Marketing Everything โดย รวิศ หาญอุตสาหะ

นักจิตวิทยาชื่อ Bernice Eiduson ได้ทำการศึกษาบุคลิกภาพและวิธีการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก 40 คน ตลอดช่วงเวลาหลายสิบปี เพื่อพยายามจะตอบคำถามที่ว่า “ทำไมนักวิทยาศาสตร์บางคนสามารถสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญๆ ได้ตลอดช่วงชีวิตที่ทำงาน” โดยศึกษาในแง่มุมที่หลากหลายตั้งแต่ทักษะ นิสัยการทำงาน ฯลฯ

ข้อสรุปจากการศึกษานี้มีประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิมีร่วมกันนั้นคือนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้เปลี่ยนหัวข้อการศึกษาบ่อยมาก โดยเฉลี่ยงานวิจัย 100 ชิ้นแรกนั้น นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้มีการเปลี่ยนหัวข้อถึง 43 ครั้ง

มีงานวิจัยลักษณะเดียวกันชิ้นอื่นๆ ที่ทำกับบุคคลในวงการอื่นที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสำเร็จ กับความหลากหลายของเรื่องที่คนเหล่านั้นทำด้วยเช่นกัน

ทำไมการทำหลายๆ เรื่อง หลายๆ หัวข้อไปพร้อมๆ กันถึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความสำเร็จได้

Tim Harford ผู้เขียนหนังสือ The Undercover Economist บอกว่าคำอธิบายเรื่องนี้มองได้สามประเด็นครับ

1. ความหลากหลายเป็นต้นทางของความคิดสร้างสรรค์

เราต่างยอมรับว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นส่วนสำคัญมากในการสร้างสรรค์งานชั้นยอด และหนึ่งวิธีการสร้างความคิดสร้างสรรค์ที่ใช้กันเยอะที่สุดก็คือเอาไอเดียจากบริบทเดิม ไปใส่ในบริบทใหม่ๆ

ดังนั้นคนที่ได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่างก็มีโอกาสที่จะนำไอเดียข้ามไป ข้ามมาระหว่างเรื่องใหม่ๆ ได้ เราจะเห็นเรื่องแบบนี้มากมายในประวัติศาสตร์เช่น บิลล์ บาวเวอร์แมน ตั้งคำถามว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเราทำพื้นรองเท้าเหมือนที่เราทำวาฟเฟิล เพื่อทดแทนพื้นรองเท้าเดิมที่มีน้ำหนักมาก ว่าแล้วก็เอายูรีเทนเทลงในเครื่องทำวาฟเฟิลแล้วก็ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นสู่สุดยอดรองเท้าที่นักวิ่งเจ้าของสถิติโลกอย่าง เอเลียต คิปโชเก้ ใช้อยู่ทุกวันนี้

2. การเรียนรู้ในการทำสิ่งหนึ่งให้ดีจะช่วยให้คุณทำอีกอย่างดีขึ้นไปด้วย

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำกับนักศึกษาจักษุแพทย์โดยกลุ่มที่ถูกทดลองจะต้องไปเรียนการวิเคาระห์และวิจารณ์งานศิลปะที่ Philadelphia Museum of Art เมื่อเรียนจบแล้ว นักศึกษาแพทย์เหล่านั้นก็กลับมาทำงานกับเพื่อนนักศึกษาแพทย์คนอื่นที่ไม่ได้ไปเรียนด้วย

ผลปรากฏว่านักศึกษากลุ่มที่ไปเรียนวิพากวิจารณ์งานศิลป์นั้นทำการวิเคระห์หาสาเหตุของโรคต่างๆ จากรูปภาพของดวงตาได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ไปเรียนอย่างมีนัยยะสำคัญ

การได้ใช้เวลาในการเรียนรู้เรื่องอื่นที่ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวกับงานที่เราทำ ก็สามารถเพิ่มโอกาสในการพัฒนางานเดิมของเราเช่นกัน

หรือเราลองดูตัวอย่างของ Michael Crichton นักเขียนชื่อดังก็ได้ครับ

Michael Crichton นั้นเคยเป็นนักเรียนแพทย์มาก่อน แต่เขาก็สนใจการเขียนนิยาย (fiction) และสนใจงานเขียนที่ไม่ใช่นิยาย (non-fiction) เกี่ยวกับศิลปะ, การแพทย์ และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อีกด้วย

นิยายหลายเล่มของ Crichton ถือเป็นงานชิ้นเอกอย่าง Jurassic Park, Congo, ER, The Lost World รวมถึงเขายังเขียนและกำกับผลงานยอดเยี่ยมอย่าง Westworld ด้วย

หนังสือของเขาถูกตีพิมพ์ไปกว่า 200 ล้านเล่ม

โดยผลงานของเขาเป็นการนำเอาความรู้จากหลายๆ ศาสตร์ที่เขาได้ศึกษามารวมกันอย่างกลมกล่อมได้นั่นเอง

3. งานชิ้นใหญ่มักมาจากความรู้และความเข้าใจในหลากหลายศาสตร์

กระบวนการการทำงานของ Charles Darwin อาจจะช่วยเราให้มองเห็นภาพนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

Charles Darwin เริ่มศึกษาเรื่องสัตววิทยาและธรณีวิทยาตั้งแต่อายุ 18 และไม่นานเขาก็ได้ร่วมเดินทางไปกับเรือชื่อ Beagle ซึ่งเป็นเรือนักธรรมชาติวิทยาออกสำรวจมหาสมุทรต่างๆ เป็นเวลาถึง 5 ปี ตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียไปจนถึงกาลาปากอส ในระหว่างที่อยู่บนเรือนี่เอง Charles Darwin เริ่มสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องปะการังด้วย

เมื่อกลับจากการเดินทาง Darwin เริ่มหันไปศึกษาเรื่องอื่นๆ ตั้งแต่พฤกษศาสตร์ไปจนถึงจิตวิทยา สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเขาก็คือ แม้ว่าจะเขาจะศึกษาศาสตร์ต่างๆ ที่หลากหลายมากมายแต่เขาก็ไม่เคยที่จะหยุดหรือเลิกศึกษาศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งไปเลย เขาเพียงแต่เปลี่ยนกลับไปกลับมาระหว่างแต่ละศาสตร์เท่านั้นเอง

ในปี 1837 เขาเริ่มทำงานที่น่าสนใจมากสองเรื่อง เรื่องแรกคือการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องไส้เดือน อีกเรื่องคือการเริ่มเขียนหนังสือเรื่อง “The Transformation of Species” หลังจากนั้นไม่นาน Darwin ก็เริ่มสนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์

ในระหว่างที่อ่านหนังสือเศรษฐศาสตร์ของ Thomas Malthus เขาก็ได้เกิดการตกผลึกทางความคิดว่า สปีชีย์ต่างๆ สามารถเกิดขึ้นและมีวิวัฒนาการอย่างช้าๆ และในกระบวนการที่ว่านี่เองคือการอยู่รอดของสิ่งที่เหมาะสมที่สุด (the survival of the fittest) และการตกผลึกของทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเรียนรู้มานี่เองทำให้เกิด ทฤษฎีวิวัฒนาการ (the theory of evolution)​ ผลงานชิ้นสำคัญของเขา

แต่ในขณะนั้นเองลูกชายชื่อ William ก็ลืมตาดูโลกพอดี สำหรับ Darwin นี่คือการทดลองที่ยิ่งใหญ่ เขากำลังจะได้เห็นการวิวัฒนาการของเด็กทารกด้วยตัวเอง

Darwin เริ่มจดบันทึกพัฒนาการของลูกเขา ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มรู้สึกว่าเขายังมีความรู้เกี่ยวกับ อนุกรมวิธาน (Taxonomy) ไม่เพียงพอ เขาจึงเริ่มศึกษาเรื่องนั้นไปด้วย

ในช่วงนี้เองเขาได้เขียนหนังสือชื่อ Natural Selection ที่เขาเขียนไปตลอดชีวิต

ในขณะที่หนังสืออีกเล่มยังไม่เสร็จ เขาก็เขียนหนังสือเรื่อง “The Origin Of Species” ซึ่งใช้เวลากว่า 20 ปีถึงจะได้ตีพิมพ์

ส่วนหนังสือที่เขียนเรื่อง William ลูกของเขานั้น กว่าจะได้ตีพิมพ์ก็ผ่านไป 37 ปี

จะเห็นว่างานชิ้นเอกของ Darwin นั้นเกิดขึ้นมาจากความสามารถในการเอาเรื่องที่เหมือนจะไม่ต่อกัน แต่ทำให้มารวมกันเป็นเรื่องใหม่ๆ ดีๆ ได้

แล้ววันนี้คุณได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ บ้างแล้วรึยัง?



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer