หลังจากที่คนไทยไม่ต้องขอวีซ่าไปญี่ปุ่นกระแสคนไทยเที่ยวเที่ยวญี่ปุ่นก็เติบโตอย่างต่อเนื่องจนปีนี้คาดว่าจะมีคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่นมากถึง6แสนคนและเพิ่มเป็น8แสน-1ล้านคนในปี2559และร้านขายยาหรือDrug Store ก็เป็นร้านยอดฮิตอีกร้านหนึ่งที่เรียกได้ว่าคนไทยมากกว่า90%ต้องแวะเวียนซื้อของใช้ส่วนตัวและของฝาก(ซื้อ) จากร้านเหล่านั้นเพราะร้านขายยาในญี่ปุ่นมีความเป็นวาไรตี้ของสินค้าสูงมีอยู่ทุกมุมถนนในย่านชุมชนและเป็นสินค้าที่บางไอเทมไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยนอกจากจะมีแม่ค้าหิ้วมาขายเท่านั้น

เมื่อร้านขายยาในญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักมากขึ้นสำหรับคนไทยที่มาพร้อมกับการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกสินค้าสุขภาพและความงามในประเทศไทยมูลค่า20,000ล้านบาทเติบโตต่อเนื่อง3-4%ต่อปีเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่ตลาดนี้เติบโตเพียง1%เท่านั้นและมีทีท่าอยู่ในภาวะถดถอยในอนาคตเมื่อเป็นเช่นนี้เพื่อการเติบโตที่สดใสของร้านขายยาญี่ปุ่นจำเป็นต้องออกนอกประเทศ

ประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกที่ร้านขายยาอย่างซูรูฮะและมัตสึโมโตะคิโยชิเห็นความเป็นไปได้สูงสุดในการเข้าไปตั้งฐานทัพเปิดร้านขายยาสู้กับร้านยาเชนสโตร์ที่อยู่ในตลาดไทยมานานอย่างบูทส์และวัตสันโดยมีจุดขายที่โดดเด่นคือ“สินค้าแบรนด์ยอดนิยมจากญี่ปุ่น”

 

ซูรูฮะผู้บุกเบิกร้านขายยาญี่ปุ่นสู่ไทย

ซูรูฮะถือเป็นรายแรกๆที่บุกเบิกร้านขายยาญี่ปุ่นในประเทศไทยได้เข้ามาแนะนำร้านให้คนไทยรู้จักตั้งแต่ปี2555ด้วยการเป็นSuper Drug Store ที่ไม่ใช่เพียงร้านจำหน่ายสินค้าHealth & Beauty เหมือนกับบูทส์และวัตสันเจ้าตลาดที่มีอยู่เดิมแต่แต่ยังมาพร้อมกับสินค้าของใช้ภายในบ้านอิมพอร์ตจากญี่ปุ่นในคอนเซ็ปต์One Stop Shopping ที่มีราคาสินค้าไม่แตกต่างจากซูรูฮะญี่ปุ่นมากนักและบางไอเทมมีราคาที่ถูกกว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นจุดขายหลัก

ภายในร้านซูรูฮะมีการจัดร้านคอนเซ็ปต์ใกล้เคียงญี่ปุ่นเน้นการตลาดสร้างประสบการณ์กับลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้หญิงด้วยการปรับเปลี่ยนป้ายแนะนำสินค้าและโปรโมชั่นอยู่เสมอโดยป้ายต่างๆเป็นป้ายที่เขียนด้วยลายมือให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่นเป็นกันเองและไม่รู้สึกเบื่อเมื่อเข้ามาช็อปปิ้งสินค้าในร้านเสมอๆ

รวมถึงมีสินค้ามากกว่า10,000รายการให้เลือกในสัดส่วนสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น30%และสินค้าในประเทศ70%แบ่งเป็นเครื่องสำอาง30%อาหารเสริม30%และเบ็ดเตล็ดสินค้าของใช้ภายในบ้านอีก40%

จากสาขาแรกที่เกตเวย์เอกมัยกับการทดลองตลาดและศึกษาความต้องการของลูกค้าชาวไทยสินปีที่ผ่านมาซูรูฮะมีสาขามากถึง23สาขาและเพิ่มเป็น43สาขาภายในสิ้นปี2558แบ่งเป็นกรุงเทพ60%ต่างจังหวัด40%ด้วยงบการลงทุนขยายสาขาและด้านไอทีในปีนี้70ล้านบาท

เป้าหมายของซูรูฮะในประเทศไทยคือการมีส่วนแบ่งตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาด3%ของธุรกิจค้าปลีกสินค้าสุขภาพและความงามและการเติบโตด้านรายได้เพิ่มขึ้น50%เมื่อเทียบกับปี2557กลยุทธ์การตลาดในปีนี้ของซูรูฮะจึงประกอบด้วย

  • ตอบโจทย์One Stop Shopping ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มร้านค้าไซส์ใหญ่ใจกลางแหล่งชุมชนรองรับการเพิ่มสินค้าให้มีความหลากหลายเป็นทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้นและเปิดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิสให้บริการที่ซูรูฮะ2สาขาแรกที่อาคารญาดาและฮิตันไทย
  • นำCRM เป็นเครื่องมือในการสื่อสารเพิ่มปฏิสัมพันธ์กระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายพร้อมโปรโมชั่นและสะสมแต้มเฉพาะสมาชิกด้วยการอัพเกรดระบบไอทีหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพรองรับสมาชิก300,000รายในปีนี้จากปีที่ผ่านมา200,000ราย
  • ให้ความสำคัญกับโซเชียลเน็ตเวิร์คสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายถึงโปรโมชั่นต่างๆและรับฟังFeedback ของลูกค้า

ในปี2559ซูรูฮะมีแผนขยายธุรกิจไปยังAEC โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางไปพร้อมๆกับขยายสัดส่วนสินค้าของใช้ภายในบ้านเพิ่มเป็น30%ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น

 

มัตสึโมโตะคิโยชิ มาที่หลังแต่คนไทยรู้จัก

ถึงแม้จะมาที่หลังในตลาด Drugstroe ไทย แต่ชื่อ มัตสึโมโตะ คิโยชิ หรือร้านเหลืองกลับกลายเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักดี เพราะมัตสึโมโตะให้เหตุผลว่า 90% ของคนไทยที่ไปญี่ปุ่นจะต้องแวะร้านเหลืองช็อปปิ้งสิ้นค้ากลับไทยทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้มัตสึโมโตะ จึงไม่ลังเลเลยที่จะร่วมมือกับเซ็นทรัล เข้ามาทดลองนำสินค้า 200 รายการมาจำหน่ายในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตบางสาขาก่อนที่จะเปิดช็อปอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว แห่งแรกในพื้นที่ 270 ตร.ม. และเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เป็นร้านที่ 2 ก่อนสิ้นปี 2558

จุดเด่นของร้านมัตสึโมโตะในประเทศไทย คงหนีไม่พ้นทำเลที่ตั้ง ที่ไปกับห้างเซ็นทรัล และการมีสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลี และออสเตรเลีย 2,000 รายการ ในสัดส่วน อาหารเสริม 20% เครื่องสำอาง และเพอร์ซันนอลแคร์ 80% และในอนาคตจะมีการนำสินค้าในหมวดที่หลากหลายมากขึ้นทั้ง Health Food ของใช้ภายในบ้าน และผลิตภัณฑ์การแพทย์เหมือนที่จำหน่ายในมัตสึโมโตะ ญี่ปุ่น

มีChifure คอสเมติกและสกินแคร์ราคาย่อมเยาว์ยอดนิยมในญี่ปุ่น,Love & Peace และ Argelan ผลิตภัณฑ์ออแกนิกเฮาส์แบรนด์ของมัตสึโมโตะเองสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และมีสินค้าทดลองใช้ก่อนตัดสินใจที่มีความวาไรตี้และมากที่สุด และมีการแนะนำข้อมูลหรือ Tips สำหรับความงามให้กับลูกค้าด้วย

พร้อมกับกลยุทธ์สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าภายใต้สโลแกน “1 For You” หรือ “ที่1 เพื่อคุณ” และในอนาคตจะมีการทำ CRM กับลูกค้าสร้างความแข่งแกร่งให้กับการแข่งขันอีกทางหนึ่ง