โควิด-19 ทำให้ทุกคนตระหนักถึงการป้องกันตัวเองเมื่ออยู่นอกบ้าน บวกกับสร้างวิถีการใช้ชีวิตแบบ New Normal ที่ทำให้เราต้องอยู่บ้านมากขึ้นเช่นกัน

เมื่อออกนอกบ้านเราเซฟตัวเองแล้ว กลับมาบ้านก็ยังต้องใส่ใจต่อเนื่อง

เพราะ อากาศภายในบ้าน ที่ต้องหายใจตลอดเวลา รวมถึงเรื่องของอนุภาคฝุ่น PM 2.5 ที่แวะเวียนวนกลับมาหาคนไทยทุกปีในช่วงปลายปีแบบนี้ ทำให้ “เครื่องฟอกอากาศ” กลายเป็นไอเทมสำคัญที่ควรมีติดบ้านเป็นที่เรียบร้อย

หากย้อนกันจริงๆ เครื่องฟอกอากาศ หรือ Air Purifier จุดประสงค์แรกที่คนซื้อมาใช้งานเพราะต้องการรับมือกับระดับอนุภาคฝุ่น PM 2.5 เป็นหลัก…. แต่ในสมัยนี้ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เครื่องฟอกอากาศประจำบ้านต้องทำได้มากกว่านั้น

นิโคลัส ลี ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพจากแบรนด์ Philips ประจำ ASEAN Pacific ระบุว่า

“ผู้คนทั่วโลกต่างตระหนักถึงวิธีดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพอากาศที่เราหายใจเป็นส่วนสำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดี แต่คนส่วนใหญ่มักตระหนักถึงการป้องกันคุณภาพอากาศเมื่อใช้ชีวิตนอกบ้านเท่านั้น

ซึ่งแท้จริงแล้ว การดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้านและภายในที่ทำงานก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะคือสถานที่ที่คนเราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดำรงชีวิต มีงานวิจัยเผยว่าคุณภาพอากาศภายในอาคารและที่อยู่อาศัย อาจมีมลภาวะมากกว่าอากาศภายนอกราว 2 ใน 5 เท่า

ดังนั้นการรักษาคุณภาพอากาศภายในบ้านหรือในอาคารด้วยเครื่องฟอกอากาศที่สามารถจัดการมลพิษและอนุภาคขนาดเล็กจะช่วยลดโอกาสของความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพและโรคร้ายแรงต่างๆ ตามมาได้”

เทคโนโลยีพัฒนาให้ ‘เครื่องฟอกอากาศ’ สมัยนี้พัฒนาขนาดไหน?

ยกตัวอย่าง เครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ของแบรนด์ Philips อย่างรุ่น Philips Air Purifier 4000i series และ Philips Air Purifier 2000i ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีระบบกรอง 3 ชั้น และเทคโนโลยี NanoProtect HEPA สามารถกรองอนุภาคได้เล็กระดับ 0.003 ไมครอน หรือ คิดง่ายๆ คือเล็กกว่าฝุ่น PM 2.5 ถึง 833 เท่า และได้รับการรับรองว่าสามารถกรองไวรัส H1N1 ที่แพร่กระจายได้ในอากาศ

ก่อนหน้านี้ฟิลิปส์ได้มีการทดสอบการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ Philips Air Purifier ร่วมกับ สถาบันอิสระพบว่าเครื่องฟอกอากาศ Philips Air Purifier สามารถลดระดับละอองของไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A (H1N1) ในอากาศได้ถึง 99.9% ผ่านการทำงานของแผ่นกรองอากาศภายในตัวเครื่อง

หมดห่วงเรื่องระดับฝุ่น PM 2.5 … แต่ภายในบ้านยังเต็มไปด้วยสารก่อภูมิแพ้

นอกจากหน้าฝุ่นยังมีเรื่องสารก่อภูมิแพ้ที่ลอยฟุ้งอยู่ในบ้านตลอดเวลา
เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสรดอกไม้ ควันจากการทำอาหาร หรือ แบคทีเรียและเชื้อราต่างๆ

“ขนาดโดยเฉลี่ยของละอองเกสรดอกไม้อยู่ที่ 10-100 ไมครอน ด้วยคุณสมบัติของแผ่นกรอง NanoProtect Series (HEPA + Active Carbon) ที่สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็กพิเศษได้ถึง 0.003 ไมครอน ได้แบบเรียลไทม์และรวดเร็วภายใน 6 นาที จึงช่วยให้มั่นใจว่าคุณภาพอากาศภายในบ้านปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว”

จัดการกับไวรัสตัวร้าย ที่แพร่กระจายในอากาศได้หรือไม่

แน่นอนว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เราหันมาใส่ใจเรื่องของไวรัสที่สามารถแพร่กระจายทางอากาศมากขึ้น

“เครื่องฟอกอากาศ Philips Air Purifier ได้รับการรับรองว่าสามารถดักจับไวรัสที่แพร่กระจายในอากาศได้ถึง 99%[1] ทั้งยังสามารถลดระดับละอองของไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A (H1N1) ในอากาศได้ถึง 99.9% ผ่านการทำงานของแผ่นกรองอากาศภายในตัวเครื่อง

โดยไวรัส SARS-CoV-2 มีขนาดประมาณ 50-140 นาโนเมตร แต่คุณสมบัติของแผ่นกรอง NanoProtect HEPA ของ Philips Air Purifier Series สามารถจับอนุภาคที่มีขนาดเล็กถึง 0.003 ไมครอน[2] ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าขนาดของไวรัสที่เล็กที่สุดในโลก[3] ได้สูงสุดถึง 99.97% เราจึงสามารถมั่นใจได้ว่าเครื่องฟอกอากาศ Philips Air Purifier สามารถดักจับอนุภาคและไวรัสที่แพร่กระจายได้ทางอากาศที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับไวรัส SARS-CoV-2  ได้แน่นอน

*ขณะที่ไวรัสโคโรนา (Corona virus) เป็นไวรัสที่มีขนาดใหญ่ มีขนาดประมาณ 120 นาโนเมตร
*ที่มา: โควิด-19 และการระบาดวิทยา

ความกังวลเกี่ยวกับเครื่องฟอกอากาศจะกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสเสียเอง
หนึ่งในความกังวลของผู้ใช้ที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง

“สำหรับ Philips Air Purifier และเทคโนโลยีแผ่นกรอง NanoProtect HEPA สามารถดักจับไวรัสที่แพร่กระจายทางอากาศเสร็จแล้ว แผ่นกรองไวรัสจะปิดกั้นและกักเอาเชื้อไวรัสและแบคทีเรียไว้ภายในเครื่องฟอกอากาศโดยอัตโนมัติ

เพียงแค่เปลี่ยนแผ่นกรองตามอายุการใช้งานที่ระบุ ซึ่งสามารถตรวจเช็กได้ผ่าน Philips Clean Home+ พร้อมกับตรวจเช็กสภาพอากาศปัจจุบันภายในบ้านได้แม่นยำ ทั้งค่าฝุ่น ค่าสารก่อภูมิแพ้ และค่าแก๊สต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้ผู้ใช้งานหมดกังวลเรื่องนี้ไปได้”

สรุป

จะเห็นได้ว่าแนวทางการพัฒนา เครื่องฟอกอากาศของ Philips Air Purifier ไม่ได้ถูกคิดมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่อง ฝุ่น PM 2.5 เพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกดีไซน์เพื่อการใช้งานที่ครอบคลุมยิ่งกว่า มุ่งเน้นไปในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานยิ่งขึ้น จนกลายเป็น Brand Value ที่ยั่งยืน

และสอดคล้องกับแนวคิดในการพัฒนาแบรนด์ที่ทาง ฟิลิปส์ มองถึงการเป็นผู้นำด้านธุรกิจสุขภาพ เครื่องมือแพทย์ ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงมีการร่วมงานกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในหลายด้าน

ในอนาคตเชื่อว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลและลดปัญหาสุขภาพในระยะยาว จนกลายเป็นโปรดักต์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของแบรนด์อย่าง เครื่องฟอกอากาศ และหม้อทอดไร้น้ำมัน และอื่นๆ ตามมา

ท้ายที่สุด ฟิลิปส์ ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับใครที่สนใจ Philips Air Purifier รุ่น 4000i และ 2000i มีจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ Philips Official Shop website, Central Online, Robinson Online, HomePro Online, Powerbuy Online, Lazada, Shopee

เครื่องฟอกอากาศ Philips Air Purifier 4000i  – เหมาะกับห้องขนาด 42-130 ตรม. ราคา 24,990 บาท
เครื่องฟอกอากาศ Philips Air Purifier 2000i  – เหมาะกับห้องขนาด 27-85 ตรม. ราคา 17,990 บาท


[1] Microbial Reduction Rate Test conducted at Airmid Health group Ltd. tested in a 28.5m3 test chamber contaminated with airborne influenza A(H1N1). An air purifier by itself does not protect against COVID-19 but can be part of plan to protect yourself and your family to help ventilation and having clean air (US Environmental Protection Agency).
[2] Tested with NaClaerosol by iUTA according to DIN71460-1.
[3] Supporting literature for the size of coronavirus [// Ref source: s Vargaet al. The Lancet 2020, Vol 395, May 30, e100 Dimension of SARS-CoV-2: 60 -140 nanometer].



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer