อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART ลาออกจาก บริษัทไฟฟ้าฟิลิปส์ หลังจากทำงานด้านการตลาดอยู่ประมาณ 7 ปี

ด้วยความมุ่งมั่นว่าขอเป็นเถ้าแก่เองโดยรวบรวมความรู้ ประสบการณ์ และเงินเก็บที่รวมกับภรรยาประมาณ 2 ล้านบาทมาเปิดบริษัท เจมาร์ท จำกัด ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าระบบเงินผ่อนในห้องแถวเล็ก ๆ เมื่อปี 2531

เขาหวังจะเดินตามรอยธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าระบบเงินผ่อนของ บมจ. ซิงเกอร์ แบรนด์เงินผ่อนชื่อดัง

แต่ วันนั้นเขาไม่ประสบความสำเร็จกับธุรกิจแรก

27 ปี ต่อมาในปี 2558 เขากลายไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในซิงเกอร์

จากจุดต่อจุด จากภาพสู่ภาพ เขาค่อย ๆ วางธุรกิจแต่ละตัวอย่างระมัดระวัง อาศัยเครือข่ายพันธมิตร และการทำงานร่วมกันอย่างมีพลัง

วันนี้ บมจ. เจมาร์ท ได้ก้าวเข้าสู่การเป็น Holding Company อย่างเต็มตัว

ผลประกอบการปี 2563 กำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ อีกครั้งหนึ่ง มีกำไรสุทธิ 798 ล้านบาท เติบโตจากงวดเดียวกันของปีก่อน 49.5% รายได้รวมอยู่ที่ 11,204 ล้านบาท

โดยมีกลุ่มบริษัท สำคัญ 6 บริษัท คือ 1. ธุรกิจมือถือ บ. เจมาร์ท โมบาย 2. ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ บมจ. เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค 3. ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด 4. ธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด 5. ธุรกิจสินค้าพร้อมให้บริการเช่าซื้อ ซิงเกอร์ และ 6. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท

 บมจ. เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค มีพอร์ตบริหารลูกหนี้อยู่ประมาณ 1 แสน 8 พันล้านบาท เป็นตัวทำกำไรหลักในปี 2563 ถึง 1,047 ล้านบาท รองลงมาคือซิงเกอร์ 443 ล้านบาท

ในขณะที่บริษัทขายมือถือมีกำไรอยู่ที่ 84 ล้านบาท มียอดขายอยู่ที่จำนวน 829,426 เครื่อง   

ย้อนกลับไปเมื่อ 33 ปีก่อน เมื่อธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าระบบเงินผ่อนไปได้ไม่สวย  นอกจากมีคู่แข่งหลายรายแล้วยังต้องเจอกับบริษัท อิออน คู่แข่งข้ามชาติ ที่เงินหนากว่า อดิศักดิ์เลยต้องเปลี่ยนไปขายเครื่องปรับอากาศ แต่ก็ยังไม่เวิร์ก

หลังจากนั้นก็ไปจับธุรกิจขายมือถือ ในปี 2538 โดยยอมยอมกัดฟันสู้กับร้านค้ารายอื่น ๆ เพราะมั่นใจว่าเป็นสินค้าที่จำเป็นในอนาคต และตลาดโตต่อเนื่องแน่นอน

การทุ่มเงินขยายสาขา และลงทุนทุ่มงบประชาสัมพันธ์โดยยอมขาดทุนอย่างหนักในช่วงแรก ๆ

ทำให้วันนี้ เจมาร์ท โมบาย มีร้านขายโทรศัพท์มือถืออยู่ 200 ร้านค้าทั่วประเทศ 

ในปี 2537 เขายังเปิดบริษัทเร่งรัดติดตามหนี้สิน เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค ด้วย

 ปี 2558 เจมาร์ทเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. บริษัท ซิงเกอร์ ธุรกิจที่เป็นราชาเงินผ่อนขวัญใจคนไทยโดยเฉพาะในต่างจังหวัดมานานกว่า 100 ปี

วันนี้ซิงเกอร์มีตัวแทนขายประมาณ 2,000 สาขาย่อย ใน 900 กว่าอำเภอ กว่า 2,000 ตำบล ทั่วประเทศ

พลังของการ SYNERGY เกิดขึ้นทันทีเมื่อประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารหนี้ของเจเอ็มที ได้เข้าไปช่วยซิงเกอร์วางระบบบริหารจัดการลูกหนี้ และสามารถพัฒนาลูกหนี้ของซิงเกอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของธุรกิจเงินผ่อน

นอกจากนั้น เจ มาร์ท ยังจำหน่ายโทรศัพท์มือถือผ่านช่องทางตัวแทนซิงเกอร์ทั่วประเทศได้อีกด้วย โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปิดหน้าร้านใหม่

ในปี 2563  ท่ามกลางกระแสโควิด อดิศักดิ์ยังปิดฉากดีลใหญ่ของประวัติศาสตร์ในรอบ 30 ปี และยังเป็นดีลที่สะเทือนธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ และสินเชื่อส่วนบุคคลในวงการอีกด้วย

โดยบริษัทในเครือ เจ ฟินเทค ได้ไปร่วมทุนกับ KB Kookmin บริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้  ซึ่ง KB จะเข้ามาถือหุ้นใน บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด ในสัดส่วน 49% ส่วนเจ มาร์ท คงเหลือหุ้นไว้ที่ 45.09% 

การปล่อยสินเชื่อราคาถูก ที่สามารถใช้เครดิตจากธนาคารเกาหลีมาค้ำประกัน  และเป้าหมายของ KB ที่มีนโยบายไม่เปิดสาขาจำนวนมากแต่ใช้แอปพลิเคชันของ JFINTECH ทำธุรกรรมการเงินบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานในรูปแบบสังคมไร้เงินสด

เป็นพลังของการ Synergy อีกครั้งหนึ่งที่ทำให้กลุ่ม JMART สามารถยกระดับพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ระดับ World Class เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

และเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท เจ เวนเจอร์ส บริษัทย่อยของเจมาร์ท ยังร่วมลงทุนกับบริษัท TIS Inc. ซึ่งเป็นบริษัทไอทีระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโซลูชั่นทางด้านไอที ทำให้เทคโนโลยีของกลุ่มเจมาร์ทมีความแข็งแรงมากขึ้น

ในปี 2564 จิ๊กซอว์ ตัวต่อไปของอดิศักดิ์ ที่เขามองไว้คือธุรกิจทางด้านโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มเจมาร์ททั้งหมดภายในประเทศ  เช่น หน้าร้านของเจมาร์ท กว่า 200 สาขา สาขาของซิงเกอร์กว่า  4,000 สาขา สาขาของ ITJ และ JMT  

โดยมีการลงทุนในพาร์ตเนอร์ซึ่งเป็นบริษัทที่มีโครงข่ายระบบโลจิสติกส์เข้ามาเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ ของสาขา  และการรับส่งสินค้าภายในกลุ่มจะทำให้ง่ายขึ้นด้วยปลายนิ้วสัมผัสของลูกค้า และงบประมาณเงินลงทุนที่ต่ำสำหรับกลุ่มเจมาร์ท  เนื่องจากไม่ต้องลงทุนสาขาและทรัพยากรบุคคล

รวมทั้งเตรียมรุกธุรกิจนายหน้าประกันภัย และการเงิน จากจุดแข็งของกลุ่มเจมาร์ท ที่มีฐานข้อมูลลูกค้าในระบบราว 6.7 ล้านคน  คาดว่าจะเห็นภาพชัดภายในไตรมาส 4/2564 นี้ 

ทั้งหมดคือ THE POWER OF SYNERGY ของกลุ่มเจมาร์ทที่อดิศักดิ์ได้วางไว้อย่างเป็นระบบ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer