เนื่องในวาระครบรอบ 40 ปี องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Authority : MTJA) จัดงาน Malaysia-Thailand Joint Authority 40th Anniversary Celebration ของการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและมาเลเซียเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรร่วม เพื่อแสวงประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area: JDA) ในอ่าวไทย

โดยมี ดาโต๊ะสรี โมฮัมเหม็ด อั๊สมิน อาลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซีย และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย เป็นประธานร่วมในงานฉลองครบรอบ 40 ปี พร้อมด้วย ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมการร่วมฝ่ายไทย องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ตันศรี ดร.ราฮาหมัด บีวี ยู–ซอฟ ประธานกรรมการร่วมฝ่ายมาเลเซีย ดร.วิศรุต ตั้งสุนทรขัณฑ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย Mr.Muluk Wahab Deputy Chief Executive officer of Malaysia-Thailand joint Authority และคณะผู้บริหารระดับสูง ทั้งไทยและมาเลเซีย เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบโล่ขอบคุณองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย พร้อมด้วยการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับความเป็นมาขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) และความสำเร็จตลอดระยะเวลา 40 ปี การจัดนิทรรศการจากบริษัทชั้นนำด้านพลังงานได้แก่ บริษัท PTTEP, PETRONAS, HESS, การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดีว่าสาวเมืองไทย อย่าง กบ-เสาวนิตย์ นวพันธ์ การแสดงวัฒนธรรม 4 ภาคของไทย และตื่นตาตื่นใจสนุกสนานกับ Zapin Dance จากมาเลเซีย ไฮไลต์คือเมดเลย์ไทย-มาเลเซีย ชุด Likay Hulu การแสดงที่ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมสองแผ่นดิน เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนานกว่า 40 ปี

องค์กรร่วมมาเลเซีย-ไทย ถือเป็นการเริ่มต้นภารกิจอันยิ่งใหญ่ระหว่างสองประเทศ เพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐบาลในการดูแลสำรวจและแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมบนพื้นฐานของการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมบนพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Development Area: MTJDA) บนพื้นที่ประมาณ 7,250 ตารางกิโลเมตร รวมถึงการจัดการค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์จากกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมฯ ภายใต้เงื่อนไขของระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract) เป็นระยะเวลา 50 ปี ซึ่งรัฐบาลทั้งสองรับภาระและแบ่งปันโดยเท่าเทียมกันในสัดส่วน 50 : 50 นับได้ว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียมร่วมกันและแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติจนเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติบนเวทีระหว่างประเทศ

พื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยเป็นอย่างมหาศาล เพราะเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ส่งเข้าประเทศไทยเฉลี่ย 509 ล้าน ลบ. ฟุตต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 16 ของการจัดหาก๊าซของประเทศ (3,252 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน) โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนแรกถูกส่งไปยังจังหวัดสงขลาและโรงไฟฟ้าจะนะจำนวน 163 ล้าน ลบ.ฟุต เพื่อเป็นเชื้อเพลิงหลักในการขนส่งของภาคใต้ตอนล่างและส่งก๊าซให้กับสถานีบริการ NGV 12 แห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าจะนะ ถือเป็นแหล่งความมั่นคงให้กับธุรกิจและครัวเรือนของภาคใต้ ส่วนที่สอง ถูกส่งไปยังจังหวัดระยองจำนวน 346 ล้าน ลบ.ฟุต เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าของภาคกลางและภาคตะวันออก

ปัจจุบันบนพื้นที่พัฒนาร่วมนี้มีแหล่งผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ จำนวน 3 แปลง ได้แก่ แปลง A-18 , แปลง B-17& C-19 และ B-17-01 ซึ่งมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งการสร้างงานให้กับผู้คนได้มากกว่า 50,000 ตำแหน่ง สนับสนุนทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัย ทั้งในมาเลเซียและไทยจำนวน 16 โครงการมากกว่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐ และข้อมูลในปี 2562 พบว่าพื้นที่ดังกล่าวสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติตามสัญญาได้เฉลี่ยประมาณ 1,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ผลิตคอนเดนเสทเฉลี่ยประมาณ 16,700 บาร์เรลต่อวัน รวมรายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างสองประเทศประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่นอกจากรายได้ที่เกิดขึ้นนี้ยังมี ‘ผลกำไรที่จับต้องไม่ได้’ คือการแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างทักษะ กำลังการผลิต และการเติบโตของฐานการวิจัยที่แข็งแกร่งในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ หลังจากครบ 50 ปีของการลงนามบันทึกความเข้าใจในปี พ.ศ. 2572 ทั้งสองประเทศเชื่อมั่นว่าจะยังดำเนินการความร่วมมือต่อไปได้ ด้วยการขยายขอบเขตการทำงานที่มากขึ้น เพื่อยกระดับและสภาพความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ สร้างการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่เหล่านี้ได้โดยตรง และยังมีแนวโน้มที่จะขยายความร่วมมือเช่นเดียวกันนี้ไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนด้วยเช่นกัน

นอกจากการพัฒนาด้านพลังงานแล้ว ระหว่างสองประเทศยังมีกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ทั้งระยะสั้นและระยะยาวสำหรับสังคมและชุมชน ในรูปแบบกองทุนที่จัดตั้งโดย MTJA ที่ทำการวิจัยเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด สร้างการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยหลังจากนี้จะเป็นการดำเนินงานในเชิงลึกมากขึ้น สร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และแบ่งปันความรู้ เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปในอนาคตที่จะยึดมั่นในวิถีและแนวคิดเพื่อให้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืนเช่นกัน
–
