J Fabric กรณีศึกษาความสำเร็จของเอสเอ็มอีที่เปลี่ยนร้านขายผ้าแบบเดิมๆ ให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ความท้าทายในธุรกิจค้าส่งผ้าในสำเพ็งคือ
การแข่งขันที่สูง จากคู่แข่งที่มีผ้าเหมือนๆ กันมาเสนอขาย
จนกลายเป็นการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก
บนการแข่งขันที่สูง ธนกร เจนเจษฎา คือทายาทรุ่นที่ 2 ของธุรกิจผ้าค้าส่งในสำเพ็ง ได้มีความคิดอยากสร้างธุรกิจค้าผ้าของตัวเอง โดยเริ่มจากเงินทุนก้อนเล็กๆ ที่ครอบครัวให้มาเริ่มต้นธุรกิจ สู่ J Fabric สตูดิโอและร้านนำเข้าผ้าจากญี่ปุ่นที่สำเพ็ง ที่ยากนักจะเลียนแบบ
ในงาน Marketeer Forum ครั้งที่ 17 ธนกร เจนเจษฎา เจ้าของ J Fabricได้เล่าให้ฟังว่า
เขาคือทายาทรุ่นที่ 2 ที่เริ่มต้นจากการเป็นเซลส์ขายผ้าให้ธุรกิจครอบครัว และค้นพบตัวเองว่า เขาไม่เหมาะกับการเป็นเซลส์ขายส่ง และอยากทำธุรกิจค้าผ้าของตัวเอง เพราะเขาได้พบว่าผ้าที่ครอบครัวเขาค้าส่งเป็นผ้าที่แทบไม่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง แถมยังไม่ได้ทั้งคุณภาพ เพราะทุกคนแข่งขันกันเรื่องราคาเป็นหลัก
เขาจึงเริ่มต้นธุรกิจของเขาที่แตกต่างจากธุรกิจของครอบครัว คือขายผ้าในรูปแบบค้าส่งแต่เป็นผ้าที่มีคุณภาพ และความแตกต่างจากตลาดค้าส่งทั่วๆ ไป จากการหาแหล่งผลิตผ้าใหม่ๆ ด้วยตัวเอง
ช่วงแรกในธุรกิจที่เขาสร้างขึ้นธนากรเล่าให้ฟังว่า ถือว่าเป็นธุรกิจที่ไปได้ดี
จน 5 ปีผ่านไป ตลาดผ้าค้าส่งเริ่มประสบปัญหาจากพิษเศรษฐกิจ รายได้ที่เคยเพิ่มพูนเริ่มลดลง อย่างเห็นได้ชัด
ในวันหนึ่งที่เขานำผ้าไปเสนอขายให้กับลูกค้าบริษัทหนึ่ง ด้วยความบังเอิญ เขาได้ไปเห็นผู้ค้าผ้ารายหนึ่งที่นำผ้าญี่ปุ่นมาเสนอขาย ในราคาที่สูง จนเขาเกิดความคิดว่าผ้าญี่ปุ่นอาจเป็นทางออกที่ดีให้กับธุรกิจในช่วงเวลานั้น
จากจุดเริ่มต้นความคิดธนกรไม่รอช้าที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น เพื่อหาซื้อผ้าญี่ปุ่นกลับมาขาย
ในช่วงสามปีแรก เขาเดินทางไปญี่ปุ่นมากถึง 20 ครั้ง เพื่อศึกษาตลาดผ้า และติดต่อผู้ผลิต
แต่การซื้อผ้าค้าส่งจากญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะคนญี่ปุ่นจะคุยธุรกิจผ่านบริษัทตัวแทนที่รู้จักเท่านั้น
แต่เพราะความบังเอิญของธนกร ได้มีคนมาแนะนำให้รู้จักบริษัทค้าผ้าในญี่ปุ่นที่ต้องการมาเปิดตลาดในประเทศไทย
และนั่นคือจุดเริ่มต้นธุรกิจค้าผ้าญี่ปุ่นของเขา ซึ่งในวันนี้เขายังคงทำธุรกิจค้าผ้าญี่ปุ่นในรูปแบบค้าส่งอยู่
ตามที่ได้กล่าวมาด้วยเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้การค้าผ้าแบบค้าส่งไม่ดีนัก
เขาจึงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ จากการขายปลีก ด้วยการเปิดเพจ J Fabric ในเฟซบุ๊ก เพื่อแนะนำผ้าและขายออนไลน์ไปในตัว เพราะในวันนั้นเขาบอกว่าสู้ค่าเช่าที่สำเพ็งไม่ไหว
ซึ่งเพจ J Fabricค่อยๆ ประสบความสำเร็จจากผู้ติดตามและรายได้ที่มากขึ้น
ในวันนั้นเขาได้กลับมามองว่า ร้านขายผ้ามีอะไรที่เป็นจุดด้อย และพบว่าลูกค้าที่จ่ายเงินซื้อผ้าราคาสูง ต้องการความมั่นใจในสินค้า
เขาจึงเริ่มต้นสร้างแบรนด์ของตัวเอง พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือว่าเป็นผ้านำเข้าจากญี่ปุ่นจริง ด้วยการเล่าเรื่องราวของ J Fabricที่เดินทางไปคัดสรรผ้าจากแหล่งโดยตรง เพื่อบอกว่าสินค้าที่ซื้อทุกบาททุกสตางค์เป็นของแท้
หลังจาก J Fabricประสบความสำเร็จบนโลกออนไลน์ ในฐานะร้านขายผ้าค้าปลีกจากญี่ปุ่น
3-4 ปีต่อมา ธนกรได้ต่อยอดธุรกิจด้วยการเช่าหน้าร้านที่สำเพ็ง เปิดร้าน J Fabricขึ้นมาอีกช่องทางหนึ่ง
ร้าน J Fabricที่สำเพ็งวางคอนเซ็ปต์แตกต่างจากร้านผ้าทั่วไป จากการที่เขาได้สร้างจุดเด่นผ่านจุดด้อยของร้านค้าทั่วๆ ไป
คือจัดวางผ้าจำนวนไม่มาก หาผ้าได้ง่าย แอร์เย็นสบาย และมีพื้นที่โล่งพอที่จะให้ผู้ติดตามรู้สึกไม่เบื่อ
นอกจากนี้ ยังได้สร้างประสบการณ์กับร้านด้วยการจัดเวิร์กช็อปในรูปแบบต่างๆ
การจัดเวิร์กช็อปนี้ทำให้ J Fabric สามารถสร้างรายได้จากการจัดงาน เพิ่มยอดการขายผ้า และขยายฐานลูกค้าจากการแนะนำปากต่อปาก
ส่วนทิศทางในปีนี้ J Fabricได้เพิ่มสินค้าที่มีความหลากหลายกว่าเดิม จากการเรียนรู้ว่าลูกค้าคนไทยต้องการอะไร พร้อมสร้างประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ธนกรได้ให้ Do & Don’t กับเราว่า
Do
หาจุดต่างของเราให้เจอ ทั้งสินค้าและวิธีการนำเสนอ
หาสินค้าที่มีความแตกต่าง ถ้าได้แล้วจะจัดการได้เพราะไม่ต้องตัดราคา และไม่มีคู่แข่ง
และ Active ตลอดเวลา เคลื่อนตัวเร็วในยุคดิจิทัล
Don’t
อย่าเลียนแบบคู่แข่ง เพิ่มยอดโดยการตัดราคา และที่สำคัญ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
