ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจของ CRG ในกลุ่ม Thai & Chinese Cuisine ซึ่งประกอบด้วยแบรนด์ ไทยเทอเรส อร่อยดี เกาลูน และโตเกียว โบวล์ ซึ่งเป็น Virtual Brand สร้างรายได้ 270 ล้านบาท ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 330 ล้านบาท  จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบจากมาตรการต่าง ๆ

ส่วนในปีนี้กลุ่ม Thai & Chinese Cuisine วางเป้าหมายรายได้ที่ 300 ล้านบาท เป็นเป้าหมายที่ ธนพล ธรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่ม Thai & Chinese Cuisine บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG  มั่นใจว่าสามารถทำได้อย่างแน่นอน เนื่องจากครึ่งปีแรก 2564 สามารถทำรายได้ถึง 140 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย

สิ่งที่ทำให้กลุ่ม Thai & Chinese Cuisine ของ CRG ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้นอกเหนือจากการซื้อแบรนด์ส้มตำนัวมาเติมพอร์ตเมื่อเดือนเมษายน 2564 แล้ว ยังประกอบด้วยกลยุทธ์หลัก 3 แนวทางเพื่อเอาตัวรอด สร้างการเติบโตยุคที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนธุรกิจร้านอาหารและพฤติกรรมผู้บริโภค

 

3 แนวทางนี้ประกอบด้วย

1. เพิ่มสัดส่วนฟู้ดเดลิเวอรี่เป็น 90% ของรายได้

ธนพลให้ข้อมูลกับเราว่าในปีนี้ธุรกิจในกลุ่ม Thai & Chinese Cuisine วางเป้าหมายรายได้มาจากฟู้ดเดลิเวอรี่ 90%

จากในปัจจุบันกลุ่ม Thai & Chinese Cuisine ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย ไทยเทอเรส อร่อยดี ส้มตำนัว เกาลูน และโตเกียว โบวล์สามารถสร้างรายได้ในสัดส่วน 68% เท่านั้น

การให้ความสำคัญกับช่องทางฟู้ดเดลิเวอรี่มาจากธนพลเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า อย่างเช่น ร้านอร่อยดี ในปี 2563 มีสัดส่วนนั่งรับประทานในร้าน-ซื้อกลับในรูปแบบ Take Away 70% ส่วนลูกค้าสั่งผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ 30%

ส่วน 7 เดือนที่ผ่านมา ลูกค้านั่งรับประทานในร้าน-ซื้อกลับแบบ Take Away 20% และฟู้ดเดลิเวอรี่ 80%

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้สาเหตุจากมาตรการล็อกดาวน์ระลอกใหม่ และเชื่อว่าพฤติกรรมนี้จะคงอยู่ต่อไปแม้ภาครัฐจะคลายมาตรการต่าง ๆ ลง

การบุกตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ของกลุ่ม Thai & Chinese Cuisine ประกอบด้วยกลวิธี 3 ประการ ได้แก่

หนึ่ง – ดีไซน์เมนูให้เหมาะสมกับเดลิเวอรี่มากขึ้น เน้นเมนูที่สั่งง่าย ราคาสมเหตุสมผล สามารถรับประทานได้ทุกวัน รวมถึงเปลี่ยนวัตถุดิบบางชนิดเพื่อให้เหมาะสมกับการเสิร์ฟลูกค้าในรูปแบบเดลิเวอรี่ที่ใช้เวลาในการเดินทางจากครัวสู่บ้านลูกค้า เช่น การปรับเปลี่ยนข้าวสวยถึง 8 ครั้งเพื่อหาข้าวที่คงความอร่อย และบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการขนส่งในรูปแบบฟู้ดเดลิเวอรี่

สอง-ขยายรายได้จากบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ในรูปแบบใหม่ ๆ  เช่น ในร้านอร่อยดี บางสาขาที่อยู่ในแอปฟู้ดเดลิเวอรี่จะมีการรวมร้านเมนูร้านอาหารในเครือและพันธมิตร 4 ร้าน รวม 50 เข้าไว้ด้วยกัน ประกอบด้วยร้านอร่อยดี โตเกียว โบวล์ เจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ และเจ๊เกียงหมูทอดเพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งอาหารจาก 4 ร้านในครั้งเดียว

ซึ่งการให้บริการในรูปแบบนี้ธนพลกล่าวว่ามาจากการมองเห็นผู้บริโภคที่สังอาหารเดลิเวอรี่ 3-4 มื้อเพื่อรับประทานต่อวัน และการสั่งแต่ละครั้งจะต้องเสียค่าส่งทุกครั้ง เขาจึงต้องการรวมแบรนด์ไว้ด้วยกันเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสั่งอาหารครั้งเดียวตอนเช้าเพื่อทานได้ทั้งวัน

และในมุมการตลาดเรามองว่าเป็นหนึ่งในการสร้างรายได้จากผู้บริโภคที่สั่งอาหารเผื่อมื้อหน้า และเป็นกุศโลบายที่ไม่ให้ลูกค้าสั่งอาหารแบรนด์อื่นในมื้อต่อ ๆ ไปของวันอีกด้วย

สาม– ใช้สื่อออนไลน์สร้างการรับรู้ ผ่าน KOLs, Food Influencer และอื่น ๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของร้าน และแรงดึงดูดให้ผู้บริโภคอยากรับประทาน และมีโปรโมชั่น ราคาดึงดูดลูกค้าขณะเข้ามาสั่งอาหารอีกทางหนึ่ง

เนื่องจากการขายอาหารผ่านเดลิเวอรี่มีความแตกต่างจากการขายหน้าร้านที่สามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มหนึ่งจากบรรยากาศนั่งรับประทานในร้าน เมนูอาหาร และตัวอย่างอาหารหน้าร้านได้

สี่-หาพื้นที่ใหม่ ๆ เปิดคลาวด์คิทเช่นเพื่อให้พื้นที่ในการให้บริการใกล้ลูกค้ามากที่สุด ซึ่งการเปิดคลาวด์คิทเช่นในอนาคต ธนพลคิดดีไซน์ไว้ 2 รูปแบบคือ รูปแบบ เป็นคาราโอเกะโมเดล เป็นห้อง ๆ แบรนด์ใครแบรนด์มัน และมีจุดล้างจุดเดียว และมิกซ์ยูสโมเดล คล้าย ๆ กับคอฟฟี่ช้อปในโรงแรม ที่มีเมนูหลากหลาย แต่ทำจากคนครัวไม่กี่คน

แต่การไปฟู้ดเดลิเวอรี่เป็นหลักอาจจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่สร้างต้นทุนเพิ่มให้กับกลุ่ม Thai & Chinese Cuisine เนื่องจากการสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ ร้านอาหารจะต้องจ่ายค่า GP ตามรายได้ที่ขายได้ให้กับแพลตฟอร์ม ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนในการดำเนินงานที่สูงเช่นกัน

 

2. ขยายสาขาคีออส

ในครึ่งปีนี้ธนพลวางแผนนำแบรนด์ในเครือและพันธมิตรในกลุ่ม Thai & Chinese Cuisine เปิดร้านในรูปแบบคีออสมากขึ้น

การให้ความสำคัญกับร้านในรูปแบบคีออสธนพลมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มกว่าในเวลานี้ เนื่องจากการลงทุนเปิดร้าน 1 ร้านใช้เงินทุนเฉลี่ย 2 ล้านบาท สำหรับแบรนด์อร่อยดี และ 5-6 ล้านบาทในแบรนด์ไทยเทอเรสและส้มตำนัว

ส่วนการเปิดร้านรูปแบบคีออสใช้ต้นทุนเฉลี่ย 2 แสนบาทต่อร้าน และถ้าพื้นที่ไหนไม่ประสบความสำเร็จก็สามารถปิดร้านและหาพื้นที่เปิดใหม่ได้ในต้นทุนที่ไม่สูงนัก

ที่ผ่านมากลุ่ม Thai & Chinese Cuisine เคยนำมาทดลองตลาดด้วยการเปิดแบรนด์ใหม่ที่ชื่อเกาลูน ซึ่งเป็นแบรนด์อาหารจีนมาเปิดในรูปแบบคีออสตั้งแต่ปี 2563  ปัจจุบันมี 10 มีสาขา และจะเปิดเพิ่มอีก 15 สาขาในครึ่งปีหลัง 2564

และแบรนด์อร่อยดี เปิดรูปแบบคีออสในเดือนเมษายน 2564 ปัจจุบันมี 5 สาขา และจะเปิดเพิ่มอีก 5 สาขาในปีนี้

 

3. ไม่เปิดสาขาใหม่ในห้าง

การเปิดสาขาใหม่ของร้านอาหารในกลุ่ม Thai & Chinese Cuisine ธนพลวางเป้าหมายว่าจะไม่เปิดในทำเลห้าง 100%

การที่ช่วงเวลานี้ยังไม่เลือกตั้งสาขาใหม่ในทำเลห้างมาจากการเห็นโอกาสที่วิกฤตในช่วงล็อกดาวน์ปิดร้านอาหารในห้างที่ผ่านมา ทำให้เขาต้องหาพื้นที่นอกห้างมาเปิดร้านให้บริการ และพบว่ามีหลายพื้นที่มีความพร้อมและมีราคาเช่าเฉลี่ย 2.5 หมื่นต่อเดือน ซึ่งถูกกว่าค่าเช่าในพื้นที่ห้างที่ต้องเสียเป็นหลักแสนต่อเดือน

การเน้นสาขานอกห้างเรามองว่าส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นการสั่งอาหารในรูปแบบฟู้ดเดลิเวอรี่เป็นหลัก ทำให้การจ่ายค่าเช่าพื้นที่ในห้างอาจจะสร้างรายได้ที่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้

 

ทั้งนี้กลุ่ม Thai & Chinese Cuisine เป็นกลุ่มที่ CRG ตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารร้านอาหารแบรนด์ของตัวเองโดยเฉพาะ

ปัจจุบันมีจำนวนสาขารวมกัน 67 สาขา ทุกสาขาตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  แบ่งเป็น แบรนด์ไทยเทอเรส มีจำนวน  17 สาขา  อร่อยดี  33 สาขา เกาลูน 10 สาขา ส้มตำนัว 7 สาขา นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ โตเกียว โบวล์ (Tokyo Bowl) ซึ่งเป็น Virtual Brand อีก 50 สาขา

 

Marketeer FYI



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน