เรื่องความสวยความงามอยู่คู่กับคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ที่มีการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อความงามใหม่ๆ ขึ้นมากมาย รวมถึงผู้บริโภคสามารถเข้าถึงคลินิกเวชกรรมได้มากขึ้น จนทำให้ธุรกิจด้านความงามเติบโตสวนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในอัตรามากกว่า 10% ต่อปี ด้วยเหตุนี้ ทางฝั่งของบริษัทเวชภัณฑ์ซึ่งเป็นซัปพลายเออร์ของบรรดาคลินิกจึงลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองเพื่อให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เอ. เมนารินี (A. Menarini) บริษัทเวชภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกจากอิตาลีที่ดำเนินธุรกิจในไทยมากว่า 20 ปี ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ก้าวเข้ามาลงสมรภูมิในตลาดด้านความงาม แม้ว่าชื่อของ เอ. เมนารินี จะยังไม่เป็นที่คุ้นหูของคนไทยเท่าไรนัก แต่ถ้าหากพูดถึงผลิตภัณฑ์เด่นของบริษัทฯ อย่าง สเปรย์พ่นคอ คามิลโลซาน เอ็ม (Kamillosan M) ยาละลายเสมหะ แนคลอง (NAC Long) ตลอดจนอีกผลิตภัณฑ์ที่กำลังมาแรงอย่างยาลดรอยแผลเป็น เดอมาร์ทิกซ์ (Dermatix) หลายคนน่าจะร้องอ๋ออย่างแน่นอน

เอ. เมนารินี (A. Menarini) เป็นบริษัทเวชภัณฑ์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในอิตาลี ก่อตั้งมานานกว่า 130 ปี ปัจจุบันดำเนินกิจการอยู่ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยมาแล้วเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยข้อมูลของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ พรีม่า (Pharmaceutical Research and Manufacturers Association หรือ PReMA) ระบุว่า เอ. เมนารินีเป็นบริษัทยาข้ามชาติขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 12 และมีอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุดในตลาดประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ทอม เบอร์ซิงเกอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ. เมนารินี (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “เนื่องจากปัจจุบันมีความท้าทายมากมายในตลาดยุโรป เช่น เรื่องราคา เราจึงเบนเข็มเข้ามาลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งหาพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น โดยมีแนวทางการดำเนินธุรกิจทั้งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง และการสร้างพันธมิตรผู้นำในธุรกิจยารายอื่นๆ ในฐานะตัวแทนผู้จัดจำหน่าย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด เอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีปัจจัยส่งเสริมอย่างเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปัจจัยพื้นฐานที่พร้อม ราคาย่อมเยา และแพทย์ที่ชำนาญการ อีกทั้งประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ในภูมิภาค จึงขึ้นแท่นเป็นตลาดด้านความงามอันดับต้นๆ ของเอเชียและทั่วโลก”

ทอมกล่าวเสริมว่า “เอ. เมนารินีตั้งเป้าหมายที่จะร่วมผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางความงามของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ที่จะตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนและความคาดหวังที่สูงขึ้นของผู้บริโภคชาวไทย โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานวิจัยและพัฒนาขึ้นมา 6 แห่ง เพื่อทำการศึกษาตั้งแต่การพัฒนาโมเลกุลไปจนถึงการวิจัยทางคลินิก”

การทำตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านความงามในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมดเสียทีเดียวสำหรับ เอ. เมนารินี เพราะก่อนหน้านี้บริษัทฯ ได้สั่งสมความเชี่ยวชาญในเรื่องของเวชกรรมความงามจากการทำตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ Dysport ซึ่งเป็นสารลดริ้วรอยชนิดฉีด จนประสบความสำเร็จมากว่า 8 ปี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ เอ. เมนารินี กำลังจะก้าวเข้าสู่บทใหม่กับการบุกตลาดธุรกิจ Aesthetics หรือกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงามในประเทศไทยอย่างเต็มพิกัด โดยในปี 2561 ได้ก่อตั้งบริษัทย่อยที่ชื่อว่า ReLife ขึ้นมาเพื่อดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เพื่อความงามโดยเฉพาะ และได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกคือ Definisse ซึ่งเป็นไหมสำหรับการปรับรูปหน้าและทำให้กรอบหน้าเรียบกระชับได้รูป รายแรกและปัจจุบันเป็นรายเดียวที่ได้รับการรับรองโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในประเทศไทยเพื่อการทำศัลยกรรมความงาม

ทอมเผยว่า “กลไกการทำงานของนวัตกรรมไหมชนิดนี้นอกจากจะยกกระชับชั้นผิวหนังที่หย่อนคล้อยแล้ว ยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Hyaluronic Acid และอิลาสตินในระยะยาว ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ 15 เดือนโดยที่จะค่อยๆ สลายได้ในร่างกายโดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรือการพักฟื้นนาน และในขั้นตอนการทำนั้นไม่จำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่หรือดมยาสลบ”

ทอมกล่าวถึงกลยุทธ์ของ เอ. เมนารินี ในการบุกตลาดไหมยกกระชับใบหน้าว่า “Definisse เป็นนวัตกรรมด้านความงามนวัตกรรมแรกที่ เอ. เมนารินี วิจัยและคิดค้นขึ้นเอง ภายใต้บริษัทย่อย ReLife อันเนื่องมาจากความต้องการกระบวนการยกกระชับใบหน้าชนิดแผลเล็ก เจ็บน้อย (Minimally Invasive) ที่เพิ่มสูงขึ้น เราจึงมองเห็นโอกาสตรงนี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาเติมเต็มช่องว่างของตลาด สำหรับกลุ่มเป้าหมายของเรามีทั้งคลินิกที่เปิดตัวเดี่ยวเป็นแบบสแตนด์อะโลนโรงพยาบาลชั้นนำ และคลินิกที่เป็นสาขา อาทิ เดอมาสเตอร์ ผิวดี สยามเลเซอร์ โรงพยาบาล BNH เป็นต้น”

งบประมาณการลงทุนสำหรับ Definisse นั้น ส่วนใหญ่ใช้ไปกับการให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มากกว่าการทำโปรโมชั่นหรือมุ่งทำเฉพาะยอดขาย เนื่องจาก เอ. เมนารินี ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ประสบความสำเร็จในระยะยาว และช่วยให้พันธมิตรทางธุรกิจประสบความสำเร็จไปด้วยอย่างควบคู่กัน โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของผู้ที่ใช้ไหมของ Definisse คือกลุ่มผู้มีอายุ 30-60 ปี ตลอดจนวัย 20 ปีตอนปลายที่ประสบปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย

“เราให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัย จึงลงทุนกับการฝึกอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรที่จะทำการร้อยไหม โดยจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และเทคนิคในการใช้ไหม Definisse เป็นประจำอย่างน้อย 2 ครั้งต่อเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าแพทย์มีทักษะที่ถูกต้องตรงตามเกณฑ์ก่อนที่เราจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้ รวมทั้งเป็นการพัฒนาฝีมือ สร้างเสริมความมั่นใจ และเพิ่มพูนเทคนิคให้กับแพทย์ที่มีพื้นฐานไปพร้อมๆ กัน”

“อีกหนึ่งวิธีการยกระดับมาตรฐานของ Definisse คือการการจ้างแพทย์ที่มีประสบการณ์ในด้านความงาม เข้ามาร่วมทีมของเรา เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือและตอบข้อสงสัยต่างๆ จากคลินิกที่เป็นพันธมิตรโดยตรง ได้ตลอดเวลา” ทอมอธิบาย

เอ. เมนารินี เดินหน้าสร้างความรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ด้วยการใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์อย่าง “โอ๋ภัคจีรา วรรณสุทธิ์” ซึ่งเป็นผู้ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์จริงและสามารถเป็นตัวแทนในการบอกต่อประสบการณ์ที่เห็นผลชัดกับผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มที่ยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของการใช้ไหมร้อยหน้า กลัวเจ็บ หรือกลัวมีผลข้างเคียง นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการใช้ไหมยกกระชับใบหน้าแก่ประชาชนทั่วไป ด้วยการจับมือกับโรงพยาบาลศิริราช ในการศึกษาวิจัยร่วมกับอาสาสมัคร เพื่อทดสอบผลของการยกกระชับ และขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมผลเพื่อนำไปตีพิมพ์เป็นเอกสารวิจัย

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่วิจัยและคิดค้นเองอย่าง Definisse แล้ว เอ. เมนารินี ยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านความงามอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคลินิกเวชกรรม ด้วยการสรรหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตลาดเมืองไทย ซึ่งผลิตภัณฑ์เพื่อความงามของ เอ. เมนารินี ที่จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ในเดือนมกราคม 2563 มีชื่อว่า Calecim®  

ทอมอธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Calecim® ว่า “Calecim® เป็นการผนึกกำลังกันระหว่าง เอ.เมนารินี เอเชีย-แปซิฟิก และ Cell Research Corporation บริษัทวิจัยระดับโลกจากประเทศสิงคโปร์ เพื่อคิดค้นและจัดจำหน่ายนวัตกรรมเวชสำอางเพื่อฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์ผิวหนัง ที่มีส่วนประกอบหลักจาก สารสกัดจากเยื่อหุ้มสายสะดือกวางแดง โดยใช้วิธีเพาะเลี้ยงเซลล์สายสะดือกวางแดงในห้องแล็บเพื่อเก็บเอาโปรตีน Growth Factors ที่มีความเข้มข้นสูง มาใช้เป็นส่วนผสมสำคัญ โดยผลิตภัณฑ์นี้มีทั้งสูตรเซรั่มที่มีความเข้มข้นของสารสกัดสูงถึง 80% สำหรับนำไปร่วมกับการทำเลเซอร์ผิวหนังเพื่อลดอาการบวมแดงหลังทำเลเซอร์ และฟื้นฟูผิวหน้าให้กับผู้ที่ทำเลเซอร์อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสูตรครีมบำรุงผิวที่มีความเข้มข้นของสารสกัด 50% และสูตรที่มีความเข้มข้นของสารสกัด 40% สำหรับผิวที่ต้องการความชุ่มชื้น พร้อมวางจำหน่ายในคลินิกและโรงพยาบาลชั้นนำ โดยมีแพทย์เป็นผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน”

ทอมกล่าวถึงกลยุทธ์ในการทำตลาดของ Calecim ® ในประเทศไทยว่า “ก่อนหน้านี้เราได้มีการเปิดตัว Calecim® ไปแล้วอย่างไม่เป็นทางการ โดยในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เราได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังและศัลยศาสตร์ความงามที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติมาร่วมบรรยายพิเศษแก่แพทย์จากโรงพยาบาลและคลินิกทั่วประเทศกว่า 75 คน พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้และอัปเดตนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ในด้านการดูแลฟื้นฟูผิวหลังการทำเลเซอร์”

Calecim® เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นหลังการทำเลเซอร์ได้ถึง 50% เนื่องจากมีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวเดิมที่เสื่อมสภาพ และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ตลอดจนเติมเต็มริ้วรอย เพิ่มการสร้างอิลาสติน ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นกระชับ โดยเปิดตัวในสหรัฐอเมริกามาแล้วประมาณ 1 ปี และผลิตภัณฑ์จะถูกสั่งจ่ายแก่คนไข้ผ่านทางแพทย์เท่านั้น ไม่มีจำหน่ายทั่วไป จึงเป็นโมเดลที่ค่อนข้างแตกต่างจากแบรนด์อื่น ทั้งนี้เป็นเพราะ เอ. เมนารินี เชื่อว่า จะเป็นการดีที่สุดถ้าคนไข้ได้เข้าไปปรึกษาแพทย์ และรับโปรแกรมการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง”

“ก่อนหน้านี้บริษัทฯ ได้ทำการสำรวจและพบว่ายังไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่ตอบโจทย์เรื่องการลดรอยแดงหลังการทำเลเซอร์อย่างแท้จริง เราค้นพบช่องว่างทางตลาดตรงนี้ และมองว่าโอกาสที่จะเติบโตมีมากเนื่องจากมีคลินิกเวชกรรมทั่วประเทศไทยกว่า 5,000 แห่ง ซึ่งแทบทุกแห่งมีบริการทำเลเซอร์ และปัจจุบันนี้ความต้องการรักษาด้วยเลเซอร์ก็มีพุ่งสูงขึ้น”

กรรมการผู้จัดการของ เอ. เมนารินี (ประเทศไทย) กล่าวปิดท้ายว่า “การเติบโตของตลาด Aesthetics หรือด้านความงามในไทยนั้นขับเคลื่อนได้ด้วยฝีมือของแพทย์ที่มีความชำนาญ และนวัตกรรมที่ทันสมัย มีคุณภาพ เป็นหลัก ดังนั้นเราจึงเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์และการลงทุนเพื่อให้ความรู้ของ เอ. เมนารินี จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันตลาดความงามในเมืองไทยให้ก้าวไปเป็นศูนย์กลางด้านเวชกรรมเสริมความงามที่สำคัญของภูมิภาคอย่างแข็งแกร่ง และนำมาซึ่งการเติบโตของตลาดที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต”


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer