จากแนวคิดทฤษฎีสู่หนังโฆษณาที่สื่อออกมาอย่างเป็นรูปธรรม และตรงไปตรงมาทำให้เรื่องวิชาการยากๆ กลายเป็นเรื่องง่าย จนได้ขึ้นรับรางวัลบนเวทีคานส์ ซึ่งเป็นเวทีประกวดหนังโฆษณาระดับโลก หลายคนได้เห็นหนังโฆษณาผ่านตากันมาบ้างแล้วด้วยยอดวิวกว่า 7 ล้านวิว!! วันนี้เรามาเจาะลึกกับทฤษฎี “วิสัยทัศน์อุโมงค์” นี้กันว่า ต้นแบบของแนวคิดนี้มีความเป็นมาอย่างไร? กับการรณรงค์ “ลดเร็ว ลดเสี่ยง” จาก สสส. ผ่านบทสัมภาษณ์เชิงลึกกับ นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์

“วิสัยทัศน์อุโมงค์” มีความเป็นมาอย่างไร?

“อันที่จริงแล้วแนวคิดนี้มันมีมาอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่บ้านเราไม่ได้เอามาใช้ แต่ด้วยทฤษฎีมันทำให้เราพบประเด็นหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุโดยมันมีความสัมพันธ์กับความเร็วที่เมื่อคุณขับขี่รถแล้วกดเร่งความเร็วเนี่ย มันทำให้คุณมองเห็นด้านข้างไม่ชัด นั่นแปลว่า “มนุษย์เรามีขีดจำกัด”

 

“มนุษย์มีขีดจำกัด” คือยังไง?

“ปกติสายตาจะสามารถมองเห็นได้ 180° แต่เมื่อเราเคลื่อนที่ไปข้างหน้าจะทำให้การมองเห็นลดลง ซึ่งถ้าความเร็ว 100 กม./ชม. นี่สายตาเราจะมองเห็นข้างหน้าได้ชัดเพียง 40° เท่านั้น อีกอย่างด้วยวัฒนธรรมบ้านเราจะมีกิจกรรมข้างทาง อย่างการขายของริมทาง ซึ่งบางทีก็มีรถมาจอดซื้อของบ้างจอดกินข้าวบ้าง เลยทำให้ตรงนั้นเป็นจุดอับสายตาไปเลยก็ได้ หรืออาจจะมีเด็กวิ่งเล่น มีสุนัขนั่งอยู่ข้างทาง และนี่ก็ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุด้วย

“ที่สำคัญ การที่มองไม่เห็นด้านข้าง จะส่งผลต่อการตัดสินใจเหยียบเบรกช้าลง และเมื่อเหยียบเบรกแล้วรถยังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าต่อ เช่น ขับ 100 กม/ชม. 1 วินาทีรถจะเคลื่อนตัวไปแล้ว 27.7 เมตร หรือเท่ากับรถคันนี้ได้ชนเด็กที่กำลังจะข้ามถนนไปแล้ว”

“และอีกอย่างคือร่างกายของคนเรา “ทนแรงปะทะได้จำกัด” ยิ่งรุนแรง ยิ่งอันตราย นี่แหละเราถึงต้องนำทฤษฎีวิสัยทัศน์อุโมงค์ออกมาใช้ ผมว่ามันค่อนข้างที่จะสอดคล้องกับบ้านเราและทำให้คนเข้าใจได้ง่ายมากเลยล่ะ”

 

แล้วสำหรับสถิติการเสียชีวิตบนท้องถนนของไทยเราถูกจัดให้อยู่อันดับ 2 มีข้อเท็จจริงอย่างไร?

“องค์การอนามัยโลกมีจัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ของโลกจากสถิติการเสียชีวิตทุกประเภท ซึ่งหากเรานับแต่สาเหตุจากความเร็วเนี่ยก็คือ 1 ใน 5 ก็ถือว่าเยอะแล้ว ยิ่งถ้าแยกเป็นบนถนนทางหลวงก็อยู่ที่ 3 ใน 4 เลยล่ะ”

 

ความรู้สึกเมื่อได้ทราบข่าวว่า “วิสัยทัศน์อุโมงค์” ได้รับรางวัลคานส์?

“ผมก็รู้สึกดีใจและก็ขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันจนทำให้แคมเปญนี้กลายเป็นที่รู้จัก ซึ่งถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปคงไม่เกิดแคมเปญนี้ขึ้น ตั้งแต่การวิเคราะห์ว่าเราจะทำยังไงให้การรณรงค์นี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ แล้วหยิบมุมมองของวิชาการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมบ้านเรา ส่งต่อให้ครีเอทีฟเข้ามาแปลงจุดประสงค์ตรงนี้ให้กลายเป็นเนื้อหาที่คนเข้าใจง่ายขึ้น นี่แหละคือสิ่งที่ สสส. ทำเพราะอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น”

นอกจากประเด็นลดเร็วลดเสี่ยงแล้ว มีโครงการอื่นๆที่ทำร่วมกับ สสส.อีกมั้ย

“หลักๆแล้วเราจะรณรงค์ในเรื่องของการขับขี่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์อุโมงค์ ก็จะมีทั้งเรื่องการใส่หมวกกันน็อคซึ่งเราจะเจาะกลุ่มนายจ้างหรือผู้ประกอบการ คล้ายๆให้เค้าห่วงใยลูกจ้าง ช่วยกันรณรงค์ตักเตือนลูกจ้างให้ใส่หมวกกันน็อค แล้วก็ยังมีโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนนี่แหละ”

 

สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงผู้ใช้รถใช้ถนน?

“ก็อย่างที่บอกไปว่าบ้านเรามีวัฒนธรรมที่ให้มีกิจกรรมข้างทางได้ ดังนั้นถ้าคุณยิ่งขับขี่มาเร็ว ก็จะยิ่งเห็นแคบลง บางทีเค้ามีป้ายเตือนคนขับข้างทาง หรือในเขตชุมชนมีคน มีสุนัขข้ามถนน มันก็อาจจะเบรกไม่ทันยิ่งขับเร็วก็ยิ่งอันตราย”

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน