MedPark ทำความรู้จักโรงพยาบาลใหม่ย่านพระราม 4 ที่แค่เฟสแรกลงทุนไปแล้วกว่า 7,000 ล้านบาท

ช่วงที่ผ่านมามีข่าวลือหนาหูว่าเจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดี มีแผนที่จะลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล

ยิ่งพื้นที่ข้าง ๆ โครงการ The PARQ อาณาจักร Mixed-Use ย่านพระราม 4 ของเจ้าสัวได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวเป็นโรงพยาบาล ก็ยิ่งตอกย้ำให้หลายต่อหลายคนต่างคิดว่า

“สงสัยเจ้าพ่อไทยเบฟคนนี้จะหันมาทำธุรกิจโรงพยาบาลจริง ๆ ซะแล้ว”

โดยนี่คือโรงพยาบาลที่มีชื่อว่า MedPark ซึ่งมี บริษัท โรงพยาบาลมหาชัย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วน 42.50% บริษัท ทีพีพี โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 25% ส่วนที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย

แม้ชื่อของ The PARQ และ MedPark จะมีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการออกเสียง แต่ผู้บริหารของ MedPark ได้บอกว่าเจ้าสัวเจริญเป็นเพียงเจ้าของพื้นที่ที่ให้โรงพยาบาลMedParkเช่าเป็นระยะเวลา 30 ปี

ส่วนที่มาที่ไปของโรงพยาบาลMedPark นั้นเกิดมาจากการรวมตัวกันของแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน

นำทีมโดย ศ. นพ.สิน อนุราษฎ์ อดีตผู้บริหารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ นพ. พงพัฒน์ ปธานวนิช ประธานกรรมการบริหารเครือบริษัท โรงพยาบาลมหาชัย จำกัด (มหาชน)

(ซ้าย: ศ. นพ.สิน/ขวา: นพ. พงพัฒน์)

โรงพยาบาลMedParkตั้งอยู่บนถนนพระราม 4 อาคารมีจำนวน 25 ชั้น มีพื้นที่ประมาณ 90,000 ตารางเมตร มีแพทย์เฉพาะทางกว่า 30 สาขา

โดยแพทย์หลัก 60-70% เป็นแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมในต่างประเทศมา

นพ. พงพัฒน์ ได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลMedParkเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เน้นการรักษาโรคเฉพาะทาง โรคยาก ๆ ที่มีความซับซ้อน และจะเน้นการรักษาที่ส่งแพทย์ไปเป็นทีม

เพราะโรคยาก ๆ มักจะเป็นโรคแทรกซ้อนที่คนไข้มีหลายอาการในเวลาเดียวกัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็อย่างเช่นหากคนไข้เป็นผู้สูงอายุก็มักจะมีอาการเบาหวาน หัวใจ ไต ในเวลาเดียวกัน

ดังนั้น จึงต้องใช้แพทย์แบบเป็นทีมในการรักษาคนไข้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคเฉพาะทางที่ซับซ้อนที่เราไม่รู้จักนั้นมีอีกมากมาย

โดยในปี ๆ หนึ่งประเทศไทยมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอยู่ประมาณ​ 3 ล้านคน กับมูลค่าของค่ารักษาซึ่งอยู่ราว ๆ แสนล้านบาท/ปี

ส่วนสิงคโปร์มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอยู่ประมาณ 8 แสนคน/ปี แต่กลับมีมูลค่าของการรักษามากกว่าบ้านเราถึง 4 เท่าตัว

เหตุผลที่ทำให้สิงคโปร์มีมูลค่าการรักษาที่สูงกว่าแม้จะมีจำนวนผู้ป่วยที่น้อยกว่า เพราะสิงคโปร์เน้นการรักษาโรคเฉพาะทาง จึงทำให้มูลค่าต่อเคสสูงกว่าในบ้านเรา

และหากเทียบกับประเทศในยุโรปที่รักษาอาการเดียวกันแล้ว โรงพยาบาลในยุโรปนั้นมีค่ารักษาที่แพงกว่าโรงพยาบาลในไทยกว่า 2-3 เท่าตัว

นั่นหมายความว่าหากประเทศของเราสามารถรักษาโรคที่มีความเฉพาะทางได้มากขึ้น ก็จะดึงดูดให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารักษามากขึ้น ทำให้มูลค่าของการรักษาสูงกว่าเดิม

และความฝันของการสร้าง Medical Tourism ในไทยก็จะเข้าใกล้ความเป็นจริงเร็วขึ้นเช่นกัน

แต่ในปัจจุบันที่เกิดโควิด หลายโรงพยาบาลในบ้านเราที่เน้นรักษาชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจนต้องเร่งปรับตัวปรับภาพลักษณ์เพื่อให้เข้าถึงผู้ป่วยที่เป็นคนไทยได้มากกว่าเดิม

ดังนั้นแล้วในตอนนี้ MedParkจึงเน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนไทยในสัดส่วน 70% และอีก 30% เป็นลูกค้าชาวต่างชาติ

ส่วนอนาคตหากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ประเทศเริ่มเปิด ก็จะเน้นสัดส่วนลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติมากขึ้นอย่างแน่นอน

โดยผู้บริหารตั้งใจวาง Positioning ของ MedParkให้เป็นโรงพยาบาลที่เป็น Flagship Hospital ในเครือโรงพยาบาลมหาชัย

ซึ่งหากรักษาโรคเฉพาะทางที่MedParkหาย หากผู้ป่วยคนไหนที่ต้องการรักษาตัวในค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ก็สามารถส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ในเครือได้เช่นกัน

ส่วนเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือการสร้างMedParkให้เป็นทั้งศูนย์บริการทางการแพทย์ เป็นโรงเรียนสอนวิชาแพทย์ และเป็นศูนย์วิจัย ที่หากทำการวิจัยสำเร็จก็จะนำมาพัฒนาและจดเป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลเอง

ในแง่การลงทุนMedParkในเฟสแรกใช้งบลงทุนราว 7,000 ล้านบาท มีเตียงทั่วไป 205 เตียง, เตียง ICU 65 เตียง, ห้องผ่าตัด 7 ห้อง

ส่วนเฟสต่อไปในอนาคตเตรียมลงทุนขยายเป็นทั้งหมด 550 เตียง และห้องผ่าตัด 15 ห้อง

ซึ่งหากไปถึงจุดนั้นผู้บริหารคาดว่าเงินลงทุนทั้งหมดจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co / Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer