จะทำให้มีความสุขขึ้นไหม? – คำถามแรกเลยก่อนโบกมือลางานประจำคือ การไปทำธุรกิจของตัวเองครั้งนี้ จะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นจริงหรือไม่และเป็นสิ่งที่ต้องการจริงๆใช่ไหม เพื่อเป็นการยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบของคนที่อยากหนีจากงานประจำเท่านั้น เพราะหากการลาออกครั้งนี้ ‘จบไม่สวย’ แล้วกิจการไปไม่รอด ผลกระทบที่ตามมาอาจลามไปถึงคนใกล้ชิดหรือสมาชิกในครอบครัว

เป็นจังหวะเวลาที่ถูกต้องหรือไม่? – ต่อให้มีฝันในการเปลี่ยนสถานะจากมนุษย์เงินเดือนสู่การเป็นนายตัวเองมากแค่ไหน ถ้าจังหวะเวลาและบริบทชีวิต ณ ขณะนั้นไม่เอื้ออำนวย เช่น ภรรยากำลังท้อง แม่ป่วยหนักต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด หรือเงินทุนยังไม่พอก็ควรเก็บฝันนั้นไว้ในใจต่อไปก่อน เพราะถ้ายิ่งฝืนมันจะกระทบถึงคนรอบข้าง และระหว่างนั้นให้คิดบวกว่าเป็นการทำให้คุณมีเวลาเตรียมตัวหรือเก็บข้อมูลมากขึ้น

จะจัดการค่าใช้จ่ายอย่างไร? – ทุกคนต่างรู้กันดีว่าเงินสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นก่อนปลดแอกตัวเองจากการประจำไปทำธุรกิจตัวเอง ควรสำรวจให้ว่าเงินเก็บที่มีอยู่หรือเงินทุนที่เตรียมไว้เพียงพอหรือไม่ สามารถพาธุรกิจเดินหน้าไปได้แค่ไหนก่อนคืนทุนและสร้างผลกำไรคืนกลับมา ขณะเดียวกันต้องคำนึงด้วยว่าเงินทั้งหมดที่ได้มาครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ อย่าง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเทอมลูก ซึ่งยังต้องรับผิดชอบไม่ต่างสมัยเป็นพนักงานกินเงินเดือน เพราะหากพลาดขึ้นมาทั้งธุรกิจและครอบครัวจะพากันแย่

คนใกล้ชิดเห็นด้วยหรือไม่? – จะออกไปตั้งธุรกิจเองทั้งที ทัศนะจากคนรอบข้าง ทั้งครอบครัวและเพื่อนฝูงเป็นเรื่องสำคัญ โดยควรบอกให้พวกเขาพูดออกมาตรงๆ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้ ไม่ว่าเห็นด้วยหรือเตือนให้พับแผนไว้ก่อน คุณต้องนำมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจด้วย เพราะคนเหล่านี้คือกระจกสะท้อนตัวคุณ ขณะเดียวกันให้เลี่ยงถามใครที่เออออกับคุณไปทุกเรื่อง เนื่องจากจะยิ่งทำให้เหลิงและหากธุรกิจต้องปิดฉาก แล้วหันกลับมามองย้อนไปอาจทำให้คุณเสียเพื่อนได้

พร้อมแค่ไหนกับการเปลี่ยน Lifestyle? – เพราะนี่คือการเปลี่ยนเส้นทางเดินชีวิต และเวลาทำงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการทำงานแบบเจ้าของกิจการที่ไม่มีวันจบและมีเรื่องต้องจัดการเต็มไปหมด ดังนั้นตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า พร้อมแค่ไหนกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้และจะรับมือได้หรือไม่

เป็นนายตัวเองได้ดีแค่ไหน? – อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการเป็นนายตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเวลาทำงานในแต่ละวันจะไม่เท่ากัน โดยคุณจะปล่อยชีวิตให้ไหลไปเรื่อยๆ ไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากนอกจากกิจการแล้วคุณต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของลูกน้องด้วย ขณะเดียวกันคุณต้องบริหารจัดการเวลาให้ได้ ดังนั้นถ้ายังทำงานแบบแค่ให้พ้นไปวันๆ หรือปิด Job เกินเส้นตายบ่อยๆ ก็ไม่ควรลาออกไปทำกิจการตัวเอง

ลองไปทำงานในฝันมาบ้างแล้วหรือยัง? – นักฝันหลายคนต้องผิดหวังอย่างแรงเมื่อเจอความจริงในของเป็นเจ้าของกิจการ เพราะโลกสวยเกินไป โดยเพื่อกันตัวเองไม่ได้เผชิญกับสภาพเลวร้ายดังกล่าว ควรหาโอกาสไปทำงานในธุรกิจที่ฝันไว้บ้าง เช่น ถ้าเป็นนักบัญชีแต่อยากเปิดร้านกาแฟควรไปทำงาน Part Time ในร้านกาแฟ สักระยะแล้วถามตัวเองว่า พร้อมอยู่กับงานนี้ไปตลอดทั้งวันหรือไม่ โดยถ้าคำตอบในใจคือ “ไม่ไหว” ก็ควรแตะเบรคการไปเป็นเจ้าของกิจการไว้ก่อน

มีทักษะที่จำเป็นกับงานใหม่ครบแล้วหรือยัง? – ในเมื่อเป็นสายงานที่คุณไม่คุ้นเคย ควรถามตัวเองก่อนว่ามีทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจครบแล้วหรือยัง เช่นหากอยากเปิดร้านกาแฟ แต่ยังชงกาแฟไม่เป็นเลยก็ควรไปเรียนก่อน เพราะธุรกิจคงเดินหน้าไปได้ไม่ไกล ถ้าเจ้าของไม่รู้ลึกรู้จริงในเรื่องกิจการของตัวเอง

เตรียมแผนธุรกิจไว้พร้อมแค่ไหน? – อาจไม่ต้องยาวเป็นวรรณกรรมระดับมหากาพย์ แต่อย่างน้อยควรเป็นแผนธุรกิจแบบพอสังเขปที่ครอบคลุมทั้งแผนการตลาด ระบุกลุ่มเป้าหมาย และแผนสำรองหรือแนวทางแก้ไข หากเกิดความผิดพลาด เพื่อพากิจการของคุณไปรอดได้ในระยะยาว / entrepreneuer


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer