ถึงความเชื่อของกลุ่มนักวิเคราะห์การตลาดจะมองว่าปี 2016 ที่เพิ่งผ่านมาจะเป็นปี “เผาจริง” ของระบบเศรษฐกิจไทยพร้อมกับมองข้ามช็อตต่อมาว่าในปีนี้ 2017 จะเป็นปีที่หลาย ๆ ธุรกิจจะค่อย ๆ “ฟื้นตัว” ด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภคที่จะค่อย ๆ กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง แต่ในมุมกลับกันก็มีอีกหลายเสียงที่มองว่าปี 2017 ต่างหากคือปีที่ระบบเศรษฐกิจไทยจะเป็นปี เผาจริง ตกต่ำอย่างสุดขีด ภาพรวมธุรกิจ ปี 2017 ผลลัพธ์จะออก “หัว หรือ ก้อย” ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ แต่ที่แน่ ๆ Marketeer ได้รวบรวม 5 ธุรกิจที่มีความเป็นไปได้สูงว่าในปี 2017 จะเดินไปในทิศทางใด ไม่ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2017 จะออกไปในเหรียญด้านไหนก็ตามที

5 ภาพรวมธุรกิจ ปี 2017

1.ธุรกิจสื่อทีวีดิจิทัลและสิ่งพิมพ์

ในปีที่ผ่านมาเราได้เห็นสื่อ “ทีวีดิจิทัล” หลายช่องต้องปลดพนักงานออกเป็นว่าเล่น เหตุผลคือต้องควบคุมค่าใช้จ่าย ในสภาวะที่รายได้ไม่ได้เป็นอย่างที่ฝันหวานเอาไว้

เพราะแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง GRAMMY ที่คิดว่านี้คือ ธุรกิจอนาคต ยังต้องปลดพนักงาน พร้อมกับตัดอวัยวะตัวเองด้วยการขายธุรกิจอื่น ๆ ที่คิดว่าไม่ทำกำไร เพื่อระดมทุนใส่เม็ดเงินไปยังธุรกิจ “ทีวีดิจิทัล” อย่างเต็มกำลัง หรือจะเป็น AMARIN ที่ขายหุ้น 800 ล้านบาทให้แก่ทายาทเบียร์ช้าง อย่าง ฐาปน-ปณต สิริวัฒนภักดี

เรียกว่าสื่อ “ทีวีดิจิทัล” หลายช่องอยู่ในสภาวะ ล้มลุกคุกคลาน ดิ้นรนอย่างสุดฤทธิ์เพื่อไม่ให้ตัวเองหายสาบสูญไปจากจอแก้ว ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์เองในกลุ่มนิตยสารมีเล่มระดับตำนานหลายเล่มที่ต้องปิดตัวเองลง อาทิ image, พลอยแกมเพชร หรือแม้แต่ สกุลไทย รายสัปดาห์ ที่อยู่มานาน 61 ปียังต้องปิดตำนานของตัวเองในปีที่ผ่านมา

ในขณะที่หนังสือพิมพ์ “บ้านเมือง” เองก็ประกาศยุติการผลิตหนังสือพิมพ์ พร้อมกับยกเลิกจ้างพนักงานทุกคน โดยมีผล 1 มกราคม 2017 เป็นต้นไป พร้อมกับมีข่าวลือหนาหูว่าในปีหน้า 2017 จะมีหนังสือพิมพ์ 2 -3 เล่มที่ต้องหยุดสังงานแป้นพิมพ์ตัวเอง

พลังของสื่อหลักที่ถดถอยจนบางบริษัทต้องไร้ที่ยืนเมื่อปรับตัวไม่ทัน ซึ่งต้องบอกว่าต้นตอของปัญหาคงจะหนีไม่พ้น Effect ของสื่อออนไลน์และพลัง Social Media ที่มาเปลี่ยนเกมพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้คน แต่ที่เป็น “หมัดน็อค” นั้นคือกลุ่มแบรนด์สินค้าเลือกจะใส่เม็ดเงินโฆษณาให้ทีวีดิจิทัลน้อยเกินความคาดหมาย ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์เองต้องบอกว่าโดนโจมตีทั้งเว็บไซต์และเพจ Facebook หลายพันเพจขโมยงบโฆษณาไปอย่างหน้าตาเฉย

