หลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคแทงใจที่ว่า “ที่สุดของความเสียดาย คือตายแล้วยังใช้เงิน(เก็บ)ไม่หมด และที่สุดของความสลด คือเงินเก็บหมดแต่ยังไม่ตาย” อาจฟังดูเป็นเรื่องขำ แต่แย่ตรงมันเป็นเรื่องจริงที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเหตุการณ์ “ที่สุดของความสลด!!!”

… ยืนยันได้จากข้อเท็จจริง 4 ประการเกี่ยวกับการเงินภาคครัวเรือนไทย ที่ฟังแล้วรู้สึกสยอง ต่อไปนี้

1. เงินฝากน้อย

เมื่อไม่นานมานี้ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ออกมานำเสนอผลการศึกษาพฤติกรรมการออมของคนไทยจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ณ มิถุนายน 2560 ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วง หลายประการ

  1. ปริมาณเงินฝากรวมทั้งสิ้น 12 ล้านล้านบาท จากผู้ฝากเงินในระบบธนาคารพาณิชย์กว่า 37.9 ล้านคน ครอบคลุมกว่า 80.2 ล้านบัญชีเงินฝาก
  2. ผู้ฝากรายใหญ่สุด 10% มีเงินฝากรวมถึง 93% ของเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด หรือก็คือ คนไม่ถึง 4 ล้านคน มีเงินฝากรวมกันถึง 11.16 ล้านล้านบาท
  3. ผู้ฝากราว 19 ล้านคน (1/2 ของผู้ฝาก) มีเงินในบัญชีไม่ถึง 3,142 บาท และผู้ฝากราว 12.6 ล้านคน (1/3 ของผู้ฝาก) มีเงินในบัญชีไม่เกิน 500 บาท โดยมีผู้ฝากเพียง 75,800 คน (0.2% ของผู้ฝาก) ที่มีเงินในบัญชีมากกว่า 10 ล้านบาท
  4. กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีคนที่มีบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์มากที่สุด ขณะที่ภาคใต้มีน้อยที่สุด ส่วนคนภาคอีสานมีเงินฝากในบัญชีน้อยที่สุด

2. หนี้ท่วมหัว

จากการรวบรวมข้อมูลด้านหนี้ครัวเรือนไทยจากธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบข้อมูลที่น่าตกใจ ดังนี้

  1. หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไทย ณ ไตรมาส 2/2562 อยู่ที่ 78.7% เท่ากับไตรมาสแรก ส่งผลให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย และอันดับที่ 11 ของโลก
  2. ในรอบ 10 ปี หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไทยเพิ่มขึ้นกว่า 25% จาก 5% ในปี 2552
  3. ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (Nominal GDP) ในรอบ 1 ปี (Q3/2561-Q2/2562) อยู่ที่ 4.5% แต่หนี้ครัวเรือนไทยขยายตัวแซงหน้าการเติบโตของเศรษฐกิจไปด้วยอัตรา 6%
  4. ณ ไตรมาส 1/2562 พบว่าคนไทยเป็นหนี้ถึง 21 ล้านคน มูลค่าหนี้รวมกันสูงกว่า 13 ล้านล้านบาท โดยที่ 1 ใน 6 คนเป็นหนี้เสีย!
  5. 82% ของคนไทยที่เป็นหนี้ มีหนี้จากบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนตัว ขณะที่หนี้ส่วนใหญ่ของคนต่างประเทศจะเป็นหนี้บ้านหรือหนี้ธุรกิจ

3. เป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย

จากการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า

  1. ครึ่งหนึ่งของคนหนุ่มสาววัย 25-35 ปีเริ่มก่อหนี้กันแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อรถยนต์ โดย 1 ใน 5 ของคนเป็นหนี้ช่วงวัยนี้เป็นหนี้เสีย
  2. ผู้กู้รายใหม่ๆ ที่เข้าสู่วงจรหนี้ในแต่ละปี มีแนวโน้มอายุน้อยลงในทุกประเภทสินเชื่อ และมีพฤติกรรมการกู้ทีละหลายๆ บัญชีเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน สัดส่วนของผู้กู้ที่อายุน้อยกว่า 25 ปีมีเพิ่มสูงขึ้น
  3. คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น จากการที่เข้าถึง Social Media และ Shopping Online ได้ง่ายขึ้น โดยผลการศึกษาพบว่า การช้อปปิ้งออนไลน์มีแนวโน้มทำให้เกิดการใช้จ่ายมากกว่าการซื้อของออฟไลน์ 39% และยังพบว่าคนที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตสูงๆ มักมีการใช้จ่ายมากกว่าคนที่ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต ถึง 27%

 4. เป็นหนี้ไปยันแก่

ผลสำรวจจากธนาคารแห่งประเทศไทยยังพบอีกข้อมูลสะเทือนใจคือ คนไทยเป็นหนี้นานขึ้น แม้จะเกษียณไปแล้ว หนี้ก็ยังไม่หมด โดยคนอายุ 60-69 ปีที่เป็นหนี้ มีมูลหนี้เฉลี่ยต่อคนสูงถึงกว่า 4.53 แสนบาท ขณะที่คนเป็นหนี้ที่วัยล่วงไปถึง 70-79 ปี ก็ยังมีหนี้ต้องชดใช้ถึง 2.88 แสนบาท

 

บทสรุป

ทุกฝ่ายมองเห็นตรงกันว่า ข้อเท็จจริงทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นจุดเปราะบางที่อาจทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในความเสี่ยงอันใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคตอันใกล้ที่สังคมไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัย  โดยหนึ่งในทางออกที่ทุกคนช่วยกันได้คือ “ออมก่อนใช้” หรืออย่างน้อยก็ “ออมก่อนกู้” เพราะการออมจะช่วยลดภาระหนี้ที่ต้องกู้ ซึ่งเป็นการลดภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในอนาคต

ขณะที่ภาครัฐและสถาบันการเงินต้องให้ความสำคัญกับนโยบายที่กระตุ้นพฤติกรรมการออมและตระหนักถึงความสำคัญของการออมและที่สำคัญ ต้องเร่งส่งเสริมให้คนไทยรู้จักผลิตภัณฑ์การออมและการลงทุนประเภทต่างๆ เพื่อจะได้ออกแบบผลิตภัณฑ์การออมที่ตรงตามความต้องการทางการเงินและความสามารถในการรับความเสี่ยง ซึ่งจะทำให้การออมได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า  

 

ที่มา: สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย; Marketeer รวบรวม



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer