ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 2563 พร้อมบทวิเคราะห์มุมมองและพฤติกรรมผู้บริโภค (ล่าสุด)

ในกระเพาะปลาทูมีไมโครพลาสติก ที่เกิดจากขยะในทะเล

ถ้าเช่นนั้นถ้าเรากินปลาทูเราก็กินไม่โครพลาสติกไปด้วยสิ

แล้ว PM2.5 ล่ะ ลอยในอากาศมากขนาดนี้ มลภาวะทางสิ่งแวดล้อมชัดๆ ถ้าเราหายใจเข้าไปจะเกิดโรคทางเดินหายใจไหม?

ข้อความที่กล่าวมาข้างบน เชื่อว่าเป็นสิ่งแคลงใจพวกเราเหมือนกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ส่งผลกับเรามากน้อยแค่ไหน แล้วเราจะต้องช่วยกันแก้ไขกันหรือไม่ หรือเพียงแค่เรื่องปกติที่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

แต่ที่แน่ๆ ในวันนี้เรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก็เป็นเหมือนแฝดพี่แฝดน้อง ที่ถ้านึกอีกเรื่องหนึ่งจะโยงไปยังอีกเรื่องหนึ่งแบบเสียไม่ได้

จากรายงานของ เต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ 2019 ที่เต็ดตรา แพ้ค ร่วมกับบริษัทวิจัยอย่าง อิปซอสส์ พบว่า

63% มีความวิตกกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

46% วิตกกังวลด้านสุขภาพ

40% กังวลด้านปัญหาเศรษฐกิจ

33% ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลทางการเมืองและข้อมูลจากสื่อ เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก

30% วิตกกังวลเรื่องภาวการณ์ขาดแคลนอาหารในอนาคต

 

เมื่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความกังวล 2 อันดับแรก ในรายงาน เต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ 2019  จึงสำรวจต่อไปว่า สิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคทั่วโลกเชื่อมโยงถึงกันแค่ไหน

 

ผู้บริโภค 2 ใน 3  ของกลุ่มสำรวจ ยังเห็นพ้องกันว่า พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่ส่งผลไปยังอนาคตข้างหน้า

59% ของกลุ่มตัวอย่างยังมีความเชื่อว่า ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเขา และยิ่งพวกเขากังวลด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเท่าไร ก็จะส่งผลให้เกิดความกังวลด้านสุขภาพมากขึ้นเท่านั้น

 

นอกจากนี้ เกือบ 2 ใน 3 ของผู้บริโภคยังเชื่อว่าคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จะหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติก และในอีก 12 เดือนข้างหน้า 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างมีแผนที่จะซื้อและใช้พลาสติกน้อยลงกว่าเดิม

ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จะไปทางไหน ?

4 ใน 5 ยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

และ 2 ใน 5 ยินดีที่จะจ่ายเงินสูงขึ้นเพื่อแลกกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ดูเหมือนผู้บริโภคจะมองสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในทิศทางเดียวกัน แต่ความจริงแล้วความสนใจและความคิดเห็นของผู้บริโภคมีมากกว่านั้น และสามารถแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลักที่น่าสนใจได้แก่

 

1. Active Ambassadors​

แม้ผู้บริโภคกลุ่ม Active Ambassadors​ จะมีสัดส่วน 8% จากผู้บริโภคในกลุ่มทั้งหมด แต่กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เรียกได้ว่าเป็นแกนนำให้คนทั้งโลกเปลี่ยนตัวเอง และลุกขึ้นมาปกป้องโลกและสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาเชื่ออย่างหมดใจว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเป็นปัญหาที่เข้ามากระทบกับสุขภาพของพวกเขา

วิธีการที่นักการตลาดจะเข้าถึงและได้ใจผู้บริโภคกลุ่มนี้คือ

การยกให้พวกเขาเป็นผู้นำทางความคิด เสมือนเป็นผู้เชี่ยวชาญ และแบรนด์เป็นผู้ซัปพอร์ตให้ความรู้เชิงลึก ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

2. Planet Friends

Planet Friends เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วน 14% และขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ตระหนักและอยากแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับกลุ่มแรก แต่จะไม่มีความแอคทีฟ และเป็นแกนนำในการลุกมาทำอะไรบางอย่างเหมือนกลุ่มแรก

แต่กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มที่พร้อมจะร่วมมือทันทีถ้าเห็นว่าสิ่งที่ทำสามารถสร้างโลกให้ดีขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนได้

วิธีการที่นักการตลาดจะเข้าถึงและได้ใจผู้บริโภคกลุ่มนี้คือ

การให้ข้อเท็จจริง ความเห็น และงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์

 

3. Health Conscious

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เรียกได้ว่ามองสุขภาพมากกว่าสิ่งแวดล้อม กลุ่มนี้มีสัดส่วนประมาณ 10% จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด

คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลในการดูแลสุขภาพจากโซเชียลมีเดีย พวกเขายอมที่จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้ออาหารจากธรรมชาติ และอาหารออร์แกนิกมาเพื่อรับประทาน เพราะเชื่อว่าอาหารเหล่านี้จะทำให้สุขภาพเขาดีขึ้น

วิธีการที่นักการตลาดจะเข้าถึงและได้ใจผู้บริโภคกลุ่มนี้คือ

การสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาค้นหาวิธีการใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพ และกระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์พับเพื่อนๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย

 

4. Followers

บอกได้เลยว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดจาก 6 กลุ่มผู้บริโภคหลัก โดยกลุ่ม Followers มีสัดส่วนมากถึง 31% เลยทีเดียว

ผู้บริโภคกลุ่มนี้เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความรอบรู้ จากการอ่านและติดตามข่าวต่างๆ

แม้กลุ่มนี้ไม่แอคทีฟเท่ากับกลุ่ม Active Ambassadors​ และ Planet Friends แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ถ้ามีคนบอกให้ทำ

วิธีการที่นักการตลาดจะเข้าถึงและได้ใจผู้บริโภคกลุ่มนี้คือ

การสนับสนุนความต้องการของพวกเขา นำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้ง่าย ให้กำลังใจและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์

 

5. Sceptics

กลุ่มที่มองว่าปัญหาต่างๆ ที่สื่อได้นำเสนอเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นข่าวที่ออกมาเกินความจริง ปัญหาต่างๆ เป็นแค่กระแสและก็หายไป ทำให้พวกเขาไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่เพื่อทำให้สุขภาพและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น

แม้คนกลุ่มนี้มีสัดส่วนมากถึง 18% แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ เพราะคนกลุ่มนี้เปลี่ยนตัวเองเพราะกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงแรงกดดันจากสังคม จากเพื่อนและครอบครัว

วิธีการที่นักการตลาดจะเข้าถึงและได้ใจผู้บริโภคกลุ่มนี้คือ

การเข้าถึงกลุ่มคนในท้องถิ่น เพราะกลุ่มนี้มักจะถูกโน้มน้าวด้วยคนที่เป็นพวกเดียวที่เขารู้จักและเชื่อถือ

 

6. Laggards​​

เป็นกลุ่มที่ไม่สนใจกับการเปลี่ยนแปลงรอบๆ ตัว แม้จะบอกว่าเห็นด้วยกับปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่คิดจะลงมือทำ แอบเศร้าตรงที่กลุ่มนี้มีสัดส่วนถึง 18% เลยทีเดียว

วิธีการที่นักการตลาดจะเข้าถึงและได้ใจผู้บริโภคกลุ่มนี้คือ

เปิดให้พวกเขาได้สัมผัสกับประเด็นต่างๆ และความรู้โดยทั่วไป

 

แม้บางคนจะมองปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพว่าเป็นสิ่งที่ไกลตัว แต่เชื่อว่าถ้าผู้ผลิตรายใหญ่ลุกขึ้นมาสร้าง awareness ให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เรื่องไกลตัวจะกลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว จนใครๆ ก็มองว่า การดูแลสิ่งแวดล้อมโลกใบนี้ให้ดีขึ้น คือการต่อชีวิตให้กับตัวเอง และลูกหลานในอนาคต

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer