เมื่อ 109 ปีก่อน พระยาภิรมย์ภักดี ผู้ก่อตั้งบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ เริ่มทำธุรกิจเดินเรือฝั่งธนบุรีและกรุงเทพฯ ที่เรียกกันว่า “เรือเมล์ขาว”

 ปี 2474 ได้ยื่นหนังสือขออนุญาตตั้งโรงต้มกลั่นเบียร์แห่งแรกของประเทศไทย หลังจากได้ลิ้มรสเบียร์เยอรมันแล้วถูกใจ และคิดว่าน่าจะทำขายในเมืองไทยได้

 ปี 2476 ได้จดทะเบียน บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ขึ้น และได้เปิดตัวเบียร์ ยี่ห้อโกลเด้นไคท์และสิงห์ ในเดือนกรกฎาคม ขายราคาขวดละ 32 สตางค์  

วันนี้มีสิงห์มีแบรนด์ของเบียร์และแอลกอฮอล์ไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์ และขยายกิจการอื่นๆไกลออกไปจากธุรกิจดั้งเดิมอีกมากมาย โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่มบริษัทหลักๆ คือ 1. ธุรกิจเบียร์ โซดา และน้ำดื่ม 2. กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์บางกอกกล๊าส 3. บริษัท สิงห์ เอเชีย โฮลดิ้ง 4. สิงห์เอสเตท 5. บุญรอดซัพพลายเชน และ 6. ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส

ถ้าไม่นับพนักงานที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ วันนี้สิงห์มีพนักงานทั้งหมดกว่า 7 พันคน ในขณะที่ “ภิรมย์ภักดี” มีคนในตระกูลประมาณ 100 คน และมีคนใน Generation ที่ 4 ประมาณ 12 คน มี 6 คนที่เป็นผู้บริหารระดับสูง

สิงห์ยังเป็น Family Business เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่ยังเป็นคนในตระกูล และนโยบายการทำงานต่างๆ ก็ยังมาจากผู้บริหารระดับสูงที่เป็นคนในตระกูลเช่นกัน

แต่เป็น Family Business ที่ต้องทำงานร่วมกับนักบริหารมืออาชีพอีกมาก เพราะบริษัทได้ขยายออกไปเร็วมาก

บนเส้นทางเดิน 86 ปีของสิงห์ จากคนไม่กี่สิบคนกลายเป็นคนหลายพันคน จากบริษัทเดียวขยายเป็น 100 บริษัท จากครอบครัวเดียวกลายเป็นหลายครอบครัว  

แล้วทำไม กลุ่มบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด สามารถ คว้า 3 รางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่น ประจำปี 2562 จาก 12 รางวัลบนเวที Best Employers Thailand 2019 มาได้ โดยมี 3 บริษัทในเครือที่ได้รับรางวัล ได้แก่ บริษัท ปทุมธานีบริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท สุราษฎร์ธานีเบเวอเรช จำกัด และบริษัท เชียงใหม่ เบเวอเรช จำกัด ที่ได้รับรางวัลเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

รางวัลนายจ้างยอดเยี่ยมนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ภายในองค์กรมีการสื่อสารที่ดีระหว่างพนักงานในทุกระดับ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในการทำธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

และยังตอกย้ำให้เห็นถึงความสำเร็จของ Singha Way หรือวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเหมือน DNA ของกลุ่มสิงห์และส่งต่อแบบรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปถึงพนักงานทุกระดับ ที่เริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา โดย สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด มองว่าคนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของบริษัทฯ หากทุกคนมีวัฒนธรรม แนวคิดและเป้าหมายเดียวกัน มีรากฐานวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง ก็จะนำพาบริษัทฯ เติบโตก้าวไปข้างหน้า พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร

Singha Way วิถีแห่งสิงห์

คัมภีร์ความสำเร็จของสิงห์ ประกอบไปด้วย 4 ข้อด้วยกันคือ 1. เรากล้าหาญอย่างสิงห์ (We Act With Courage) กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง 2. เราคือครอบครัวสิงห์ (We Are Family) เพราะพนักงานทุกคนคือคนในครอบครัวเดียวกัน  3. เราส่งมอบคุณภาพที่ดีที่สุด (We Deliver Premium Quality) สินค้าของสิงห์จะมีคุณภาพระดับ Premium ทำดีแล้วต้องทำดีขึ้นไปอีก  4. เราเชื่อเรื่องความสุข (We Believe In Happiness) การสร้างให้พนักงานมีความสุขและเจอโอกาสที่ดีที่สุดทั้งการทำงานและชีวิตส่วนตัว เราสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม

จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่าคนของสิงห์ไม่ใช่แค่ท่องวัฒนธรรมองค์กรนี้ได้เท่านั้น แต่ฝ่ายบุคคลขององค์กรมีบทบาทอย่างมากที่จะทำให้คนของสิงห์เป็นไปอย่างที่ต้องการให้เป็น โดยต้องหาวิธีการต่างๆ ให้พนักงานได้ซึมซับและได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสามารถส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่นผ่านกิจกรรมต่างๆ

 “ทั้ง 4 ข้อเป็น DNA ตั้งแต่ยุคแรกที่พาเราเดินต่อไปอย่างแข็งแกร่งถึงปัจจุบัน และตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพของตนเองและองค์กร โดยเฉพาะในการทำธุรกิจตอนนี้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะเราเชื่อว่าเมื่อคนของเรามีคุณภาพ ก็จะส่งผลดีไปสู่คนในครอบครัว ชุมชน สังคม ไปถึงคู่ค้า พาร์ตเนอร์ เนื่องจากการสร้างความยั่งยืนของเราให้ความสำคัญกับ stakeholder ที่เกี่ยวข้องกับเราทั้งหมด

สิ่งที่ฝากบอกทีมไปตลอดเวลา คืออย่าเพิ่งหยุด ต้องตอกย้ำไปเรื่อยๆ เรามี 4 หัวข้อ แต่ละปีแต่ละโรงงานเขาก็จะโฟกัสไปที่หัวข้อใดหัวข้อหนึ่งที่คิดว่าจำเป็นมากที่สุดขึ้นมา กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็จะสอดคล้องกันไปทั้งปี“

เมื่อ Marketeer ถามว่า แล้วคนแบบไหนที่สิงห์ไม่ต้องการ จุตินันท์ตอบทันทีว่า

“ต้องไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว ต้องให้ความสำคัญกับการทำงานแบบทีมเวิร์ก แล้วเอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง” และยังย้ำว่า

“ในยุคนี้ความกดดันในการทำงานมีสูงมากจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป จากการแข่งขันที่สูงขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมคือต้องการให้ทุกคนทำงานอย่างมีความสุข “We Believe In Happiness” และ work life balance ด้วย”

———————————————————————————————————————————————————————

Best Employers Thailand เป็นรางวัลที่ได้ดำเนินการมา 19 ปี โดย Kincentric บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลชั้นนำระดับโลก ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อค้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่น โดยพิจารณาจาก 4 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กร ได้แก่ 1. การสำรวจความคิดเห็นของพนักงานใน 4 มิติ คือ High Employee Engagement, Agile Working Environment, Engaging Leadership และ Strong Talent Focus 2. การสำรวจข้อมูลนโยบายด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 3. การสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง และ HR ของบริษัท มีองค์กรชั้นนำจาก 14 ประเทศเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน อินเดีย ตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer