ในอดีต ภาพของระฆังโบสถ์ที่ดังกังวานและชุมชนที่มารวมตัวกันสวดมนต์ในวันอาทิตย์ คือภาพจำอันเป็นรากฐานของสังคมเยอรมัน แต่ในวันนี้เปลี่ยนไปพร้อมศรัทธาที่เคยหยั่งรากลึกค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา

ส่งผลให้โบสถ์คริสต์มากมายหลายแห่งต้องปิดตัวลง และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในบทบาทที่เราแทบไม่เชื่อสายตา ตั้งแต่ร้านขายจักรยานไปจนถึงสังเวียนมวย ท่ามกลางยุคสมัยที่คนไม่นับถือศาสนาใดๆ เลยกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างเป็นทางการ
ในเมืองกิลเดอเฮาส์ ใกล้ชายแดนเนเธอร์แลนด์ เสียงออร์แกนในโบสถ์เซนต์แอนนา ดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย พิธีกรรมถอนสภาพศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ อัฐิธาตุ ของนักบุญถูกนำออกจากแท่นบูชา ท่ามกลางหยาดน้ำตาของบาทหลวงและคริสตศาสนิกชนกลุ่มเล็กๆ ที่ยังเหลืออยู่
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองกิลเดอเฮาส์เท่านั้น แต่มันกำลังขยายวงไปทั่วเยอรมนี สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
ปัจจุบันเยอรมนี เป็นหนึ่งประเทศที่มีคนไม่นับถือศาสนามากสุดของยุโรป โดยระหว่างปี 2024-2025 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 47% มากกว่าผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ทั้งสองนิกายใหญ่ (โรมัน-แคธอลิก และโปรแตสแตนต์) ซึ่งอยู่ที่ 45% เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน กลุ่มหลังมีมากถึง 70% ของประชากรทั้งประเทศ

เทรนด์นี้มาจาก 3 ปัจจัยหลัก เริ่มจากคนรุ่นเก่าที่ศรัทธาในศาสนาทยอยเสียชีวิตไป ต่อด้วยการเห็นว่าภาษีโบสถ์นั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นแล้วในยุคเศรษฐกิจฝืด
ปิดท้ายด้วยการที่คนรุ่นใหม่ไม่เชื่อมั่นหรือศรัทธาในศาสนา ทั้งจากเห็นว่าไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต รวมไปถึงเหตุอื้อฉาวของบาทหลวงและบุคลากรของศาสนาคริสต์ในเยอรมนีจนไปบั่นทอนความศรัทธา
เมื่อจำนวนชาวเยอรมันที่ไปโบสถ์ลดลงและโบสถ์ไม่มีรายได้จากภาษีมาบำรุงรักษา อาคารโบสถ์นับพันแห่งจึงถูกขายทอดตลาดและเปลี่ยนบทบาทไปอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โบสถ์เปลี่ยนโฉมไปอย่างหลากหลาย และเหลือเพียงภายนอกเท่านั้นที่ยังเป็นโบสถ์อยู่

ไม่ว่าจะเป็นร้านขายจักรยาน “Toms Bike Center” ในเมืองยูลิคที่เดิมเป็นโบสถ์เซนต์โรคุส มาก่อน ค่ายมวยในเมือง เคลเวอ ที่เคยเป็นโบสถ์โปรเตสแตนต์เก่ามาก่อน ส่วน สนามฟุตบอลในร่มชื่อ Soccer Church ในเมืองเวททริงเกนก็เป็นโบสถ์เก่าเช่นกัน
นอกจากนี้ โบสถ์เก่าหลายแห่งในกรุงเบอร์ลินก็ถูกเปลี่ยนเป็นผับและสถานที่จัดอีเวนต์ศิลปะ ขณะที่ โบสถ์เซนต์ลูคัส ในเมืองเอสเซนก็ถูกเปลี่ยนให้เป็น อพาร์ตเมนต์ Lukas-K-Haus ซึ่งผู้อยู่อาศัยยังคงเห็นหน้าต่างกระจกสีแบบดั้งเดิมประดับอยู่ในห้องนั่งเล่นเหนือบริเวณที่เคยเป็นแท่นบูชา

แม้ผู้คนในพื้นที่บางส่วนจะโหยหาอดีต คิดถึงเสียงระฆังหรือเสียดายที่นาฬิกาบนหอคอยหยุดเดินไปตลอดกาล แต่เคลาส์-มาร์ติน เบรสก็อตต์ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ ให้ความเห็นว่าไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป
เขากล่าวว่า แม้ในยุคนโปเลียน โบสถ์คริสด์เคยถูกใช้เป็นคอกม้านานหลายสิบปี แต่อาคารเหล่านี้ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ ดังนั้นการเปลี่ยนโบสถ์ให้เป็นที่อยู่อาศัยหรือร้านค้าในวันนี้ จึงเป็นวิธีรักษาโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและมรดกของชุมชนเอาไว้ได้ดีที่สุด แทนที่จะปล่อยให้รกร้างหรือถูกทุบทิ้งไปตามกาลเวลา
สำหรับเยอรมนี เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยอาคาร สิ่งปลูกสร้างและสถานที่เก่าแก่อายุหลายสิบหรือหลักร้อยปี ดังนั้นการปรับอาคารสถานที่ที่อยู่ข้ามยุคข้ามสมัยมานาน เพื่อจุดประสงค์อื่นต่างจากจุดประสงค์ใช้งานเดิมจึงไม่ใช่เรื่องใหม่

โดยนอกจากการเปลี่ยนโบสถ์เก่าเป็นอพาร์ทเมนต์ ร้านค้า โรงแรมหรือผับที่กำลังได้รับความนิยมแล้ว การเปลี่ยนสุสานเก่าเป็นร้านกาแฟก็กำลังได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะนอกจากประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้บรรยากาศที่สงบและแปลกตาอีกด้วย ส่วนเรื่องหลอนๆ ต่างๆ ก็ไม่มีใครเคยพบเห็นเพราะเปิดเฉพาะช่วงเช้าถึงเย็นเท่านั้น / dw