ถึงจะมีคนมองว่าปี 2016 เป็นปีวิกฤติของสื่อหลักอย่างแท้จริง แต่หากมองให้ลึกลงไปปีหน้า 2017 ต่างหากที่จะเป็นปีคัดกรองว่าสื่อเจ้าไหนจะอยู่รอดปลอดภัยและเป็น “ตัวจริง” ในยุคที่สื่อออนไลน์กำลังจะครองเมือง

 

2.ตลาดรถยนต์จะ Speed แรงแซงทุกโค้ง

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาต้องบอกว่า “ตลาดรถยนต์” ไม่เคยพบกับคำว่า “เติบโต” เลยสักปีเดียว เพราะนับตั้งแต่ปี 2012 ที่ตลาดรถยนต์มีมูลค่าสูงถึง 1.45 ล้านคัน ด้วยสารกระตุ้นชิ้นดีจากรัฐบาลที่คืนเงิน 1 แสนบาทให้กับผู้ซื้อรถ ปีถัด ๆ มาอุตสหกรรรมรถยนต์ก็มีแต่คำว่า “ติดลบ”

เหตุผลมาจากปี 2012 เป็นการยืม Demand ในอนาคตของผู้บริโภคมาใช้จนทำให้ในปีนั้นตลาดเกิดการเติบโตผิดปรกติ Effect ที่กลายเป็นฝันร้ายของบรรดาค่ายรถคือ ในปีต่อ ๆ มายอดขายหดหายไปลงแม้จะใช้ “แคมเปญ โปรโมชั่น” รุนแรง บางค่ายถึงกับมอบข้อเสนอที่มาบวกลบแล้วนั้นมีมูลค่ามากกว่า 1 แสนบาท แต่ก็ใช้ได้ผลในระดับหนึ่งเท่านั้น

และในปี 2016 แม้เวลานี้ยังไม่มีตัวเลขยอดขายระบุชัดเจน แต่หลายค่ายก็ประมาณตัวเลขภาพรวมตลาดประมาณ 750,000 คัน พร้อมกับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี้คือ “จุดต่ำ” สุดของอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทย ปี 2017 จะเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ตลาดรถจะกลับมามียอดขายเติบโตอีกครั้ง

เหตุผลของความเชื่อ อันดับแรกสุดนั้นคือเศรษฐกิจในปี 2017 น่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เรื่องต่อมาคือการปลดล็อครถคันแรกในช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ซื้อรถคันแรกสามารถเปลี่ยนมือขายรถเก่าซื้อรถใหม่ในปี 2017

ทำให้ในปี 2016 ได้เห็นค่ายรถยนต์สร้างกระแสก่อนรถจะมีวางขายจริงในโชว์รูมตัวเอง อาทิ Nissan ที่ยืนยันแล้วว่า จะนำ Nissan Note มาขายในประเทศไทย หรือค่าย Honda กับการนำเอา Honda City และ Honda Jazz มาปรับโฉมใหม่ กระทั่งเป็นผู้นำตลาดอย่าง Toyota ที่จะมี Toyota C-HR ที่ทั้งตลาดโลกและญี่ปุ่นได้เปิดตัวและขายไปแล้ว รวมถึงเป็นแบรนด์เล็ก ๆ อย่าง Suzuki ที่จะเปิดตัวรถอเนกประสงค์อย่าง Suzuki Vitara Brezza, ค่าย Ford อาจจะนำ Ford Figo ที่มีขนาดเล็กกว่า Ford Fiesta เข้ามาลุยในตลาดประเทศไทย และยังมีรถอีกหลายรุ่นหลายค่ายที่จะเปิดตัวในปีหน้า

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามคาดไม่เกิดอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจ ปี 2017 อาจจะได้เห็นอุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองไทยแตะ 8 แสนคันก็มีความเป็นไปได้

 

3. 2017 พลังสาขาธนาคารจะ “ถดถอย”

2016 ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงตกใจเล็ก ๆ เมื่อเห็นหลายธนาคารทั้งรายเล็กจนถึงขนาด Big Player หลายรายมีการปิดสาขาไปจำนวนหนึ่ง จนมีกระแสเล็ก ๆ คิดไปไกลว่า การลดจำนวนสาขาของธนาคารอาจจะมีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำ ทำให้สถาบันการเงินเสียหลักทางธุรกิจ

เพราะตัวเลข 11 เดือนของปี 2016 ที่ผ่านมามีธนาคารพาณิชย์ปิดรวมกันถึง 51 สาขา จากสิ้นปี 2015 มีจำนวน 7,059 แห่ง ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 7,008 แห่ง โดยธนาคารที่ปิดสาขามากที่สุด ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ 39 สาขา ทำให้ปัจจุบันเหลืออยู่ 1,170 สาขา รองลงมา ได้แก่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ปิดไป 32 สาขาเหลืออยู่ 91 สาขา ธนาคารธนชาต ปิดไป 18 สาขา เหลืออยู่ 597 แห่ง

แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจหรือการเกิดหนี้เสีย NPL จำนวนมาก เพราะธนาคารต่างมีบทเรียนมาจาก “ต้มยำกุ้ง” พร้อมกับเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

ที่นี้แล้ว “ความจริง” คืออะไร ? เหตุผลแรกสุดคือ บางทำเลอาจไม่ตอบโจทย์การให้บริการหรือไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตามเป้าหมาย เหตุผลต่อมาที่น่าจับตามองคือมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะกลุ่ม GEN Y ที่เลือกจะหันหลังให้กับธนาคารในรูปแบบปรกติมาสู่การใช้บริการธนาคารมือถือผ่าน Application บน Smartphone ที่มีฟังก์ชั่นทั้ง โอนเงิน, เช็คยอด, ดูประวัติความเคลื่อนไหวทางการเงิน ตลอดจนการพัฒนาตู้ ATM ที่สามารถฝากเงินผ่านตู้ได้ทันทีที่ติดตั้งกระจายไปหลายแห่งทั่วประเทศ

นั่นหมายความว่า จะมีลูกค้าจำนวนมหาศาลเลือกจะเดินเข้าสาขาธนาคารน้อยลง จะไปก็เพื่อทำธุรกรรมการเงินที่ไม่สามารถทำนอกสาขาได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารเลือกปิดสาขาที่มีลูกค้าน้อยหรือการควบรวมสาขาที่มีทำเลใกล้กัน ทั้งหมดก็เพื่อประหยัดต้นทุนในหลายๆ ด้าน

เชิดชัย ชมภูนุกูลรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานเครือข่ายธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อย ธนาคารกรุงไทย (KTB) เคยให้ภาพรวมว่า แนวโน้มการปิดสาขาของบรรดาธนาคารก็ยังคงมีอยู่ตามทิศทางตลาดและพฤติกรรมลูกค้า ในส่วนของ KTB เองก็อยู่ระหว่างการประเมินว่าปีหน้า 2017 จะปิดสาขาเพิ่มหรือจะควบรวมสาขา จำนวนเท่าไร

 

4. Transporter เร็วแรงสุดในปี 2017

ตลาด E-Commerce ไทยในเวลานี้ต้องบอกว่าได้พิสูจน์ว่าไม่ใช่เป็นแค่ เทรนด์ที่มาแว๊บเดียวแล้วก็หายไปแต่ได้กลายเป็น “วัฒนธรรม” ในการ ซื้อ – ขาย สินค้าไปเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกที่จะเห็นห้างค้าปลีกต่างเปิดหน้าร้านออนไลน์หรือแม้แต่กลุ่มแบรนด์ร้านอาหาร QSR ยังกระโดดมาสู่ช่องทางนี้

แต่ต้องบอกว่าตลาดออนไลน์ที่ Impact มากที่สุดนั้นคือกลุ่ม User ด้วยกันเอง รวมไปถึงกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในออนไลน์นี้แหละ! ที่คือ “ตัวจริง” แม้จะไม่มีตัวเลขยืนยันแน่ชัดว่าในแต่ละปีตลาดนี้จะมีมูลค่าเท่าไร แต่เชื่อขนมกินได้เลยมูลค่าตลาดนี้มหาศาลเกินจะคาดเดา

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือธุรกิจ “โลจิสติกส์” เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีด้วยการทำหน้าที่เป็น ตัวกลาง ในการขนส่งสินค้าจากผู้ขายไปถึงมือผู้ซื้อ โดยมีแบรนด์ไทยที่ทรงอิทธิพลอย่าง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท. ครอบครองตลาดนี้มาอย่างยาวนาน

และด้วยการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ E-Commerce ทำให้“ผู้นำตลาด” อย่าง ไปรษณีย์ไทย มีรายได้รวมสิ้นปี 2016 ที่ผ่านมาประมาณ 24,300 ล้านบาท กำไรสุทธิประมาณ 3,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขกำไรที่หอมหวน จนทำให้ในช่วงที่ผ่านมา Inter Brand ต่างเร่งเร้าทำการตลาดอย่างหนักเป้าหมายก็เพื่อแย่งชิงเค้กก้อนใหญ่ที่อยู่ในมือของ ไปรษณีย์ไทย ไม่ว่าจะเป็น DHL, Kerry Express และบริษัทรายเล็ก ๆ

ความน่าสนใจคือทุกรายในตลาด “โลจิสติกส์” ต่างพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาเสิร์ฟให้แก่ลูกค้าไม่ว่าเป็น Kerry Express ที่มีบริการเดินทางไปรับสินค้าถึงบ้านจากคนขายถึงที่บ้าน หรือจะเป็น ไปรษณีย์ ไทย ที่กำลังทดลองบริการใหม่อย่าง EMS วัน+1 (ส่งวันนี้ไม่ว่าจะกี่โมงปลายทางจะได้รับของในวันรุ่งขึ้น)

กลายเป็น Extreme Red Ocean อย่างสมบรูณ์แบบและแน่นอน ในปี 2017 ผู้เล่นทุกรายในสนามนี้จะมีบริการใหม่ ๆ ที่มาตอบโจทย์ความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหรือตกต่ำลงไปอีกนิดแต่ธุรกิจ “โลจิสติกส์” จะยังเติบโตควบคู่ไปกับ E-Commerce นั้นเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มหลงระเริงไปกับซื้อสินค้าผ่าน Facebook, Instagram รวมไปถึง Line

เพราะนอกจากโลกออนไลน์จะ “จัดเต็ม” ในเรื่อง “ราคา” ที่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วนั้น ความสะดวกสบายในการ “ส่งมอบสินค้า” และการโอนเงินผ่านออนไลน์ยังเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ค่อยสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

5. สวยใสแข็งแรง ไม่หวั่นเศรษฐกิจ

สำหรับ ภาพรวมธุรกิจ ปี 2017 ต้องบอกว่าเป็นอีกเทรนด์ธุรกิจที่ยังคงจะร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนไทยที่ใส่ใจสุขภาพและต้องการให้ตัวเองดูดีอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ที่ต้องการโชว์ความหล่อความสวยสะพรั่งผ่านทาง Social Network และเชื่อว่าหากตัวเองดูดีจะมีโอกาสสร้างรายได้ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์

ที่น่าสนใจ ตลาดสินค้าเพื่อความงามและสุขภาพจนไปถึงศัลยกรรม กำลังค่อย ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อผู้บริโภคเน้นสินค้าและบริการศัลยกรรมแบบไม่ค่อยยึดติดแบรนด์มากนักหากเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา แต่จะมุ่งไปที่ “ราคา” และในปี 2017 ต้องบอกว่าการแข่งขันในเรื่อง “ราคา” จะรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่ “ราคา” ก็ไม่ใช่สิ่งตัดสินทุกอย่าง เพราะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ยังคงชื่นชอบที่จะซื้อสินค้าเพื่อความงามและใช้บริการศัลยกรรมในระดับ Premium ยิ่งในปี 2017 ที่มีการคาดเดาว่าจะเป็นปีที่ตลาดนี้มี “เทคโนโลยี & นวัตกรรม” ใหม่ ๆ มาดึงดูดความสนใจให้สาว ๆ และหนุ่ม ๆ ได้ควักกระเป๋ายอมจ่ายเพื่อให้ตัวเองดูดีตลอดเวลา

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน