4 ทางออกของ Agency ยกระดับให้เหนือ Consultancy Firm

ทางออกของ Agency
ในไทยอาจจะยังไม่เห็นเทรนด์นี้เกิดขึ้น ในในต่างประเทศ Consultancy Firms เริ่มเข้ามาแย่งส่วนแบ่งของ Agency โฆษณามากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดสุดจากการ Take Over ธุรกิจของ Agency เข้าไปอยู่ในพอร์ตของบริษัท

ซึ่งเดิม Consultancy มักจะครอบคลุมการทำงานในแง่ของธุรกิจ การเงิน กฎหมาย การลงทุน การค้าขาย แต่ในปัจจุบัน ลูกค้าต้องการ One Stop Service มากขึ้น ทำให้ Consultancy Firms หลายราย จึงเสนอการตลาดให้ลูกค้าไปพร้อมๆ กัน

 

ในต่างประเทศ Consultancy firm ยักษ์ใหญ่ก็ซื้อกิจการ Agency เป็นว่าเล่น

จินตนาการว่า คุณไปทานอาหารในร้านอาหาร แต่พอทานเสร็จก็อยากทานของหวาน ซึ่งในร้านอาหารก็มีเมนูของหวานให้เลือกด้วย แถมถ้าคุณทานอาหารครบ 500 บาท คุณจะได้รับส่วนลดของหวาน 30% หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ เช็คบิลแล้วออกไปทานร้านของหวานเฉพาะดีกว่า

Consultancy ก็เหมือน ร้านอาหารที่สามารถเพิ่มเมนูของหวาน หรือรับของหวานแบรนด์ดีๆ มาขายในร้านได้ง่ายๆ ส่วน Agency ก็เหมือน ร้านของหวาน ร้านไอศกรีมเฉพาะ ที่ไม่สามารถนำอาหารมาขายได้ หรือถ้าได้ก็อาจเป็นอาหารทานเล่นเท่านั้น

 

ฉะนั้นสำหรับ Agency ทางรอดในการแข่งขันนี้ คือ พัฒนาของหวานของตัวเองให้ดีกว่า และแตกต่างบริการจากร้านอื่นๆ
เรามาดู 4 วิธีนี้กัน

1.กำจัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

“มีเอเยนซีหนึ่ง เคยเชิญให้ Vice President ของเรา 9 คน เพื่อเข้าประชุม ปัจจุบันเราไม่ได้ทำงานกับเอเยนซีนั้นแล้ว” นี่คือประโยคที่ลูกค้าบอกกับ Rei Inamoto … ฉะนั้นถ้าต้องประชุมเรื่องแคมเปญ หรือทิศทางการตลาด อย่าประชุมเกิน 5 คน ถ้าเกินก็ต้องตอบให้ได้ว่าต้องการคนเหล่านั้นทำไม?

ในแต่ละวันจะมีเครื่องมือการตลาดใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ฉะนั้นเอเยนซีควรกำจัดสิ่งที่ขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออก และมุ่งไปยังงานที่ตัวเองถนัด… เมื่อแบรนด์ต่างๆ พยายามทำการตลาดด้วยตัวเองมากขึ้น บทบาทของเอเยนซีก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

2.โครงสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ

ในบางองค์กร มีโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อนมากๆ ตั้งแต่ ประธารบริหาร รองประธาน ประธานฝ่ายการตลาด รองประธานฝ่ายการตลาด หัวหน้าฝ่ายออนไลน์ จนไปถึงพนักงานธรรมดา ซึ่งลำดับขั้นที่เยอะ ก็หมายถึงการสื่อสารที่เยอะขึ้นเรื่อยๆ
Avi Dan, ผู้ให้คำปรึกษาด้าน Search กล่าวว่า “ในองค์กรของผม เรามี 3 Layers ในการบริหาร 1.Partner/Director 2.Practice Lead 3.Practioner”

Partner/Director : ทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์แก่ลูกค้า
Practice Lead : ทำหน้าที่กำกับการทำงานในแต่ละวัน ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง
Practioner : ฝ่ายที่ลงมือปฏิบัติ และพิสูน์ว่ากลยุทธ์ที่คิดนั้นถูกต้อง ด้วยสิ่งที่จับต้องได้

3.ออกแบบวัฒนธรรมองค์กรเพื่ออนาคต

“งานความคิดสร้างสรรค์ งานโฆษณา ต้องใช้ความคิดของคนรุ่นใหม่ๆ” เป็นคำที่ได้ยินจนเป็นเรื่องปกติในวงการโฆษณา
แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย ในยุคที่การแข่งขันดุเดือดมากขึ้น คนที่มีประสบการณ์จะเป็นคนที่หาทางออกได้ให้กับธุรกิจได้เร็วกว่าคนที่มีประสบการณ์น้อย

ที่ Inamoto & CO. มี Lead Strategist อยู่ 1 คน เธอเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่บริษัทก่อตั้ง ปัจจุบันเธอมีลูก 3 คน ทำงานพาร์ทไทม์อยู่บ้าน แต่ก็สามารถแบ่งเวลาได้อย่างดีเยี่ยม และเมื่อลูกค้าต้องการโมเดลธุรกิจใหม่ หรือบริการใหม่ เธอก็สามารถหา Solutions ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าคนรุ่นใหม่ ที่ไม่มีประสบการณ์เสมอๆ

ดีไซน์องค์กรของคุณ และความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้า ให้ยืนยาว แม้จะต้องเปลี่ยนพนักงานบ่อยๆ ความสัมพันธ์ก็ยังราบรื่น

 

4.โฟกัสชื่อเสียงให้น้อยลง สร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น

“ในงานโฆษณา จริงอยู่ที่รางวัลต่างๆ สร้างชื่อเสียงให้เอเยนซี แต่ในปัจจุบัน ชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวก็ไม่ช่วยให้หาเงินได้ง่ายขึ้น”
CCO ของหนึ่งในเอเยนซียักษ์ใหญ่ของโลก (และได้รางวัลเยอะด้วย) กล่าวว่า “การสร้างแบรนด์ เป็นธุรกิจหลักที่เอเยนซีทำ และส่วนใหญ่ก็ทำกันโดยสร้าง Awareness, ชื่อเสียง หรือ โม้อะไรสักอย่างออกไป

แต่ถ้าเอเยนซีของคุณ ไม่ลงทุนทำในสิ่งที่ต้องทำ (นั่นก็คือพัฒนาแบรนด์ของลูกค้าให้ได้แบบที่พูด) สุดท้ายชื่อเสียงที่สร้างมา หรือโฆษณาที่พร่ำบอกผู้บริโภคก็กลายเป็นฝุ่นผง”

เห็นได้จาก แบรนด์ที่โฆษณาในออนไลน์เยอะๆ แต่สุดท้ายบริการก็ไม่ค่อยพัฒนา จนคนเข้าไปบ่นในโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา

 

เรื่องเหล่านี้ อาจยังไม่เห็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในไทยอย่างชัดเจน

แต่ถ้าวันหนึ่ง บริษัท Consult เริ่มเข้ามา Take Over กิจการของเอเยนซีจริงๆ วันนั้นคงสายไปแล้วที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง

 

ที่มา : Adweek


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer