เข้ามาเติมเต็มการบริหารให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ภายในโอสถสภายังมีการปรับโครงสร้างการทำงาน การเปลี่ยนแปลงทางด้านการวางแผน การวิเคราะห์ และกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ปรับเปลี่ยนโลโก้, และสโลแกนใหม่ จาก “เพื่อชีวิตที่ดียิ่งกว่า” ไปเป็น “พลังเพื่อเสริมสร้างชีวิต” ให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูเข้มแข็งในยุค 100 ปีข้างหน้า

 

2. ธุรกิจน้ำ/ของใช้ชาย หญิง เด็ก ตัวไดร์ฟตลาด  

นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา สินค้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตให้กับโอสถสภามาจากธุรกิจเครื่องดื่ม จากความหลากหลายของสินค้า เข้าเจาะกลุ่มลูกค้าแต่ละเซกเมนต์

ไปพร้อมๆ กับเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง อย่างเช่นการเปิดตัว โสม อินซัม เจาะกลุ่มผู้หญิง, ฉลามกระชายดำ เครื่องดื่มชูกำลังผสมสมุนไพร และอื่นๆ เข้ามาเสริมธุรกิจ

ซึ่งครึ่งปีแรก 2562 โสม อินซัมสามารถสร้างการเติบโต 25.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า และฉลามกระชายดำ สร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ฉลามรวมที่ 33.9%

นอกจากนี้ ในส่วนของกลุ่มของใช้ส่วนบุคคล มีการเติบโตในทุกตัวสินค้าเฉลี่ย 20% ซึ่งการเติบโตนี้มาจากการที่สินค้าใหม่ของเบบี้มายด์ได้รับการตอบรับอย่างดี มีการรีแบรนด์ 12 พลัสให้มีความสดใสขึ้น รวมถึงการนำ BNK48 มาช่วยในการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ ของสินค้าสำหรับผู้ชาย Exit

และในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคล ยังได้ออกสินค้าใหม่ในชื่อแบรนด์ Plantstory ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เข้ามาขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ อีกด้วย

 

3. ลดต้นทุน เพื่อกำไรสูงสุด

โอสถสภามีการทำโครงการลดต้นทุนโดยรวมตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา โครงการนี้แบ่งเป็น 2 เฟสคือ

2560-2561 เป็นการลดต้นทุนจากวัตถุดิบ ด้วยการปรับสูตรการผลิตใหม่ และออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่

2562 เป็นต้นไป มีเป้าหมายลดต้นทุน 2.5 พันล้านบาท ภายใน 3-5 ปี ด้วยการเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพจากโรงงานผลิตขวดแก้ว ระบบโกดังสินค้า การจัดจำหน่าย และอื่นๆ

ทั้งนี้ จากรายได้และกำไรที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโอสถสภาในนามสกุลมหาชน เพราะจากนี้ต่อไปอีก 100 ปี โอสถสภา มหาชน จะเป็นอย่างไร คงต้องดูกันยาวยาวววววววววววว

**Update 2561

Marketeer FYI

โอสถสภา มหาชน รุ่นที่ 4 ของร้านเต๊กเฮงหยู

 โอสถสภาเรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนานกว่า 128 ปี

โอสถสภา มหาชน มีต้นกำเนิดจากแป๊ะ แซ่ลิ้ม ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบจากประเทศจีนมาตั้งรกรากในไทย และคุณทวดแป๊ะได้อาศัยวิชาความรู้ที่มีเปิดร้านขายยา เต๊กเฮงหยู ที่ย่านสำเพ็ง โดยมียากฤษณากลั่นตรากิเลน ยาแก้ท้องร่วงเป็นสินค้าขึ้นชื่อ

รุ่นที่ 2 สวัสดิ์ โอสถานุเคราะห์ ซึ่งเป็นลูกชายของแป๊ะ แซ่ลิ้ม ได้นำความรู้จากการเป็นนักเรียนแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาคิดค้นยาสูตรใหม่ๆ อย่างเช่น ยาทัมใจ ยาอมโบตัน และยาพื้นบ้านอื่นๆ เข้ามาเสริมธุรกิจ พร้อมเปลี่ยนชื่อร้านจากเต๊กเฮงหยู เป็นโอสถสถาน (เต๊กเฮงหยู)

รุ่นที่ 3 เป็นรุ่นของสุวิทย์ สุรัตน์ สุรินทร์ และเสรี โอสถานุเคราะห์ ซึ่งเป็นลูกชายของสวัสดิ์ มาช่วยบริหาร

โดยสุวิทย์และสุรัตน์เป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในยุคนี้สุรัตน์ได้นำเอาลิโพวิตันดี เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยลิโพวิตันดีถือเป็นเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์แรกในประเทศไทย

ยุคที่ 4 ยุคของเพชร และรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ลูกชายทั้งสองของสุรัตน์

โดยเพชรมีความคิดที่จะนำโอสถสภาเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2558 และค่อยๆ หว่านล้อมเครือญาติในตระกูลโอสถานุเคราะห์ให้เห็นถึงความจำเป็นขององค์กรที่จะต้องเปลี่ยนจากธุรกิจครอบครัวเป็นมหาชน เพื่อการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอีก 100 ปีข้างหน้า

และความฝันของเพชรก็เป็นจริงในปี 2561 เมื่อโอสถสภาเป็นมหาชน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน