วิลเลียม ไฮเน็ค บอสใหญ่ ไมเนอร์ กับผลกระทบจากโควิด “ยอมเจ็บเพื่อจบ”

ใครจะเชื่อว่าเด็กหนุ่มฝรั่งอายุ 17 ปีที่มีเงินลงทุนก้อนแรกในเมืองไทยแค่ 25,000 บาท ทำธุรกิจแรกคือบริษัทรับทำความสะอาด จากนั้นอัปเลเวลมาเป็นเจ้าของโรงแรมและร้านอาหารเล็ก ๆ ในเมืองพัทยา

จนมาถึงวันนี้ เขามีอายุ 71 ปี  คือเจ้าของธุรกิจโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย และยังขยายอาณาจักรไป 57 ประเทศทั่วโลก 

 วิลเลียม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค ชาวอเมริกันสัญชาติไทย ประธานกรรมการ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) คือคนที่เรากำลังจะเล่าเรื่องของเขากับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19

เป็นนักลงทุนรายหนึ่งที่ทำจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีให้การสนับสนุนต่อมาตรการจำกัดการเดินทาง

“ยอมเจ็บเพื่อได้จบเร็ว ๆ”

เมื่อโลกทั้งใบเปลี่ยนแปลงไป มาดูกันว่าวิลเลียม ไฮเน็ค เจ็บอย่างไร และอะไร คือทางออกของเขา 

ไมเนอร์มีกลุ่มธุรกิจหลักอยู่ 3 กลุ่ม คือ ไมเนอร์โฮเทลส์ ไมเนอร์ฟู้ด และไมเนอร์ไลฟ์สไตล์ โดยมีสัดส่วนของรายได้ 76%, 20% และ 4% ตามลำดับ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก่อนเกิดโควิด-19 เขาได้เปิดฉากบุกตลาดโรงแรมซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำรายได้มากที่สุดไปในยุโรปอย่างหนัก เช่น ไปซื้อเชนทิโวลี โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ เชนโรงแรมเก่าแก่ของโปรตุเกส เมื่อปี 2559

ปี 61 ฉลองปีที่ 50 ของไมเนอร์กรุ๊ป ด้วยการเข้าไปลงทุนซื้อกิจการของ “เอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ป” (NH Hotel Group) เชนโรงแรมดังที่มีเครือข่ายโรงแรมอันดับ 6 ของยุโรป จากประเทศสเปน เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ทศวรรษของไมเนอร์ กรุ๊ป มูลค่า 2,500 ล้านยูโร

ปีที่แล้วได้นำแบรนด์อนันตราจากเมืองไทยบุกตลาดโลก ด้วยการไปเปิดตัวที่ประเทศสเปน และวางแผนไว้ว่าปี 2563 นี้จะเปิดตัวโรงแรมเพิ่มในเมืองดับลิน โรม นีซ และบูดาเปสต์ และตั้งเป้าไว้ว่าภายในปีนี้จะมีแบรนด์อนันตราอย่างน้อย 6 แห่งในทวีปยุโรป

เมื่อวิกฤตโควิดขวิดประเทศต่าง ๆ ในยุโรปอย่างหนัก 

กิจการทั้งหมดของเขาต้องปิดตัวลงเกือบหมด

ที่ผ่านมารายได้และกำไรของกลุ่มนี้กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากรายได้ 56,972 ล้านบาท กำไร 6,590 ล้านบาท ในปี 2559 เพิ่มเป็น 129,889 ล้านบาท กำไร 10,697 ล้านบาท ในปี 2562   

ตอกย้ำกันชัด ๆ กับรายได้ของโรงแรมส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในทวีปยุโรปเป็นหลักถึง 70% ส่วนรายได้จากโรงแรมในประเทศไทยเพียง 14%

ตัวเลขไตรมาสแรกของปี 2563 ที่ออกมาคือขาดทุนไปแล้ว 1,773 ล้านบาท 

วันนี้โรงแรมหลัก ๆ ของเขาในยุโรปยังปิด ส่วนในประเทศไทย เช่น โรงแรมริเวอร์ไซด์ และอนันตราสยาม เพิ่งเปิดบางส่วน

วิลเลียม ไฮเน็ค เคยให้สัมภาษณ์กับ PTA Academy ซึ่งจัดโดยสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ภายใต้หัวข้อ ‘Minor Strategy in Crisis’ และสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ไว้อย่างน่าสนใจว่า

ปีนี้เป็นปีที่แย่ที่สุดของเขา เป็นไตรมาสแรกที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Minor เขาเชื่อว่าโควิด-19 จะอยู่กับเราอีกนาน และเขาเห็นด้วยกับมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลออกมา

ส่วนการเปิดโรงแรม หรือร้านอาหารครั้งใหม่อาจจะไม่ง่ายเท่ากับการปิด เพราะต้องทยอยเปิดทีละส่วน ร้านอาหารก็ยังต้องจำกัดที่นั่ง ที่สำคัญเปิดแล้วก็ไม่รู้ว่าคนจะกล้าเข้ามาพักโรงแรม หรือนั่งรับประทานอาหารได้แค่ไหน กี่เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รายจ่ายก็ต้องเกิดขึ้นแล้ว

แต่อย่างไรก็ต้องยอมที่จะเริ่มใหม่อย่างช้า ๆ จะเพียง 20-30 ห้องก็ต้องเปิดไปก่อน

และคาดว่าภายในเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้จะเริ่มได้เห็นการเดินทางระหว่างประเทศกลับมาเปิดอีกครั้ง ภายใต้มาตรการความปลอดภัยที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดให้มากที่สุด

และหลังจากนี้เมื่อมีวัคซีนขึ้นมาเขาก็คิดว่า คนจะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกมากขึ้น

 เมื่อถึงเวลานั้นแผนการระดับโลกของเขาจะเดินทางต่ออย่างแน่นอน ภายใต้ความแข็งแกร่งกว่าเดิม

เพียงแต่เขาต้องรอเวลาอย่างใจเย็น และระหว่างนั้นต้องบริหารเงินสดให้ดีซึ่งสำคัญที่สุด

โดยเขามีแผนการลดกระแสเงินสดจ่ายในทั้งสามหน่วยธุรกิจและในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ด้วยมาตรการการประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งประกอบด้วยในส่วนของเงินเดือน ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ นอกจากนี้ ได้มีการระงับการจ่ายเงินปันผลและการลงทุนในสินทรัพย์บางส่วนเท่าที่จะสามารถทำได้

ล่าสุด บริษัทยังได้ประกาศกลยุทธ์ในการจัดหาเงินทุนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุนและฐานะทางการเงิน   โดยนอกเหนือจากการรักษาสถานะเงินสด และการบริหารจัดการสภาพคล่องและหนี้สินแล้ว คณะกรรมการของ MINT ได้อนุมัติแผนการจัดหาเงินทุนจำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ผ่านเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ

ทั้งนี้ การเพิ่มทุนของบริษัทจะต้องได้รับการอนุมัติจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีที่จะจัดขึ้นในวันที่ 19 มิถุนายน 2563 นี้

ธุรกิจ 3 กลุ่มหลักของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) คือ 

โรงแรมทั้งหมดทั้งที่ลงทุนเองและรับจ้างบริหาร 535 โรงแรม ห้องพัก 78,360 ห้อง จำนวน 57 ประเทศทั่วโลกภายใต้แบรนด์ อนันตรา, อวานี, โอ๊คส์, ทิโวลี, เอ็นเอช คอลเลคชั่น, เอ็นเอช โฮเทลส์, นาว, เอเลวาน่า, แมริออท, โฟร์ซีซั่นส์, เซ็นต์ รีจิส, เรดิสัน บลู

มีร้านอาหารกว่า 2,300 สาขา ใน 26 ประเทศ ภายใต้แบรนด์ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, เดอะ คอฟฟี่ คลับ, ริเวอร์ไซด์, เบนิฮานา, ไทย เอ็กซ์เพรส, บอนชอน, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, แดรี่ ควีน และเบอร์เกอร์ คิง

 ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ ภายใต้แบรนด์ อเนลโล่, โบเดิ้ม, บอสสินี่, บรูคส์ บราเธอร์ส, ชาร์ล แอนด์ คีธ, เอสปรี ฯลฯ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer