ลดหย่อนภาษี เข้าสู่โค้งสุดท้าย ไปดูกันว่า ซื้ออะไรได้ลดหย่อนเพิ่ม

2 สิ่งในโลกที่มนุษย์เราหนีไม่พ้น… คือ ความตาย และภาษี

แต่สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเรายังสามารถลดหย่อนได้ ด้วยการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

สิทธิลดหย่อนภาษีถือเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ไม่เพียงช่วยให้ผู้เสียภาษีจ่ายภาษีเพิ่มเติมน้อยลง อาจทำให้บางคนได้สิทธิ์รับคืนเงินภาษีได้ โดยนอกจากสิทธิลดหย่อนส่วนตัว (60,000 บาท) รวมถึงค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนคู่สมรส และค่าลดหย่อนอุปการะดูแลพ่อแม่แล้ว

รัฐบาลยังมีลดหย่อนภาษีอื่นๆ ที่ออกมาเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น กระตุ้นการออมเพื่อการเกษียณ หรือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และสิทธิลดหย่อนอื่นๆ

… มาดูกันว่าโค้งสุดท้ายเรายังพอทำอะไรได้บ้างถ้าอยากได้รับสิทธิ ลดหย่อนภาษี

1. ซื้อหนังสือ หรือ e-Book

เงื่อนไขสำคัญ: ต้องเป็นเงินที่จ่ายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น (หรือก็คือห้างร้านที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมาย) ต้องมีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษี และซื้อระหว่าง 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2562 โดยสามารถลดหย่อนรวมกันทั้งหนังสือและ e-Book ไม่เกิน 15,000 บาท

2. ซื้อบ้านหรือคอนโด

เงื่อนไขสำคัญ: สามารถซื้อบ้านหรือคอนโดมือไหนก็ได้ แต่ต้องเข้าข่ายการเป็น “บ้านหลังแรก” ของผู้เสียภาษี และต้องซื้อและโอนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2562 ทั้งนี้ มูลค่าบ้านหรือคอนโดต้องไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง (ไม่รวมดอกเบี้ย) แต่สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท

3. ซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

เงื่อนไขสำคัญ: ใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 5 แสนบาท โดยมีข้อแม้ว่าต้องถือกองทุนไว้เป็นเวลา 7 ปีปฏิทินเป็นอย่างน้อย ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีสุดท้ายสำหรับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย LTF

4. ซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

เงื่อนไขสำคัญ: ใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 5 แสนบาท หลังจากรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., ประกันชีวิตแบบบำนาญ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนแล้ว โดยมีข้อแม้ว่าต้องถือกองทุนไว้จนกระทั่งอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี

5. ซื้อประกันให้ตัวเอง

 5.1) ประกันชีวิต

เงื่อนไขสำคัญ: เบี้ยประกันชีวิตทั่วไปใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท โดยนับรวมเงินฝากแบบมีประกันชีวิตด้วย แต่ทั้งนี้กรมธรรม์ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย

5.2) ประกันสุขภาพ

เงื่อนไขสำคัญ: ใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและเงินฝากแบบมีประกันชีวิตแล้วจะต้องไม่เกิน 1 แสนบาท

หรือก็คือ ถ้าใช้สิทธิลดหย่อนในข้อ 5.1 เต็มเพดานแล้ว จะไม่สามารถใช้สิทธิข้อ 5.2 ได้

6. ซื้อประกันให้บุคคลอื่น

6.1) ซื้อประกันชีวิตให้คู่สมรส

เงื่อนไขสำคัญ: คู่สมรสต้องไม่มีรายได้ และเป็นคู่สมรสกันมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี โดยเบี้ยประกันสามารถใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท

6.2) ซื้อประกันสุขภาพให้พ่อแม่

เงื่อนไขสำคัญ: สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดรวมกันทั้งพ่อและแม่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยผู้เสียภาษีที่ชำระเบี้ยให้พ่อแม่ต้องเป็นลูกแท้ๆ และพ่อแม่มีรายได้ทั้งปีภาษี ไม่เกิน 30,000 บาท

7. ซื้อหุ้นหรือลงทุนในธุรกิจ Startup

เงื่อนไขสำคัญ: เป็นการจ่ายเงินเพื่อลงทุนหรือลงหุ้นในการจัดตั้งหรือเพิ่มทุนธุรกิจ Startup โดยเป็นการลงทุนระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2562 และจะต้องถือหุ้นในธุรกิจนั้นต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่วันลงทุน โดยสามารถใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ ไม่เกิน 1 แสนบาท

แต่ทั้งนี้ Startup ที่ลงทุนต้องจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558-31 ธ.ค. 2562 และต้องเป็นธุรกิจที่ได้รับการรับรองจาก สวทช. แล้วว่าประกอบกิจการตรงตามเป้าหมาย โดย Startup นั้นต้องมีรายได้จากการทำธุรกิจไม่น้อยกว่า 80% ของรายได้ทั้งหมด ต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผู้เสียภาษีลงทุนใน Startup รายนั้น

8. บริจาค

สำหรับคนใจบุญสุนทานสามารถใช้สิทธิลดหย่อนจากเงินบริจาคได้ด้วย โดยมี  2 แบบ

เงินบริจาคทั่วไป ได้แก่ เงินบริจาคให้ศาสนสถานทุกศาสนา รวมถึงองค์กรการกุศลหรือองค์กรสาธารณะอื่นๆ ที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ตามที่กรมสรรพากรระบุ (เช็กได้ที่ www.rd.go.th) โดยใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนภาษีอื่นๆ  

เงินบริจาคพิเศษ ได้แก่ การบริจาคเงินเพื่อการศึกษา การกีฬา และการพัฒนาสังคม รวมถึงเงินบริจาคให้โรงพยาบาลรัฐ สามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของเงินที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนภาษีอื่นๆ

แต่ทั้ง 2 แบบจะต้องมีใบอนุโมทนาบัตร หรือใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อผู้บริจาคอย่างชัดเจนเพื่อใช้เป็นหลักฐาน ยกเว้นกรณีที่บริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ไม่ต้องใช้หลักฐานในการบริจาค

เหลืออีกไม่กี่วันแล้ว อย่ามัวรอช้า… ใครที่มั่นใจว่าได้โบนัสเยอะ เงินเดือนสูง เสียภาษีเยอะแน่นอน หรือยังมีเพดานที่จะลดหย่อนภาษีได้ สามารถรักษาสิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน

 

ที่มา: iTAX, Marketeer รวบรวม

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน