ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ 1 ปีกับการเป็น CEO Mc Group หนักแค่ไหนที่ต้องหากำไรในช่วงวิกฤตโควิด (สัมภาษณ์พิเศษ)

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมาของยีนส์สัญชาติไทยอย่าง Mc แม้จะดูเป็นแบรนด์นิ่ง ๆ ไม่มีอะไรหวือหวาออกมาให้เราเห็นกันมากมาย

แต่พวกเขาก็คงอยู่มาได้อย่างมีกำไรด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองที่ไปปลูกสาขาเอาไว้ 600 กว่าแห่งตามต่างจังหวัด

และนั่นก็ทำให้ Mc เข้าถึงผู้คนได้จำนวนมาก ทั้งยังไม่ต้องเจอกับการแข่งขันในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ดุเดือดมากเท่ากับในกรุงเทพฯ

แต่ก็อย่างที่หลายคนได้เคยกล่าวไว้ ว่าในยุคที่โลกก้าวไปไวอย่างทุกวันนี้ การหยุดนิ่งจึงไม่ต่างอะไรจากการค่อย ๆ เดินถอยหลังลงไปทีละก้าวอย่างช้า ๆ กว่าจะรู้จะรู้ตัวอีกทีก็โดนคนอื่นแซงหน้าจนตามไม่ทัน

ที่สำคัญโลกของธุรกิจแฟชั่น ก็มักจะหมุนไวเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าธุรกิจอื่น ๆ

สุดท้ายแล้วแม้จะไม่ขาดทุน แต่ Mc ก็ไม่เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ทีมผู้บริหารของ Mc ตัดสินใจดึงตัว ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ มานั่งแท่น CEO ของ Mc ในช่วงเดือนตุลาคมปี 2562

ซึ่ง Mc ถือเป็นองค์กรสัญชาติไทยองค์กรแรกของชนัญญารักษ์ เพราะหากย้อนดูโพรไฟล์การทำงานของเธอกว่า 40 ปีที่ผ่านมาอย่าง Oracle, Motorola, DHL ก็ล้วนแต่เป็นบริษัทต่างชาติทั้งนั้น

แล้วชีวิตการเป็น CEO ขององค์กรสัญชาติไทยอย่าง Mc Group มาปีกว่า ๆ นั้นเป็นยังไง แตกต่างจากบริษัทต่างชาติมากน้อยแค่ไหน

หรืออะไรคือสิ่งที่ทำให้เธอสามารถทำสินค้าแฟชั่นให้มีกำไร 407 ล้านบาทได้ในช่วงโควิด

ไปดูชนัญญารักษ์รีวิวชีวิตการเป็น CEO ผ่านบทสัมภาษณ์ได้ที่ด้านล่างนี้

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัดสินใจมานั่งเก้าอี้ CEO ของ Mc

เมื่อพลังยังล้นเหลือ คำว่าเกษียณจึงไม่ใช่ตัวกำหนดหรือกฎเกณฑ์สำคัญที่จะทำให้ต้องหยุดทำงาน

เช่นเดียวกับชนัญญารักษ์ หลังเกษียณจาก DHL จึงมีหลายต่อหลายองค์กรแวะเวียนเข้ามาจีบให้เธอเอาพลังที่ล้นเหลืออยู่ไปช่วยนำทีมบริหาร

แต่ที่เธอตัดสินใจเลือก Mc นั่นเป็นเพราะคำชักชวนของ สุณี เสรีภาณุ ที่เป็นทั้งผู้บุกเบิกของแบรนด์และเพื่อนสนิท

ซึ่งอยากให้ชนัญญารักษ์เข้ามากู้องค์กรที่นิ่ง ๆ ให้วิ่งเร็วขึ้น ทั้งแง่ในของภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดูเก่าแก่ และในแง่ราคาหุ้นของบริษัท

“เล่าให้ฟังอย่างนี้ก่อนว่าไม่ใช่ใช่จู่ ๆ ก็ตัดสินใจเข้ามาเป็น CEO เพราะก่อนหน้านี้พี่นั่งเป็นบอร์ดบริหารให้ Mc มา 6 ปี รู้จักบริษัทอย่างดี เพียงแต่หน้าที่ของบอร์ดคือการดูภาพรวมใหญ่ ต่างจาก CEO ที่ต้องลงไปทำจริง

กระทั่งวันที่คุณสุณีมาชวน พี่ก็เลยไปย้อนดูตัวเลขดูข้อมูลต่าง ๆ ของ Mc ย้อนหลังแบบชัด ๆ อีกที แล้วรู้สึกว่าจริง ๆ แล้ว Mc ยังไปได้อีกไกลอีกมาก ก็เลยตัดสินใจตบปากรับคำในที่สุด

คือพี่ไม่ได้เข้ามาสร้างอะไรใหม่มากมาย แต่แค่มองว่ามันมีจุดไหนที่เราควรจะทำ แล้วยังไม่ได้ทำแบบนั้นมากกว่า

การเป็น CEO ในนิยามของพี่มันไม่ใช่ว่าโอ้โห คนทำดิจิทัลนะ เราก็ต้องไปทำดิจิทัลบ้าง หรือคนฮิตยูนิโคล่นะ เราก็ต้องทำแบบยูนิโคล่บ้าง

แต่คือต้องย้อนกลับมาดูตัวเอง ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหนก็เข้าไปปรับไปแก้ไข หรือมีจุดแข็งอะไรก็ผลักดันตรงนั้นขึ้นมาเพื่อให้เราสู้กับคนอื่นที่อยู่ในสนามเดียวกันได้

ซึ่งพี่ว่าจุดแข็งของเราคือการมี Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทำตั้งแต่ผลิตกางเกงยีนส์ไปจนถึงขายเอง”

เข้ามาไม่ทันไร ก็เจอโจทย์ที่ท้าทายอย่าง โควิด

เข้ามานั่งเก้าอี้ CEO ยังไม่ทันถึง 1 ปี โควิดก็เข้ามาสร้างความท้าทายครั้งใหญ่ให้กับชนัญญารักษ์

ด้วยการทำให้สาขากว่า 600 แห่งทั่วประเทศของ Mc ต้องปิดตัวลง บวกกับการ Work From Home ในช่วงนั้นที่ไม่ค่อยมีใครซื้อสินค้าแฟชั่นสักเท่าไร

“สิ่งแรกที่พี่ทำในตอนนั้น คือรีบเอางบบริษัทมากางดูว่าในเดือนหนึ่งเรามีค่าใช้จ่ายเท่าไร แล้วถ้าจะเก็บทีมงานกว่า 2,500 คนเอาไว้ต้องทำยังไงบ้าง

ก็เลยโยนคำถามไปให้ทีม ว่าเราทำ mask ได้ไหม ทีมก็ตอบกลับมาว่าไม่ได้หรอก เพราะผ้ายีนส์มันหนา ใส่แล้วเดี๋ยวหายใจไม่ออก

พี่เลยบอกทีมถ้างั้นเปลี่ยนเนื้อผ้า เขาก็ตอบกลับมาอีก ถึงเปลี่ยนเนื้อผ้าแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้เลย ต้องใช้เวลาปรับฝีจักร เพราะฝีจักรเดิมที่ใช้เย็บยีนส์มันหนาเกินกว่าจะเอามาเย็บ mask ได้

พอเขาพูดมาแบบนี้ พี่ก็คิดว่างั้นก็ ‘ไม่ได้แปลว่าเราทำไม่ได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลา’ ก็เลยสั่งให้เขารีบไปทำทันที

ซึ่งเราก็ใช้เวลาแค่ 7 วันจนสามารถทำ mask ออกมาได้เป็นแสน ๆ ชิ้นแล้วส่งให้ลูกค้าได้

ส่วนในระหว่างรอปรับฝีจักรให้เข้าที่ ก็ใช้เวลาช่วงนั้นที่เราผลิตเองไม่ได้ไปจ้างให้คนอื่นทำให้

คือทำยังไงก็ได้ให้มันได้ mask ออกมาขาย ไม่ใช่ว่าแก้โจทย์แรกไม่ได้แล้วจะหยุดทำ

แม้รายได้จากการขาย mask จะไม่ได้จำนวนมากมายเทียบกับการขายยีนส์ แต่อย่างน้อยมันก็สร้างชื่อให้เราว่าเรานี่แหละคือแบรนด์ไทยเจ้าแรกที่ทำ mask ออกมาขาย

และอีกมุมหนึ่ง มันก็ยังเป็นครูที่สอนให้พนักงานของเราขายออนไลน์เป็นมากขึ้น เราให้พนักงานขายพันกว่าคนที่มีอยู่มาฝึกมาจับออนไลน์ เทรนกันบนแอป Zoom นั่นแหละ

ส่วนตัวพี่ก็ลงไปขายเองด้วย เหมือนกับว่าเราได้ลงไปเรียนรู้ระบบงานจริง ๆ พอเจอปัญหาอะไรพี่จะได้สั่งแก้ได้เลย

คือพี่คิดว่าถ้าอยากแก้ให้ถึงกึ๋น ต้องลงไปทำเอง เพราะลูกน้องส่วนใหญ่มักจะบอกแต่เรื่องที่ฟังดูดี

ยกเว้นแต่ว่าเรามีความเชื่อใจกันแล้ว แต่ในเวลานั้นพี่เพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน ยังไม่มีเวลามากพอในการสร้างความเชื่อใจ ต้องรีบเอาเวลาไปแก้วิกฤต ก็เลยตัดสินใจลงไปทำเองเลยดีกว่า”

อีกภารกิจสำคัญ ต้องเข้าไปแก้ Pain Point ใหญ่ที่มีอยู่ในแบรนด์

นอกจากแก้ปัญหาในช่วงโควิด อีกโจทย์ใหญ่ที่ชนัญญารักษ์ต้องเข้าไปแก้ไขก็คือ Pain Point เดิม ๆ ที่มีอยู่ในธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่หลายคนมองว่าดูแก่ดูเป็น Daddy’s Style ก็ปรับลุคใหม่ด้วยการทำแบบให้มีความแฟชั่นมากขึ้น เอายีนส์ที่ดูเรียบ ๆ มาปั้นเฟดมาทำให้เกิดลวดลายที่ดูไม่สมบูรณ์แต่ดูแล้วสวยงาม

หรือกับฟีดแบ็กที่ลูกค้าบอกมาว่าร้านของ Mc ดูทึม ๆ ดูมีสินค้ามากเกินไปจนทำให้หาของยาก ชนัญญารักษ์ก็แก้ไขปัญหานี้ด้วยการเอาสินค้าบางอย่างออกไปจากร้าน

เพราะสินค้าบางอย่างก็ไม่ได้เหมาะกับลูกค้าในทุกสาขาเสมอไป และทำร้านใหม่ให้โปร่ง โล่ง สบายตา ดูน่าเข้าไปช้อปปิ้งมากกว่าเดิม

และด้วยการจัดการใหม่นี้ ก็ทำให้ปัญหาที่พนักงานต้องเสียเวลาหาของ-จัดของที่เยอะ ๆ จนไม่มีเวลาดูแลลูกค้าหายไปด้วยเช่นกัน

ซึ่งชนัญญารักษ์ก็แอบเปรยให้เราฟังว่า ในอนาคตแบรนด์ยีนส์รุ่นพ่อที่มีมา 40 กว่าปีอย่าง Mc จะเริ่มทำช้อปสไตล์ Taylor Made เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นลูกได้มากขึ้นอีกด้วย

ผลงานสร้างชื่อ ที่ดึง Influencer ของวงการหุ้นมาลงทุนล็อตใหญ่ด้วยได้

นับจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาปีกว่า ๆ ของชนัญญารักษ์ในฐานะ CEO ของ Mc Group กับผลงานการสร้างกำไร 407 ล้านบาท ในช่วงโควิด

และอีกผลงานที่เป็นข่าวใหญ่ในวงการหุ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คือการที่ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ซึ่งเป็นเหมือนซุปตาร์ในวงการหุ้นเข้าซื้อหุ้น Mc ล็อตใหญ่

จนเป็นเหมือน Influencer ที่ทำให้ราคาหุ้นของ Mc ในช่วงนั้นได้ขยับปรับตัวขึ้นตามไปด้วย

ถ้าคิดแต่ว่าจะตั้งเป้าแล้วไม่เคยจะเข้าไปดูอยู่บ่อย ๆ มันคงสำเร็จไม่ได้

ตลอดบทสนทนาราวชั่วโมงกว่า สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัด คือ ‘energy’ ของชนัญญารักษ์ที่ดูแล้วไม่มีท่าทีจะหมดง่าย ๆ

บางช่วงบางตอนระหว่างที่พูดคุยกัน ก็ผุดไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย พลางหันไปบอกทีมงานว่า เอ๊ะ เราจะทำอันโน้นดีไหม อันนี้ดีไหม ทำแบบนี้น่าจะเวิร์กนะ

จนทำให้ผู้เขียนอย่างเราในวัยเกือบ 30 ที่บางครั้งเหนื่อยล้าจากการทำงาน ต้องตั้งคำถามกลับไปหาว่า

ในวัยหลังเกษียณแบบนี้ เธอเอาพลังงานในการจะทำสิ่งต่าง ๆ มากมายมาจากไหน?

สิ่งที่ชนัญญารักษ์ตอบกลับเรามาก็คือ

“มันคงเป็นเพราะความที่ชอบตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ และมองหาความท้าทายอยู่ตลอดเวลา

อย่างที่บอกไปในตอนต้น ว่าเหตุผลสำคัญในการตัดสินใจมาอยู่ Mc เพราะพี่คิดว่ามันท้าทาย

ส่วนตัวแล้วในมือถือพี่ก็จะมีลิสต์รายการว่าวัน ๆ หนึ่งต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็จะคอยดูมันอยู่ตลอดเวลา ดูตั้งแต่ตอนตื่นมา

เพราะพี่เชื่ออย่างหนึ่งว่าถ้าเราดูอะไรทุกวันมันจะเข้าสมอง ถ้าคิดแต่ว่าจะตั้งเป้าแล้วไม่เคยจะเข้าไปดูอยู่บ่อย ๆ มันคงสำเร็จไม่ได้” – ชนัญญารักษ์ เพ็ชรรัตน์

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer